ฉู่จางิ่มองจนสองแม่ลูกพ้นไปจากสายตา แต่ยังไม่ยอมพูดสิ่งใดออกมา สาวใช้ทั้งสองจึงคิดว่าเ้านายน้อย คงะเืใจกับคำพูดเยาะเย้ยของอนุชุย ก็สรรหาคำพูดมาปลอบใจ ทำเอาฉู่จางิ่อดขำไม่ได้
“คิ คิ พวกพี่สองคนสบายใจเถิดเ้าค่ะ ข้าไม่ใช่คนอ่อนแอเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว ถึงจะยังเป็เด็กอายุหกหนาว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับข้า ย่อมทำให้เติบโตรู้ความกว่าเด็กคนอื่น ไม่มีบิดามารดาญาติพี่น้องแล้วอย่างไร อย่าลืมว่าคนที่คอยเลี้ยงดูข้าฉู่จางิ่คือพวกท่าน ฉะนั้นคนที่มีพระคุณจริง ๆ คือพี่ทั้งสองคนต่างหาก” เื่นี้คือสิ่งที่ทำให้ฉู่จางิ่ซาบซึ้งใจเป็ที่สุด
“โธ่ คุณหนูของบ่าว อย่าได้กล่าวว่าหน้าที่ของพวกเราสองคน เป็บุญคุณอันใดเลยนะเ้าคะ ใครไม่รักก็ช่างแต่บ่าวรักคุณหนู และจะปกป้องท่านให้ดีที่สุดเ้าค่ะ” ฮุยอินไม่คิดว่าเ้านายน้อยของนาง จะมีความคิดเป็ผู้ใหญ่เกินวัยเช่นนี้
“พี่หนิงอวี่ พี่ฮุยอิน หากข้าถูกครอบครัวทิ้งขว้าง พวกท่านยังยินดีที่จะติดตามข้าหรือไม่เ้าคะ” คำถามนี้ฉู่จางิ่จริงจังมาก เพราะนางคิดว่าคนตระกูลฉู่ ไม่มีทางนำตัวนางกลับไปเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวอีกแน่นอน จึงคิดจะหาทางหนีทีไล่เอาไว้ล่วงหน้า
“หากเป็เช่นที่คุณหนูพูดจริง บ่าวยินดีติดตามคุณหนูเ้าค่ะ” หนิงอวี่ย่อมเข้าใจความรู้สึกของฉู่จางิ่ดี
“บ่าวก็เช่นกันเ้าค่ะ ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ บ่าวจะติดตามคุณหนูผู้เดียวเท่านั้น”
“ขอบคุณพวกพี่ทั้งสองมาก ข้าสัญญาจะทำให้พวกท่านอยู่ดีกินดีได้แน่เ้าค่ะ” ฉู่จางิ่มั่นใจว่านางต้องถูกทอดทิ้ง จากคนที่เรียกว่าครอบครัวเต็มสิบส่วน
“แต่ตอนนี้บ่าวว่าคุณหนูพักผ่อนอีกสักหน่อยเถิด เพิ่งจะฟื้นจากพิษไข้นะเ้าคะ รอให้ร่างกายแข็งแรงมากกว่านี้ ค่อยคุยเื่อื่นกันเ้าค่ะ” หนิงอวี่เป็ห่วงสุขภาพของเ้านายน้อย ไม่อยากให้นางต้องล้มป่วยซ้ำอีก
“ใช่เ้าค่ะ คุณหนูนอนพักไปก่อน ประเดี๋ยวบ่าวจะช่วยกันทำงานแทนเองเ้าค่ะ” เพราะยังมีงานค้างอยู่อีกเล็กน้อย พวกนางสองคนต้องกลับไปทำให้เสร็จ
“ได้ข้าจะพักเ้าค่ะ”
ฉู่จางิ่มองความห่วงใยจากบ่าวสองคนนี้ จึงไม่คิดขัดใจพวกนางอีก พอล้มตัวลงนอนไม่นานก็ผล็อยหลับไป ด้วยร่างกายเล็ก ๆ ที่ยังอ่อนเพลียจากพิษไข้ เมื่อหนิงอวี่กับฮุยอินเห็นว่าฉู่จางิ่หลับสนิท จึงได้กลับออกไปทำงานที่เหลือต่อทันที
ั้แ่ดวงจิตทะลุมิติมาเกิดใหม่ในยุคโบราณ ผ่านมาได้เพียงสามวันฉู่จางิ่ก็ทนไม่ไหว กับอาหารการกินที่ได้รับจากโรงครัว เพราะจะเรียกว่าเป็อาหารของคนคงไม่ได้ ควรจะเรียกว่าเศษอาหารเสียมากกว่า นางจึงตัดสินใจนำตำลึงทองออกมาหนึ่งก้อน มอบให้สาวใช้ทั้งสองแอบไปซื้อข้าวรวมถึงเนื้อและผัก มาเก็บไว้ทำอาหารกินเอง
