อวิ๋นอิ่งทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนล้า ในขณะที่พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เฉิงเถียหนิวก็พลัดตกจากรถม้าลงมานอนแน่นิ่งไปเช่นกัน เหล่าทหารองครักษ์ยี่สิบนายที่ตามมาด้วยกำลังจะเข้าช่วย แต่ประตูเมืองกลับเปิดออกอย่างกะทันหัน ทหารกองหนุนของจวนที่ว่าการที่เงียบหายไปนานก็รีบวิ่งมาเสริมทัพทันที
อวิ๋นอิ่งรีบลุกขึ้นและะโบอกเหล่าทหารองครักษ์ทั้งยี่สิบนายว่า “ข้าจะพาคุณชายน้อยเข้าเมืองเดี๋ยวนี้ พวกเ้าจงรีบไปช่วยท่านแม่ทัพตามหาแม่นางเร็วเข้า!”
ถ้าเป็่เวลาปกติ เหล่าทหารองครักษ์อาจจะจับพิรุธในคำพูดของนางได้ แต่ในยามนี้ไม่มีใครมีเวลามาสนใจ พวกเขาควบม้าตามออกไปทันที ส่วนทหารกองหนุนหนึ่งพันนายแม้จะลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็รีบวิ่งตามผู้บังคับบัญชาไป พวกเขามุ่งหน้าตามถนนสายหลักด้วยความเร็วเต็มที่
เฉิงเหนียงจื่อกอดลูกสองคนของนางแล้วทั้งกลิ้งทั้งคลานลงจากรถม้า นางคลานไปหาอวิ๋นอิ่งพร้อมกับกอดอันเกอเอ๋อร์ที่ร้องไห้ไม่หยุด “นายหญิง...นายหญิงจะทำยังไง? ท่านแม่ทัพจะต้องหานายหญิงเจอแน่ๆ ใช่ไหม? ใช่ไหม?”
อวิ๋นอิ่งปลดผ้าคาดหลังออกแล้วกอดอันเกอเอ๋อร์เอาไว้แน่น น้ำตาของนางก็ไหลพรากไม่หยุดเช่นกัน อีกด้านหนึ่งอวิ๋นหยากอดเฉิงเถียหนิวที่สลบไปและร้องไห้จนน้ำตาอาบหน้า…
ในขณะเดียวกัน ติงเหว่ยไม่รู้ว่าอวิ๋นอิ่งกับพวกพ้องของนางได้หนีไปถึงประตูเมืองอย่างปลอดภัยแล้ว นางที่ไม่เคยขี่ม้ามาก่อนทั้งในชาตินี้และชาติที่แล้ว เวลานี้ความกลัวที่พุ่งจนถึงขีดสุดได้ปลุกเร้าศักยภาพทั้งหมดของนางออกมา ม้าสีแดงที่อยู่ใต้นางในขณะนี้ก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่งด้วยความใ นางจึงต้องจับสายบังเหียนเอาไว้แน่นและรู้สึกเจ็บที่มือจนชาไปหมด แต่ก็ไม่กล้าปล่อยให้มันคลายลงแม้แต่น้อย เสียงลมที่พัดผ่านหูทำให้นางคิดถึงลูกชายที่ไม่รู้ชะตากรรมและกงจื้อิที่อยู่ไกลโพ้น ราวกับมีใครบางคนเอาหัวใจของนางไปทอดในน้ำมันร้อน จนรู้สึกเ็ปแทบขาดใจ
แต่นางก็รู้ว่านางยังตายไม่ได้ ยิ่งหนีไปไกลอีกหนึ่งลี้ พวกชายชุดดำก็จะตามนางไปอีกหนึ่งลี้ ลูกชายของนางอาจจะปลอดภัยขึ้นอีกส่วน
ด้วยเหตุนี้นางไม่รู้ว่าหนีมาไกลเท่าไรแล้ว แต่เสียงฝีเท้าม้าของพวกศัตรูก็ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาตามมาทันแล้ว!
