ในหอเจินเป่า การแสดงร้องเล่นเต้นรำคึกคักเป็พิเศษ
งานประมูลวันที่สอง มีกระบี่บินและเหล่าสมบัติวิเศษต่างๆ มากมายจนตาลายไปหมด
สมบัติวิเศษบางชิ้นมีพลังโจมตีและป้องกันที่แข็งแกร่ง มีสมบัติวิเศษบางชิ้นสามารถเรียกลมเรียกฝนได้ มีสมบัติวิเศษบางชิ้นหนักราวกับขุนเขา ยังมีสมบัติวิเศษบางชิ้นที่ดึงดูดิญญา ยากจะป้องกันได้
จั๋วอวิ๋นเซียนเพิ่งเคยเห็นสมบัติวิเศษที่มีพลังแตกต่างกันมากมายเช่นนี้เป็ครั้งแรก ทำให้เขาได้เปิดโลกมากขึ้น หลังจากนี้ต่อให้เจอกับสมบัติวิเศษแปลกประหลาดก็สามารถรับมือได้ทันท่วงที
แน่นอนว่ารู้จักก็อีกเื่หนึ่ง แต่จั๋วอวิ๋นเซียนมิได้คิดจะประมูลให้ตัวเอง เพราะเขาไม่อยากดึงดูดความสนใจของคนอื่น และเขามีโครงสร้างของสมบัติวิเศษกระบี่บินของตัวเองในหัวแล้ว หลังจากงานประมูลจบลงเขาจะเตรียมตัวลองสร้างสักครั้ง
แต่จั๋วอวิ๋นเซียนก็ยังประมูลสมบัติวิเศษระดับสูงสุดที่มีพลังป้องกันแข็งแกร่งชิ้นหนึ่งให้แม่ลูกฉินตงหวู่กับเสี่ยวจิ่วสามคน ใช้เงินไปหนึ่งล้านศิลาเซียน
และสิ่งที่ออกประมูลชิ้นสุดท้ายในวันนั้นเป็อาวุธิญญาระดับสุดยอด มีนามว่า ‘ระฆังะเืิญญา’ เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ิญญาจะสั่นสะท้าน ต่อให้เป็ยอดฝีมือระดับกำเนิดปราณก็ยากจะป้องกันได้
เมื่อสมบัติชิ้นนี้ถูกนำออกมา ราคาก็พุ่งทะยานเกินหนึ่งล้านในทันที
หลังจากแข่งเสนอราคากันสักพัก ‘ระฆังะเืิญญา’ ก็ถูกคนใหญ่โตจากสมาคมการค้าห้าแคว้นประมูลไปด้วยราคาสามล้านห้าแสน!
นี่ทำให้ผู้คนรู้สึกปลงสังเวช สมาคมการค้าห้าแคว้นร่ำรวยมากจริงๆ!
……
เมื่อมาถึงงานประมูลวันที่สาม โอสถิญญาต่างๆ นานาทำให้ผู้คนตื่นเต้น ในนั้นยังรวมถึงโอสถิญญาระดับสูงสุดด้วย
ครั้งนี้จั๋วอวิ๋นเซียนมิได้เกรงใจ เขาประมูลโอสถเสริมปราณโลหิตไปไม่น้อย เพราะเขาพบว่าการฝึกฝนวิชากายาเซียนกระเรียน ต้องใช้ปราณโลหิตที่ทรงพลังมาก
พวกจี้ไป๋อี้เคยได้ยินเื่สภาพร่างกายของจั๋วอวิ๋นเซียนมาแล้ว จึงมิได้ร่วมการแข่งเสนอราคา กลับยังแอบช่วยเหลือ ทำให้คนอื่นยอมถอย
……
จนถึงวันที่สี่ในที่สุดงานประมูลก็มาถึงโค้งสุดท้าย หรือก็คือ่สมบัติมหัศจรรย์และโบราณวัตถุจากมิติลับ
สถานการณ์ของขั้วอำนาจต่างๆ เริ่มตึงเครียด เหล่ายอดฝีมือไม่มีทางยอมถอย ทำให้บรรยากาศงานประมูลเคร่งเครียดขึ้นมาก
“ไม่ขอพูดมากแล้วกัน พวกเราเริ่มการประมูลของวันนี้กันเถอะ!”
