แม้นางฉางจะไม่พูดอะไร แต่ภายในใจนางเข้าใจดีว่าลูกสะใภ้คนนี้คิดจะทำอะไร เพราะหากเื่ราวมันง่ายอย่างที่เหอชุนฮวาว่าจริง ทั้งเหอชุนฮวากับหลี่อันหรานก็คงไม่มาหาตัวเองถึงที่นี่
แต่แล้วเหอชุนฮวากลับพูดขึ้นว่า “ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้ เช่นนั้นข้าคงต้องยอมคืนที่ดินให้พวกเ้าเพื่อเห็นแก่ท่านแม่ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าพวกข้าไม่อาจลงทุนลงแรงโดยเสียเปล่าเช่นกัน”
หลี่อันหรานแค่นเสียงเบา “ท่านย่าบอกว่าพวกท่านควรแบ่งปันผลผลิตที่ได้จากที่ดินผืนนั้นเพื่อจุนเจือพวกข้า แต่ข้าไม่เคยเห็นท่านแบ่งข้าวสารให้แม้แต่เม็ดเดียว”
“เด็กคนนี้ พูดเหลวไหลอะไรของเ้า เอาอะไรมาบอกว่าข้าไม่เคยให้ คิดว่าข้าต้องให้ต่อหน้าเ้าอย่างเดียวหรือ?” เหอชุนฮวาขึ้นเสียงสูง นางเบิกตาโพลงมองหลี่อันหราน พร้อมกับพูดด้วยความเกรี้ยวกราด “เ้าจะไปรู้อะไร เข้าใจเื่ของผู้ใหญ่มากน้อยเพียงใดกัน?”
“ตอนที่ข้าหารือเื่พวกนี้กับท่านย่าของเ้า แม่ของเ้าก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ไม่เชื่อก็ไปตามท่านแม่เ้ามาถามดู อย่ามาทำตัวอวดดีอยู่ที่นี่”
หลี่อันหรานตอบโต้ไม่ถูก นางเคยคิดถึงเื่นี้ตอนที่ให้เสิ่นอิ๋นหวนไปคุยกับเหอชุนฮวา ตอนนั้นนางไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ไม่รู้ว่าเื่ราวเป็อย่างไรกันแน่ เสิ่นอิ๋นหวนกับเหอชุนฮวาอาจเคยตกลงกันเช่นนี้จริง แต่ต่อให้ตามเสิ่นอิ๋นหวนมาก็ไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะนางรู้นิสัยของแม่ตัวเองดี สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นต้องให้นางจัดการเอง
นางฉางเห็นทั้งสองคนโต้เถียงกันอย่างไม่ลดละก็เอ่ยปราม “พอแล้ว เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น จะทะเลาะกันเพื่ออะไร?”
จากนั้นนางฉางก็หันมาพูดกับหลี่อันหรานต่อ “ถึงอย่างไรนางก็มีศักดิ์เป็ป้าสะใภ้รองของเ้า สิ่งที่นางกล่าวมาเมื่อครู่ก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียว ตอนนั้นพวกเราเคยตกลงเื่นี้กับแม่ของเ้ามาก่อนแล้ว เ้ายังเยาว์วัยนัก จะไม่เข้าใจก็คงไม่แปลก”
หลี่อันหรานแน่นิ่ง ยิ่งนางพูดมากเท่าไร สถานการณ์ก็ยิ่งยุ่งยากมากเท่านั้น นอกจากนี้ ต่อให้นางจะพิสูจน์ได้ว่าป้าสะใภ้รองไม่เคยแบ่งปันเสบียงอาหารให้ครอบครัวนาง แล้วอย่างไรต่อเล่า?