ติงเหว่ยพยายามหันกลับไปมอง แต่โชคร้ายที่ม้าสีแดงที่นางขี่อยู่ก้าวไปบนแผ่นน้ำแข็งที่ลื่นจนเสียหลักล้มลง ทำให้นางถูกเหวี่ยงออกไปกระแทกกับพื้น
ติงเหว่ยถูกกระแทกจนรู้สึกเวียนหัว มึนงง กว่าจะลุกขึ้นได้ก็มองเห็นเงาของชายชุดดำอยู่ลิบๆ แล้ว
นางรีบมองหาทางหนีสุดชีวิต แล้วพยายามปีนขึ้นไปบนูเาสูงที่อยู่ด้านหลัง บนูเามีต้นสนเตี้ยๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้นางวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องสะดุดล้ม แต่ก็เพราะหนทางเป็อย่างนี้เองที่ทำให้ชายชุดดำตามนางไม่ทัน
หัวหน้าของเหล่าชายชุดดำะโลงจากหลังม้าเป็คนแรกและสั่งการเสียงดัง “ให้คนครึ่งหนึ่งอยู่เฝ้าที่นี่ อีกครึ่งหนึ่งตามข้าขึ้นูเา!”
พูดจบ เขาก็ชักดาบออกมาและไล่ตามติงเหว่ยขึ้นูเาไป!
ติงเหว่ยได้ยินเสียงคนตามมาแว่วๆ จึงกัดฟันด้วยความแค้นและพยายามปีนขึ้นไปบนูเาต่อไป โดยไม่รู้ว่ารองเท้าของนางหลุดหายไปั้แ่เมื่อไร มือของนางก็เจ็บจนชาไปหมด แต่ก็ยังคงปีนขึ้นต่อไป แม้ว่าูเานี้จะสูงแค่ไหนแต่ก็ต้องมีจุดสิ้นสุดอยู่ดี เมื่อนางปีนขึ้นไปถึงยอดูเาและเห็นว่าด้านล่างเป็หน้าผาสูงชัน ร่างกายของติงเหว่ยพลันหมดแรง แข้งขาอ่อนราวกับเส้นบะหมี่และทรุดตัวนั่งลงบนก้อนหินใหญ่
นางยังไม่ทันได้หายใจเข้าลึกๆ พวกชายชุดดำก็ไล่ตามมาจนทัน พวกเขาเหล่านี้ล้อมไว้เป็วงกลม ทำให้นางอยู่ตรงกลางไปโดยปริยาย นางไม่มีทางให้ถอยหลังไปได้อีกยกเว้นแต่หน้าผาที่อยู่ด้านหลังเท่านั้น
ติงเหว่ยยิ้มอย่างขมขื่น ชายหนุ่มร้อยกว่าคนกำลังไล่ตามผู้หญิงคนเดียว พวกเขาระมัดระวังถึงขนาดนี้ แสดงว่าน่าจะพุ่งเป้ามาที่นางจริงๆ
ในเวลานี้นางไม่มีทางรอดอีกแล้วยกเว้นแต่จะมีปีกงอกออกมา มิเช่นนั้นก็ไม่อาจหนีไปได้! ทว่านางกลับยังสงบสติลงได้!
“พวกเ้าเป็ใครกัน ทำไมต้องมาจับข้า?”
ติงเหว่ยพยายามจัดเผ้าผมที่ยุ่งเหยิง และเมื่อคิดจะจัดเสื้อผ้าก็พบว่าแขนเสื้อขาดจากการถูกกิ่งไม้ทิ่มแทงไปแล้ว โชคดีที่กางเกงยังคงอยู่สมบูรณ์ แต่รองเท้าของนางหายไปทั้งคู่
นางไม่มีทางเลือกจึงดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาทำความสะอาดเืและโคลนที่เลอะเทอะบนเท้าทั้งสองข้างของนาง ก่อนจะเงยหน้ามองพวกชายชุดดำที่ไม่มีใครตอบอะไรออกมา นางจึงหัวเราะเยาะและพูดว่า “ทำไมพวกเ้ากล้าจับข้าในตอนกลางวันแสกๆ แต่ตอนนี้กลับไม่กล้าออกมาให้ข้าเห็นว่าศัตรูของข้าหน้าตาเป็ยังไงงั้นหรือ?”
คราวนี้เหล่าชายชุดดำที่อยู่เบื้องหน้าของนางเปิดทาง เผยให้เห็นชายชุดดำที่ยืนอยู่ข้างสนามรบก่อนหน้านี้
“แม่นางติงไม่ต้องยื้อเวลาอีกต่อไปแล้ว รีบไปกับพวกเราเถอะ จะไม่มีใครทำร้ายแม่นางจนถึงแก่ชีวิตหรอก วางใจได้”
“หึ ไม่ทำร้ายข้าถึงแก่ชีวิตงั้นหรือ?” ติงเหว่ยหัวเราะเยาะออกมา “แล้วพวกคนที่เ้าฆ่าก่อนหน้านี้ล่ะ? พวกเขาไม่ใช่ชีวิตงั้นหรือ? บอกมาว่าพวกเ้าเป็ใครและจะพาข้าไปที่ไหน?”