หนิงอวี่กับฮุยอินถึงกับใ ที่เ้านายน้อยมีก้อนตำลึงทอง พวกนางอยากถามเหลือเกินว่าได้มาอย่างไร แต่เป็ฉู่จางิ่ที่ขอร้องพวกนางไว้ว่า ถึงแม้จะสงสัยแต่อย่าเพิ่งตั้งคำถาม รอให้เป็อิสระจากครอบครัวนี้ แล้วนางจะเล่าให้ฟังด้วยตนเอง คำตอบนี้จึงทำให้สาวใช้ทั้งสอง กลืนคำถามของตนลงท้องไปทันที
หลังจากวันนั้นทั้งสามคนก็ได้กินอิ่มท้อง ทำให้ร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้นมาบ้าง จนกระทั่งถึงวันที่ขุนนางจากเมืองหลวง นำราชโองการมาประกาศยังจวนตระกูลฉู่ ในห้องโถงใหญ่บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวัง ทุกคนแต่งกายอย่างเรียบร้อยเพื่อรอรับราชโองการ พ่อของฉู่จางิ่ยืนอยู่ตรงกลางห้องอย่างสงบ
รองเ้ากรมขุนนางเหล่ยเดินนำทหารสองนาย ที่ถือม้วนราชโองการสีทองงดงามเข้ามา ทุกคนในห้องคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง ต่อด้วยเสียงประกาศราชโองการ
“ฉู่ิซ่านรับราชโองการ”
“ด้วยความสามารถในการปกครอง และพัฒนาเมืองเหอเฟยอย่างต่อเนื่องมาหลายปี จากผลงานอันโดดเด่นนี้จึงให้ฉู่ิซ่านเลื่อนขั้นเป็ขุนนางขั้นห้า และเดินทางเข้าเมืองหลวงโดยเร็ว เพื่อรายงานตัวในตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีกรมการมหาดไทย จบราชโองการ”
“กระหม่อมฉู่ิซ่านรับราชโองการ ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่ิซ่านยื่นมือไปรับราชโองการสีทอง ด้วยมืออันสั่นเทาจากความตื่นเต้นดีใจ
“ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าฉู่ด้วยนะ ไว้พบกันที่เมืองหลวงเร็ว ๆ นี้” รองเ้ากรมขุนนางเหล่ย เป็คนหนึ่งที่สนับสนุนให้เสนาบดีเกา คัดเลือกฉู่ิซ่านเข้าเมืองหลวง เพื่อให้เป็แรงสนับสนุนฝ่ายตนเอง ที่หนุนหลังองค์ชายสี่แย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท
“ลำบากใต้เท้าเหล่ยเดินทางแล้ว หากไปถึงเมืองหลวงข้าจะไปเยี่ยมคารวะที่จวนขอรับ” ฉู่ิซ่านรู้ดีว่าการได้รับตำแหน่งในราชสำนัก ย่อมต้องหาไม้ใหญ่เป็เกราะกำบัง เพื่อไต่เต้าในตำแหน่งที่สูงกว่านี้
“อืม ข้าต้องขอตัวก่อนยังต้องไปอีกสองสามเมือง”
“ใต้เท้าเดินทางปลอดภัยขอรับ”
ฉู่ิซ่านส่งรองเ้ากรมขุนนางเหล่ยขึ้นรถม้า เมื่อกลับเข้ามาในห้องโถงคนอื่น ๆ ยังรอแสดงความยินดี โดยพวกเขาลืมฉู่จางิ่ไปอย่างสิ้นเชิง
“ลูกแม่เ้าทำให้ตระกูลฉู่ของเรารุ่งเรืองจริง ๆ”
“ท่านแม่อย่าพูดเช่นนั้นเลยขอรับ ข้าเป็ทายาทตระกูลฉู่ย่อมมีหน้าที่ สร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลนั้นถูกต้องแล้ว”
“ยินดีกับท่านพี่ด้วยเ้าค่ะ” หลิวฮูหยินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉู่เฟินเยว่ที่ถูกอนุชุยสั่งสอนอยู่เสมอว่า นางคือคุณหนูเพียงคนเดียวของจวน และต้องทำตัวเรียบร้อยไร้เดียงสาต่อหน้าบิดาเสมอ มิได้แสดงความยินดีแต่มีคำถามขึ้นมาแทน