น้ำเสียงของจูหยวนหยวนแหบแห้งเล็กน้อย เป็พิธีกรมานานหลายวัน ถึงแม้นางยังคงร่าเริงแจ่มใส แต่กับใบหน้าแล้วคงยากจะปิดบังความเหนื่อยล้า
ทว่าต่อให้ยากลำบากเพียงใด จูหยวนหยวนก็ไม่คิดจะให้ผู้อื่นมาช่วย นางหวังว่าจะสามารถจบงานประมูลครั้งยิ่งใหญ่นี้ด้วยมือของนางเองอย่างสมบูรณ์แบบ
จากนั้นภายใต้สายตาของผู้คน มีตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งถูกนำขึ้นมา ดูท่าทางทั้งเก่าแก่และไม่สมบูรณ์
“หนังสือเล่มนี้ก็คือโบราณวัตถุที่ได้มาจากมิติลับ มิใช่ทองมิใช่หยก น้ำไฟมิอาจทำอะไรมันได้...”
เพื่อพิสูจน์ความพิเศษของตำราเล่มนี้ จูหยวนหยวนราดน้ำมันบนตำราแล้วนำเข้าไปเผาในเตาเพลิงและเอาไปต้มในหม้อน้ำ แต่มันกลับไม่เสียหายแม้แต่น้อย น้ำไฟมิอาจทำอะไรได้จริงๆ
จากนั้นจูหยวนหยวนกล่าวต่อ “จากที่หอเจินเป่าของเราตรวจสอบคุณสมบัติและเนื้อหาในตำรา ของสิ่งนี้มีประวัติยาวนานถึงยุคสมัยขุนเขาซานไห่ นามของตำราเล่มนี้ค่อนข้างพิเศษ มันถูกเรียกว่า ‘ดาบะตัดิญญา’ หากพวกเราคาดเดามิผิด ตำราเล่มนี้น่าจะเป็วิชาลับั้แ่ยุคสมัยซานไห่...แต่น่าเสียดายที่เมื่อผ่านกาลเวลาแสนยาวนาน ส่วนท้ายบทจึงไม่สมบูรณ์”
“……”
ในหอเจินเป่าเสียงเงียบลงทันที
ผู้คนไม่น้อยลอบก่นด่าในใจ พวกเขาเตรียมศิลาเซียนมาอย่างดี กลับเอาของแบบนี้มาให้ดูหรือ!
โบราณวัตถุจากมิติลับอะไรกัน เป็เพียงตำราเล่มหนึ่ง? อีกทั้งยังเป็ตำราที่ไม่สมบูรณ์อีกด้วย?
เนื่องจากพลังฟ้าดินขาดหาย วิชาบำเพ็ญเซียนโบราณมากมายจึงไม่เหมาะสม หากเกิดปัญหาในการบำเพ็ญจะทำอย่างไร? หากธาตุไฟเข้าแทรกจะทำอย่างไร?
มิมีผู้ใดโง่ พวกเขาอาจจะสนใจวิชาลับในตำราเล่มนี้ แต่ไม่มีทางใช้ศิลาเซียนจำนวนมากเพื่อประมูลสิ่งนี้แน่
เห็นได้ชัดว่าจูหยวนหยวนคาดเดาสถานการณ์เช่นนี้ไว้นานแล้ว จึงมิได้เสียเวลาพูดมาก เปิดราคาเริ่มต้นที่...หนึ่งแสนศิลาเซียน
ราคานี้สำหรับโบราณวัตถุจากมิติลับแล้วนับว่าต่ำมาก แต่สำหรับตำราไม่สมบูรณ์เล่มหนึ่งแล้ว ราคาหนึ่งแสนศิลาเซียนนับว่าเหมาะสมแล้ว
“หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น!”
“หนึ่งแสนสองหมื่น!”
“หนึ่งแสนสามหมื่น!”
……
“สองแสนศิลาเซียน!”