ชายชุดดำไม่ยอมตอบคำถาม เพียงตอบกลับอย่างเ็าว่า “ถ้าแม่นางติงตามพวกเราไปก็จะรู้เอง”
พูดจบเขาก็โบกมือให้ชายชุดดำเข้าไปจับตัวนาง
คิดไม่ถึงว่าติงเหว่ยกลับถอยหลังไปและยืนอยู่ที่ขอบหน้าผาในทันที ลมเย็นๆ ที่พัดขึ้นมาจากด้านล่างทำให้เส้นผมของนางปลิวไปมาราวกับว่าพร้อมจะพัดนางตกลงไปได้ทุกเมื่อ
ชายชุดดำหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วรีบเปลี่ยนสัญญาณมือทันทีชายชุดดำจึงถอยกลับไปในทันทีเช่นกัน
“แม่นางติง เ้ายังมีลูกอยู่นี่ ใช่ไหม หรือเ้าไม่กลัวว่าหากเ้าเสียชีวิตไปแล้วเขาจะไม่มีใครดูแลงั้นหรือ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” ติงเหว่ยหัวเราะอย่างขมขื่น เมื่อคิดถึงลูกชายหัวใจของนางก็รู้สึกเ็ปราวกับถูกมีดกรีด
ไม่ใช่ว่านางไม่กลัวตาย นางอยากมีชีวิตที่สุขสบาย อยากแต่งงานกับคนที่รัก อยากเลี้ยงลูกให้โตขึ้นเป็คนดี แต่ในวันนี้ไม่มีทางเป็ไปได้แล้ว หากนางถูกคนเหล่านี้จับไปจริงๆ นางจะไม่มีวันมีจุดจบที่ดีอย่างแน่นอน และอาจจะทำให้กงจื้อิต้องเดือดร้อนไปด้วย
นางอยากเห็นแก่ตัว อยากไม่สนใจชีวิตของคนอื่น แต่ทหารที่ถูกฟันจนแทบจะจำร่างไม่ได้เพื่อปกป้องนางเมื่อครู่นี้กลับสอนให้นางรู้จักความกล้าหาญและไม่เห็นแก่ตัวด้วยเืของพวกเขา
“กลัวสิ ข้าจะไม่กลัวได้ยังไง! แต่ข้ากลัวยิ่งกว่าว่าถ้าพวกเ้าจับข้าไปแล้ว จะมีคนต้องตายเพิ่มขึ้นอีก!”
ชายชุดดำขมวดคิ้วเล็กน้อยและเอื้อมมือไปที่เอว แต่ไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร
ติงเหว่ยก็ชี้ไปที่์แล้วะโด่าออกมาว่า “์บัดซบ ท่านส่งข้ามาที่นี่เพื่อให้ข้าเสียสละและตายอย่างกล้าหาญใช่ไหม? หากข้าตายขึ้นมาจริงๆ ข้าจะไปประท้วงบน์เลย!”
เสียสละ? ์? ประท้วง?
เหล่าชายชุดดำได้ฟังแล้วก็งงไปหมด หัวหน้าชายชุดดำคนนั้นก็รู้สึกแปลกๆ รีบก้าวไปข้างหน้า แต่ติงเหว่ยก็ยกแขนขึ้นแล้วหันหลังะโลงหน้าผาไปทันที!
ยอดเขาตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที ไม่มีใครเชื่อว่านางจะะโลงไปจริงๆ แม้ว่านางจะยืนอยู่ที่ริมขอบหน้าผานานขนาดนั้นก็ตาม เพราะความกลัวตายเป็สัญชาตญาณของมนุษย์ บุรุษยังยากที่จะกล้าทำ นับประสาอะไรกับหญิงสาวที่อ่อนแอนางหนึ่ง?
ชายชุดดำยื่นมือออกไปแต่ยังไม่ทันเก็บกลับ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความเสียใจ ทำให้ชายชุดดำที่อยู่ข้างๆ ถามด้วยความกังวล “หัวหน้า พวกเราจะลงไปค้นหาหรือไม่?”