“ท่านพ่อเ้าคะต่อไปเยว่เอ๋อร์กับพี่ใหญ่ ก็จะกลายเป็คุณชายกับคุณหนูในเมืองหลวง ใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ใช่แล้วลูก ที่นั่นมีบุตรหลานขุนนางมากมาย ในอนาคตพ่อย่อมเลือกคู่ครองที่เหมาะสมให้เ้าได้” ฉู่ิซ่านหันมาตอบบุตรสาว
“ไหน ๆ วันนี้ก็มีข่าวดีของตระกูลเรา พ่อบ้านสั่งแม่ครัวทำอาหารเพิ่มสักหน่อย ยังไม่ต้องจัดงานเลี้ยง ไว้พวกเราไปถึงเมืองหลวงค่อยจัดงานเลี้ยง จะได้ผูกมิตรกับเหล่าขุนนางไปในตัว” ฮูหยินผู้เฒ่าตัดสินใจแทนบุตรชายของตน
“ดีเหมือนกันขอรับท่านแม่ เพราะพวกเรายังต้องเตรียมตัวเก็บข้าวของ ไม่อาจออกเดินทางล่าช้าได้ รบกวนฮูหยินจัดการเื่อาหารของวันนี้ด้วยนะ” ฉู่ิซ่านก็คิดเช่นเดียวกับมารดา เขาจึงไม่คัดค้านแต่อย่างใด
“เ้าค่ะท่านพี่ เอ่อ แล้วเราจะพาจางิ่ไปด้วยหรือไม่เ้าคะ” เพียงคำถามนี้ของหลิวฮูหยินดังขึ้น สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าที่ปักใจกับคำทำนายของนักพรต ยิ่งมีสีหน้าไม่พอใจมากกว่าเดิม เพราะนางเพิ่งได้รับคำเตือนมาเมื่อวันก่อน จะให้ฉู่จางิ่ตามไปเมืองหลวงไม่ได้เด็ดขาด เนื่องจากดวงชะตาของนางจะขัดขวาง ความเจริญก้าวหน้าของบุตรชาย
“คงไม่ได้! ท่านนักพรตได้เตือนไว้แล้ว ข้าไม่ยอมให้คนทั้งตระกูลต้องเสี่ยงล่มสลายแน่ นางควรเข้าใจและยอมรับมัน” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดเพียงเท่านั้นก็ให้สาวใช้พากลับเรือน
“...” ทุกคนไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ
ฉู่ิซ่านที่เชื่อฟังมารดามาตลอด เขาไม่ลังเลที่จะตัดสินใจทำตามคำสั่งของมารดา หนังสือตัดขาดที่ระบุว่าไม่มีชื่อของฉู่จางิ่ อยู่ในผังตระกูลฉู่อีกต่อไป ถูกมอบให้ซูหยางนำมันไปที่เรือนท้ายจวน เพื่อให้ฉู่จางิ่ประทับลายนิ้วมือ ยอมรับหนังสือตัดขาดฉบับนี้ทันที
ข่าวดีของตระกูลฉู่จะไม่มาถึงหูของฉู่จางิ่ได้หรือ เมื่อบ่าวไพร่ในจวนต่างยินดีปรีดา พูดกันไปทั่วทุกมุมในจวนแห่งนี้ และสิ่งที่ฉู่จางิ่รอคอยก็เกิดขึ้นเสียที นางนั่งรออยู่ที่หน้าเรือนกับสาวใช้ทั้งสองอย่างใจจดใจจ่อ และมันทำให้ซูหยางคาดไม่ถึงว่า เ้าของเรือนท้ายจวนจะนั่งรออย่างสงบนิ่งเช่นนี้
ฉู่จางิ่เห็นว่าซูหยางไม่ยอมพูด นางจึงเป็คนพูดเองเสีย ทุกอย่างจะได้จบสิ้นกันเสียที
“อย่าเอาแต่ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นเลย สิ่งที่ควรทำก็ทำตามหน้าที่ให้เสร็จโดยไวเถิด” เสียงเล็ก ๆ ที่ดังกังวาน ปลุกซูหยางให้ตื่นจากภวังค์
“รบกวนคุณหนูอ่านให้ถี่ถ้วน ก่อนจะประทับลายนิ้วมือลงไปทั้งสองฉบับ อย่าลืมให้สาวใช้ของคุณหนูหาที่อยู่ใหม่ไว้ล่วงหน้าด้วย เนื่องจากนายท่านจะออกเดินทางทันที เมื่อทุกอย่างในจวนจัดการเรียบร้อยแล้ว” ซูหยางพูดพลางมองไปยังร่างของเด็กน้อยตรงหน้า ซึ่งนางไม่มีท่าทีหวั่นไหวหรือเสียใจร้องไห้สักนิด