ราคาประมูลเพิ่มขึ้นเชื่องช้ามาก หลังจากถึงราคาสองแสนแล้วก็ไม่มีใครเสนอต่อ
สุดท้ายจั๋วอวิ๋นเซียนเสนอราคาสามแสนศิลาเซียน ก็ประมูล ‘ดาบะตัดิญญา’ ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ฉินตงหวู่ทั้งโมโหทั้งหัวเราะ เพราะจากที่นางสังเกต ของที่คนอื่นไม่้าจั๋วอวิ๋นเซียนจะประมูลมา ไม่รู้ว่าจะบอกกับอีกฝ่ายอย่างไรดี
ความจริงแล้วจั๋วอวิ๋นเซียนมิได้คิดอะไรมาก เขาเพียงชอบอ่านตำราเท่านั้น จึงอยากรู้ว่าตำราโบราณไม่สมบูรณ์เล่มนี้บันทึกอะไรเอาไว้ก็เท่านั้น
ผ่านไปไม่นาน ‘ดาบะตัดิญญา’ ก็มีสาวใช้นำมาส่งถึงห้อง
หลังจากซื้อขายเสร็จแล้ว จั๋วอวิ๋นเซียนเปิดตำราอ่าน อักษรโบราณในนั้นเขารู้จักเกือบทั้งหมด...ที่หน้าปกตำราสลักคำว่า ‘กระบี่นิรันดร์’ กับ ‘ดาบตัดิญญา’ เอาไว้ ส่วนที่ปกด้านหลังสลักคำพูดเอาไว้สองประโยค
……
ข้ามีกระบี่เล่มหนึ่ง ถามวิถีสู่นิรันดร์ หนึ่งกระบี่ทำลายฟ้า สังหารเซียนแท้จริง
ข้ามีดาบเล่มหนึ่ง ปณิธานสูงส่งเทียม์ ยกดาบตัดิญญาดับสูญ ฟันดาบหมู่เมฆแตกกระเจิง
……
เมื่อเห็นคำพูดสองประโยคนี้แล้ว จั๋วอวิ๋นเซียนรู้สึกว่าหนังศีรษะด้านชา เขาััได้ถึงความหนาวเหน็บพุ่งเข้าสู่ิญญา
กระบี่นิรันดร์ ไขว่คว้าความเป็นิรันดร์
นี่คือการแสวงหา ทำลายฟ้า สังหารเซียน
ดาบตัดิญญา สังหาริญญาดับสูญ
นี่คือปณิธาน ไม่สนใจตนเอง ะเืฟ้าสะท้านปฐี
สิ่งนี้มิใช่วิชาการบำเพ็ญ แต่เป็วิชาลับที่น่ากลัวชนิดหนึ่ง
ในยุคซานไห่ มีผู้ยิ่งใหญ่ใช้จิตสังหารชั่วชีวิตของตนหลอมรวมเข้ากับหนังสือเล่มนี้ มีเพียงคนที่มีปณิธานเดียวกัน ถึงจะสามารถรู้แจ้งความอัศจรรย์ในนั้นได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้จั๋วอวิ๋นเซียนรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ตำราวิชาลับเล่มนี้ควรเป็ของเขา ไม่เพียงเพราะเขาประมูลมันได้ ยังเป็เพราะเขามีปณิธานสูงส่งเหนือสรรพสิ่ง เหมาะสมกับวิชาลับในตำราพอดี
โดยเฉพาะ ‘ดาบตัดิญญา’ เป็วิชาลับที่ใช้โจมตีิญญาโดยเฉพาะ เมื่อใช้คู่กับจิติญญาที่ทรงพลังและพลังิญญาอัสนีของจั๋วอวิ๋นเซียนแล้ว จะมีพลังทำลายล้างที่น่ากลัวมาก!
น่าเสียดายที่ตำราเล่มนี้ขาดหายไปครึ่งหนึ่ง และส่วนที่ขาดหายไปนั้นก็คือส่วนสำคัญของ ‘กระบี่นิรันดร์’
……
ขณะที่จั๋วอวิ๋นเซียนรู้แจ้ง ‘ดาบตัดิญญา’ สินค้าชิ้นที่สองก็ถูกนำขึ้นเวที
มันคือระฆังสีม่วงทองที่สลักไปด้วยอักขระ เพียงสั่นไหวเล็กน้อยก็สามารถทำให้ผู้คนจิตใจสั่นไหว ทำร้ายิญญา เห็นได้ชัดว่าเป็สมบัติที่เก่งกาจชิ้นหนึ่ง
จูหยวนหยวนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ นางกล่าวแนะนำว่า “ระฆังชิ้นนี้เป็โบราณวัตถุจากในมิติลับ แม้จะดูไม่สมบูรณ์ แต่มีความสามารถทรงพลังมาก มีพลังเทียบเท่ากับสมบัติิญญาระดับต่ำ!”
เมื่อได้ยินคำนี้ผู้คนรอบด้านลุกฮือขึ้นมา เสียงะโด้วยความตื่นเต้นดังไม่ขาดสาย
สรรพสิ่งในฟ้าดินล้วนมีิญญา
คำว่า ‘สมบัติิญญา’ ก็คือสมบัติวิเศษที่เกิดสติปัญญา ไม่เพียงมีพลังแข็งแกร่ง ยังมีความสามารถพิเศษน่าอัศจรรย์ หากผู้บำเพ็ญเซียนสามารถได้รับการช่วยเหลือจากสมบัติิญญา พวกเขาจะมีพลังเพิ่มขึ้นมากหรือแม้กระทั่งสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้
ไม่จำเป็ต้องให้จูหยวนหยวนพูดให้มากความ ราคาของ ‘ระฆังม่วงทอง’ พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง ไม่ถึงสิบลมหายใจก็มีราคาสูงถึงสามล้านแล้ว ราคาพุ่งไปถึงห้าล้านจึงหยุดลง