ชายชุดดำคนนั้นเก็บมือลงอย่างเคียดแค้น เขาหันมองลงไปทางเชิงเขาและตอบกลับด้วยเสียงเ็า “รีบถอนกำลัง!”
เมื่อพูดจบหัวหน้าชายชุดดำก็รีบเดินนำลงจากูเาไป ชายชุดดำที่เหลือรีบตามไปทันที ทั้งกลุ่มมาอย่างรวดเร็วและไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักยอดเขาก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบตามปกติ ราวกับมีเพียงลมหนาวที่พัดผ่านและต้นไม้ที่ยืนเงียบงันอยู่เคียงข้างที่รู้ว่าเมื่อครู่มีหญิงสาวคนหนึ่งเพิ่งะโลงหน้าผาไปโดยไม่รู้ชะตากรรม…
กงจื้อิกระตุ้นให้ม้าอูจุยของเขาวิ่งอย่างสุดกำลัง นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาอยากมีปีกเพื่อจะได้บินไปหาหญิงสาวที่เขารักและปกป้องนางไว้ภายใต้ปีกของเขาเอง
เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับเขา ในชีวิตนี้เขาไม่เคยอยากปกป้องใครมากเท่านี้มาก่อน แต่กลับเหมือนกับการพยายามจับเม็ดทรายไว้ในกำมือ ยิ่งเขาให้ความสำคัญมากเท่าไร ก็ยิ่งสูญเสียไปง่ายขึ้นเท่านั้น ครั้งหนึ่งเป็เช่นนี้ ครั้งสองก็ยังเป็เช่นนี้อีก หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความเสียใจจนแทบจะกระอักเืออกมา หากหญิงสาวที่เขารักปลอดภัยในครั้งนี้ ต่อไปเขาจะไม่ยอมให้นางจากไปแม้แต่ก้าวเดียว ถ้าจะอยู่ก็ต้องอยู่ด้วยกัน หากต้องตายก็จะตายไปด้วยกัน!
อวี้ฉือหุ่ยพยายามขี่ม้าตามหลังแม่ทัพ ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะสงสารม้าอูจุยที่โดนเฆี่ยนตี ไม่เคยมีแม่ทัพคนไหนที่ไม่รักม้าของตน แม้ว่าเขาจะยุ่งมากเพียงใด กงจื้อิก็ยังคงหาเวลามาดูแลม้าดำด้วยตนเอง แต่วันนี้กลับไม่มีความปราณีเลย ซึ่งแสดงว่าเขากำลังเร่งรีบจริงๆ
เมื่อคิดเช่นนี้เขารีบหันกลับไปเรียกเหล่าทหารองครักษ์ที่เหลือ “ทุกคนรีบตามมาเร็ว!”
เหล่าทหารองครักษ์ทุกคนจึงกระตุ้นม้าให้วิ่งเร็วขึ้น โชคดีที่พวกเขาไม่ต้องวิ่งไปไกลเท่าไรนัก ก็เห็นม้าหลายตัวยืนอยู่ที่เชิงเขา บางตัวยังมีชายชุดดำขี่อยู่ด้วย
อวี้ฉือหุ่ยจึงนำทัพบุกเข้าโจมตีทันที แม้จำนวนของทั้งสองฝ่ายจะพอกัน แต่ฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ส่วนอีกฝั่งหนึ่งที่เพิ่งบุกโจมตีล้มเหลว ขวัญกำลังใจจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ภายในไม่กี่กระบวนท่าเหล่าชายชุดดำก็ถูกสังหารและกระจัดกระจายไป บางคนพยายามหนีแต่ถูกอวี้ฉือหุ่ยพาเหล่าทหารองครักษ์ไปขวางเอาไว้และไล่สังหารทีละคนๆ
กงจื้อิยกชายชุดดำที่าเ็ที่ขาขึ้นมาคนหนึ่ง และถามด้วยเสียงเ็าว่า “ผู้หญิงที่พวกเ้ากำลังไล่ตามขึ้นไปบนูเาแล้วหรือ?”