ฉู่จางิ่รับหนังสือตัดขาดมาอ่านอย่างละเอียด โดยไม่แสดงความรู้สึกยินดียินร้ายกับเื่นี้ ก่อนจะใช้พู่กันที่ซูหยางนำมาเขียนชื่อตนเอง รวมถึงประทับลายนิ้วมือลงไปอย่างไม่ลังเล และยังฝากคำขอบคุณไปยังอดีตบิดาผู้ให้กำเนิด
“ฝากขอบคุณใต้เท้าฉู่ด้วยที่ตัดชื่อของข้าออกจากผังตระกูล วันหน้าหากพวกท่านตกต่ำอย่าได้นึกถึงข้าผู้นี้
ก็พอ”
ซูหยางสะอึกกับคำพูดนี้ของฉู่จางิ่ เพราะมันฟังดูเป็คำปรามาสที่รุนแรงไม่น้อย หากนายท่านหรือฮูหยินผู้เฒ่าได้ยิน คงสั่งลงโทษนางอย่างหนักเป็แน่ เมื่อรับหนังสือตัดขาดคืนมาซูหยางจึงกลับไปหาเ้านายของตน
พอลับร่างของซูหยางไปไม่ถึงอึดใจ ฉู่จางิ่ก็ะโโลดเต้นด้วยความดีใจ ที่ตนได้หลุดพ้นจากครอบครัวเช่นนี้เสียที
“เย้ ๆ ๆ ในที่สุดพวกเราก็หลุดพ้นจากตระกูลนี้แล้ว ต่อไปอยากทำสิ่งใดก็ไม่ต้องกลัวจะถูกขัดขวางอีก”
“บ่าวดีใจกับคุณหนูด้วยเ้าค่ะ แต่ว่าท่านถูกตัดชื่อจากผังตระกูลเช่นนี้ นั่นหมายความว่าจะใช้แซ่ฉู่อีกไม่ได้นะเ้าคะ” หนิงอวี่ดีใจกับเ้านายน้อยแต่ไม่ลืมเตือนเื่แซ่ของนาง
“หืม เื่ชื่อแซ่พวกพี่สองคนไม่ต้องกังวล ข้าคิดเอาไว้แล้วล่ะว่าหลังจากนี้ไปข้ามีนามว่า ‘จ้าวจางิ่’ คุณหนูตระกูลจ้าวที่มีข้าเป็ผู้ก่อตั้งด้วยตนเอง” ในเมื่อไม่ให้นางใช้แซ่เดิมก็แค่เปลี่ยนแซ่ใหม่ เื่นี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หลวงอันใดเลยสักนิด
“บ่าวทั้งสองคารวะคุณหนูจ้าวเ้าค่ะ ว่าแต่ว่าพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะเ้าคะ” ฮุยอินถามเื่ที่อยู่ขึ้น เมื่อรู้ว่าเ้านายน้อยตั้งแซ่ใหม่ให้ตนเอง
“อืม พวกเรายังมีเวลาอีกสองสามวัน ตอนนี้ข้าพอจะมีเงินตำลึงอยู่บ้าง แต่อย่างไรเสียพวกเราควรหาเงินให้มากกว่าเดิมสักหน่อย ถึงจะหาซื้อจวนเล็ก ๆ สักหลังในเมืองเหอเฟยได้ เอาเช่นนี้พวกพี่สองคนนำเงินไปซื้อเครื่องประดับ ที่ทำจากทองคำและเสื้อผ้าที่ตัดสำเร็จ เลือกชิ้นที่ดูงดงามกลับมาให้ข้าสักสามสี่ชิ้นนะ” จางิ่คิดวิธีหาเงินเพิ่มเสียก่อน
“เ้าค่ะ พวกบ่าวจะทำตามที่คุณหนูสั่ง ท่านอยู่ที่เรือนนี้อย่าออกไปไหนนะเ้าคะ บ่าวไม่อยากให้คนพวกนั้นใช้คำพูด ทำร้ายคุณหนูของบ่าวอีกเ้าค่ะ” หนิงอวี่ขอร้องแกมบังคับเ้านายน้อยของตน
“คิ คิ ข้าจะรออยู่ที่นี่ไม่ซุกซนอย่างแน่นอน พวกท่านรีบไปรีบกลับเถิด อ้อ อย่าลืมซื้ออาหารกลับมาด้วยล่ะ”
“เ้าค่ะคุณหนู”
ระหว่างรอสาวใช้ทั้งสองกลับมาก จ้าวจางิ่มิได้รอเฉย ๆ นางกำลังคิดว่า หลังจากออกจากที่นี่ไปแล้ว จะทำอาชีพอันใดกับสาวใช้ดี จนกระทั่งนึกถึงอาหารที่นางชอบทาน และยังเคยเปิดร้านในโลกก่อน จ้าวจางิ่พยักหน้าให้กับตนเองเบา ๆ หากนางทำอาหารชนิดนี้มาขาย จะต้องขายดีอย่างแน่นอน