ด้วยนิสัยของเหอชุนฮวาแล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางชดเชยสิ่งใดให้นางแน่นอน สถานการณ์ตอนนี้เหมือนว่านางจะต้องเป็ฝ่ายมอบสิ่งชดเชยให้จนกว่าเหอชุนฮวาจะพอใจด้วยซ้ำ
“ในเมื่อท่านย่าเป็ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจของที่นี่ เช่นนั้นข้าจะฟังตามที่ท่านย่าว่าเ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าท่านย่าจะตัดสินอย่างยุติธรรม ป้าสะใภ้รอง ข้ายอมรับว่าพวกท่านเองก็เหนื่อยยากลำบากกับการฟื้นฟูที่ดินรกร้าง ข้ายินดีจ่ายค่าชดเชยจำนวนหนึ่ง ท่าน้าเท่าไรก็ว่ามาเถิด ข้าอยากรีบจบเื่นี้โดยไว”
เหอชุนฮวาเห็นหลี่อันหรานยอมถอยให้ก็ยิ่งได้ใจ นางพลันคิดคำนวณในใจว่าต้องเรียกเงินเท่าไรจึงจะเหมาะสม
นางฉางเองก็เอ่ยอย่างนึกรำคาญใจ “อันหรานพูดขนาดนี้แล้ว เ้าจะเอาอย่างไรต่อก็ว่ามาเลย”
เหอชุนฮวาตอบทันที “เ้าต้องรู้ก่อนว่าพวกข้าลงแรงฟื้นฟูที่ดินผืนนั้นไปมากเพียงใด นอกจากนี้ยังเพาะปลูกมาหลายปีและใช้ปุ๋ยไปไม่น้อย ข้าจะไม่เรียกร้องมากมาย เอาเท่านี้แล้วกัน” ว่าจบก็ชูนิ้วห้านิ้วให้หรี่อันหรานดู
หลี่อันหรานพลันขมวดคิ้วยับย่น “มันคือเท่าไร?”
เหอชุนฮวารู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองเรียกร้องค่อนข้างมาก แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังกระแอมเสียงเบาอย่างไร้ยางอาย “ห้าสิบตำลึง”
หลี่อันหรานลุกพรวดขึ้นยืน “ห้าสิบตำลึง? ป้าสะใภ้รอง ท่านล้อเล่นกระมัง เงินจำนวนนี้เพียงพอให้ซื้อที่ดินชั้นดีได้เลยนะเ้าคะ”
พอได้ยินดังนั้น เหอชุนฮวาจึงฮึดฮัดเสียงเบา “เช่นนั้นก็ไปซื้อสิ บ้านพวกเ้ามีเงินจนจ้างคนทำงานแล้วมิใช่หรือ? เ้าก็ส่งพวกเขาไปช่วยทำนาอีกสิ ข้าอยากเห็นนักว่าพวกเขาจะใช้เวลานานเพียงใดในการบุกเบิกที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้”
เหอชุนฮวากลอกตาใส่หลี่อันหราน นางกล้าทำกิริยาเช่นนี้เพราะอาศัยว่ามีนางฉางคอยหนุนหลัง
หลี่อันหรานได้แต่หันไปมองนางฉาง “ท่านย่า ถึงแม้ว่าตอนนี้ความเป็อยู่ของพวกข้าจะดีขึ้น แต่จะให้ควักเงินออกมาทีเดียวห้าสิบตำลึงนั้นไม่ง่ายเลย ที่สำคัญคือ ป้าสะใภ้รองกำลังเรียกร้องเกินกว่าเหตุ นางไม่ได้คิดจะหารือั้แ่แรกด้วยซ้ำ”
นางฉางเองก็มีสีหน้าหนักใจเช่นกัน หากเหอชุนฮวา้าเงินเพียงไม่กี่ตำลึงก็คงง่ายหน่อย นางจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับเื่นี้ต่อ
เดิมทีแล้วที่ดินผืนนั้นก็เป็ของบ้านสาม เหอชุนฮวานำไปเพาะปลูกหลายปีโดยไม่ให้สิ่งตอบแทน ท้ายที่สุดยังกล้าเรียกเงินจากเ้าของอีก หนำซ้ำยังเรียกเงินจำนวนมากขนาดนี้
หากนางยังเข้าข้างเหอชุนฮวาอีกคงไม่พ้นถูกมองว่าลำเอียงเป็แน่ สุดท้ายแล้วนางจึงขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เงินห้าสิบตำลึงไม่ใช่เงินน้อยๆ ความเป็อยู่ของบ้านสามไม่ได้สะดวกสบายขนาดนั้น เ้ากำลังทำให้พวกนางลำบากใจไม่ใช่หรืออย่างไร?”
เหอชุนฮวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ที่นางเรียกร้องเงินห้าสิบตำลึงเพราะตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะให้ต่อราคา เมื่อได้ยินนางฉางกล่าวดังนี้ นางจึงเอ่ยบ้าง “ในเมื่อท่านแม่เอ่ยปากขนาดนี้ เช่นนั้นข้าจะยอมลดให้ก็ได้เ้าค่ะ สี่สิบห้าตำลึง ต่ำกว่านี้ไม่ได้”
หลี่อันหรานมองไปที่นางฉางอีกครั้ง ทว่าครานี้อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรอีก นี่ทำให้นางรู้ว่าท่านย่าคงเข้าข้างบ้านรองแน่แล้ว
เสิ่นอิ๋นหวนมีนิสัยอ่อนแอไม่สู้คน ที่ผ่านมาถูกบ้านรองกดขี่ข่มเหงมาโดยตลอด ส่วนนางฉางก็คงยอมปล่อยไปเพราะจนปัญญา
หลังจากที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ หลี่อันหรานจึงไม่ได้พูดอะไรอีก “ข้าขอนำเื่นี้กลับไปปรึกษาท่านแม่ก่อนเ้าค่ะ”
สิ้นเสียง นางก็ย่อตัวลงคำนับนางฉาง “วันนี้รบกวนท่านย่าแล้ว หากไม่มีอะไรอีก ข้าขอตัวก่อนเ้าค่ะ”
หลี่อันหรานหันตัวเดินออกจากบ้านของนางฉางทันที หลังจากที่นางจากไป นางฉางจึงค่อยขมวดคิ้วขณะมองเหอชุนฮวา “เ้าเรียกร้องมากเกินไปแล้ว เ้าคิดว่าครอบครัวพวกนางมีเงินมากขนาดนี้หรืออย่างไรกัน?”
พอถูกถามเช่นนี้ เหอชุนฮวาพลันโบกไม้โบกมือ “ท่านแม่ ท่านไม่รู้หรอกเ้าค่ะว่าตอนนี้พวกนางร่ำรวยมากเพียงใด พวกนางร่ำรวยถึงขั้นมีรถม้าแล้วนะเ้าคะ ท่านเคยนั่งรถม้าเข้าไปในเมืองหรือไม่เ้าคะ?”
นางฉางไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี ความจริงเหอชุนฮวาก็ไม่ได้อยากได้เงินเยอะขนาดนั้น นางตั้งจำนวนเงินไว้สูงขนาดนี้เพราะไม่อยากคืนที่นาสองไร่ให้พวกหลี่อันหรานก็เท่านั้น เช่นนี้พวกนางจะได้โทษว่าเป็ความผิดของนางไม่ได้ ในเมื่อบ้านสามไม่อาจหาเงินมาจ่ายได้เอง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง หลี่อันหรานกลับจากบ้านของนางฉางด้วยความเดือดดาล บัดนี้ฟ้ามืดจนมองไม่เห็นกระทั่งนิ้วมือ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างกินมื้อเย็นกันหมดแล้ว เสิ่นอิ๋นหวนที่เก็บถ้วยชามเสร็จแล้วก็ให้หลี่อันอันไปนอน ส่วนนางนำกับข้าวไปอุ่นในเตาพร้อมกับรอหลี่อันหรานกลับมา
เสิ่นอิ๋นหวนลุกเดินมาหาทันทีที่เห็นหลี่อันหรานตรงมา “เป็อย่างไรบ้าง ป้าสะใภ้รองของเ้ายอมคืนให้หรือไม่?”
หลี่อันหรานไม่ตอบ นางทิ้งก้นนั่งลงที่เก้าอี้ด้วยความโมโหโทโส จากนั้นทุบกำปั้นข้างหนึ่งลงบนโต๊ะเสียงดัง พร้อมกับกัดฟันกรอด “นี่มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย พวกนางเป็พวกเดียวกันชัดๆ”
เสิ่นอิ๋นหวนเข้าใจทันที ดูท่าแล้วคงทวงกลับมาไม่สำเร็จ
นางถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนนั่งลงด้านข้าง “เ้าอย่าโมโหไปเลย”
“จะไม่ให้ข้าโมโหได้อย่างไร เดิมทีมันก็เป็ที่ดินของพวกเรา พวกเขานำไปใช้ตั้งหลายปีแต่กลับจะเอาเงินจากข้า”