ชายชุดดำกัดฟันแน่นและไม่ยอมตอบคำถาม ผลที่ตามมาก็คือศีรษะของเขาก็ถูกตัดออกจากร่างภายในพริบตาเดียว
กงจื้อิจับชายชุดดำอีกคนหนึ่งขึ้นมา ก็ไม่ยอมพูดอะไรอีก เขาก็เลยส่งชายคนนั้นไปหาเยี่ยนหวังเย่ทันที
เือุ่นๆ สาดกระเซ็นไปทั่วทั้งร่างกาย มือ และใบหน้าของกงจื้อิ ทำให้เขาดูราวกับเทพปีศาจที่กลับมาจากนรก แต่เขากลับไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลย เขาฆ่าคนอย่างกับไก่และหมูก็ไม่ปาน มือถือดาบขึ้นมาและฆ่าทีละคนๆ โดยไม่ทันรู้ตัวว่าเหล่าชายชุดดำต่างกลัวจนตัวสั่น แม้กระทั่งอวี้ฉือหุ่ยและเหล่าทหารองครักษ์ก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
ในที่สุดชายชุดดำคนหนึ่งก็ทนไม่ไหวเมื่อเห็นว่าความตายกำลังใกล้เข้ามา เขาร้องเสียงดังว่า “หญิงสาวคนนั้นขึ้นไปบนูเาแล้ว หัวหน้าของเราไล่ตามไป พวกเราไม่ได้ฆ่านาง! ไม่ได้ฆ่านาง!”
กงจื้อิเงยหน้าขึ้น ในดวงตาของเขาปรากฏแววแห่งความชัดเจนขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังและรีบปีนขึ้นไปบนูเา
“ฆ่าพวกมันทิ้งให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว!”
อวี้ฉือหุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็สั่งให้เหล่าทหารองครักษ์ทำตาม จากนั้นจึงรีบตามกงจื้อิขึ้นไปบนูเา
เหล่าทหารองครักษ์ของเขาเริ่มสังหารชายชุดดำเหล่าน้ำจนเืไหลเป็สายน้ำ ไม่นานนักพวกเขาก็รวบรวมม้าทั้งหมดไว้ในที่เดียว และกำลังจะพาม้าไปที่อื่น ก็พอดีกับที่กองทหารหนุนของที่ว่าการมาถึงพอดี เหล่าทหารองครักษ์จึงไม่พูดอะไรมาก ปล่อยม้าทิ้งไว้แล้วรีบปีนขึ้นไปบนูเาทันที
แม่ทัพคนนั้นที่เพิ่งมาถึงก็เป็ทหารผ่านศึก เขาอดทนต่อกลิ่นคาวเืและรีบสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขารับม้าไป จากนั้นจึงล้อมรอบเชิงเขาเอาไว้…
เหล่าชายชุดดำที่เพิ่งลงมาจากูเาเพียงครึ่งทางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า พวกเขาพยายามจะหลบหนีแต่ก็ไม่ทัน หัวหน้าของเหล่าชายชุดดำลังเลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ทันใดนั้นเสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นจากเชิงเขา ใบหน้าของเขาซีดเผือดและรีบนำคนเข้าไปเผชิญหน้า ในตอนนี้ทางเดียวที่จะมีชีวิตรอดได้ก็คือต้องขโมยม้าและฝ่าวงล้อมออกไปเท่านั้น!
แต่น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่า อวี้ฉือหุ่ยวางแผนอย่างรัดกุมเอาไว้แล้วโดยการตัดเส้นทางหลบหนีของพวกเขา เหล่าองครักษ์ล้วนเป็ยอดฝีมือที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี แทบจะใช้เพียงกระบวนท่าเดียวในการต่อสู้ระยะประชิดเหล่าชายชุดดำก็ล้มลงราวกับใบไม้ร่วง
ในความสับสนวุ่นวาย หัวหน้าของเหล่าชายชุดดำพร้อมกับยอดฝีมือสี่ห้าคนก็พยายามจะฝ่าออกจากวงล้อมและหนีลงจากูเา อวี้ฉือหุ่ยยังอยากจะไล่ตามต่อไป แต่เห็นกงจื้อิจับชายชุดดำคนหนึ่งแล้วโยนไปอีกทาง ก่อนจะวิ่งขึ้นไปบนูเาอย่างบ้าคลั่ง
“ท่านแม่ทัพเป็อะไรไป?”
อวี้ฉือหุ่ยฟันชายชุดดำอีกคนลงแล้วะโถามเสียงดัง
