“สนใจตามที่ข้าเสนอหรือไม่เถ้าแก่”
พูดคุยลดแลกแจกแถม เล่ารายละเอียดของสัตว์แต่ละตัวที่ล่ามาได้ หากซื้อหนึ่งก็แถมหนึ่ง หากซื้อสองก็จะแถมสอง แต่หากซื้อห้าจะลดราคาให้สิบอีแปะ ซื้อสิบตัวก็จะลดราคามากขึ้นกว่าเดิม ทำตัวราวกับว่ารู้จักกับเถ้าแก่ร้านมาหลายสิบปี ขายให้อย่างเชื่อใจในราคาที่เป็กันเอง
“แค๊กๆ พ่อหนุ่มใจกว้างเกินไปแล้ว ข้าไม่กล้าขอจนทำให้พวกเ้าลำบากหรอก”
เถ้าแก่ได้แต่พูดอย่างเกรงใจเม็ดเหงื่อผุดท่วมหน้าผาก จากที่มีความคิดที่จะซื้อแค่สุนัขจิ้งจอกเพื่อทำกำไรแค่ตัวเดียวเท่านั้น แต่ก็จบลงด้วยการกวาดซื้อเหมาไปถึงสองตะกร้าหาบ
ทำเอาหยู่เจ๋อที่ลังเลในคราแรกถึงกลับผงะใ ไม่คิดว่าการต่อรองขายในร้านแรก ก็สามารถขายออกได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน
เฉินอ่าวได้ยินก็ฉีกยิ้ม ขยิบตาให้หยู่เจ๋อแบกตะกร้าและยกร่างสุนัขจิ้งจอก กระต่าย และนกกระทา ทั้งที่ตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่เข้าไปในร้านทันที
ซึ่งในร้าน ลูกค้าหลายคนซึ่งดูเหมือนจะเป็พ่อค้าเร่ที่แวะพักเดินทาง เมื่อพวกเขาเห็นขนสีขาวเป็ประกายของสุนัขจิ้งจอก พวกเขาก็รีบคว้าตัวหยู่เจ๋อแล้วถามว่าเขามีอีกหรือไม่
หยู่เจ๋อจำได้ว่ายังมีหนังกระต่ายเหลืออยู่ ถึงจะผิดหวังที่ไม่ใช่สัตว์ใหญ่ แต่พวกเขาก็ประสงค์ที่้าซื้อ หยู่เจ๋อจึงพาคนเ่าั้ออกไปนอกโรงเตี๊ยมเพื่อเลือกหนังสัตว์บนไม้หาบ
ถึงแม้จะยังไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูปฟอกหนังดีๆ แต่หนังทั้งหมดก็เป็หนังที่มีคุณภาพที่เฉินถั่วถงเป็คนจัดการเอง ด้วยที่ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง ของพวกหนังสัตว์จึงเป็ที่้าของทุกคนขายออกในราคาที่ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ
แต่การจ่ายของพวกพ่อค้าส่วนใหญ่มักจะอ้างขอจ่ายเป็ผ้าแทนเงิน
ซึ่งเถ้าแก่ที่เห็นว่าหยู่เจ๋อสับสนมองผ้าม้วนในมือ เขาก็พูดด้วยรอยยิ้มออกมาว่า “ตอนนี้แคว้นต่างๆ กำลังวุ่นวาย มีการออกสกุลเงินใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ปีนี้มีสกุลเงินหมุนเวียนมากถึงเก้าสกุลจากเก้าแคว้น พวกพ่อค้าเป็พวกที่เดินทางไกล จึงจ่ายสื่อกลางเช่นผ้าแทนเงินอีแปะ แต่การแลกเปลี่ยนใช้ผ้าต้องให้คิดดีๆ ไม่อย่างนั้นพวกเ้าจะถูกหลอกได้หากรับผ้าเก่าหรือผ้าเศษ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินอ่าวและเฉินถั่วถงก็สบตากัน ด้วยข้อจำกัดของความทรงจำของผู้เป็เ้าของเดิม ทำให้ทั้งสองไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าเมื่อทุกครั้งที่วุ่นวายมีา สกุลเงินจะผันผวนไม่แน่ไม่นอน จนต้องอาศัยของมีค่าอื่นสำหรับซื้อขายแทน
“ขอบคุณเถ้าแก่”
เฉินอ่าวแสดงความขอบคุณต่อชายชราตรงหน้าอีกครั้ง และชายชราก็โบกมืออย่างเป็มิตรพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ข้าแค่พอใจกับการแลกเปลี่ยนของเราเท่านั้น”
พื้นฐานของคน ยังใจดีและเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอยู่ สิ่งนี้จึงทำให้เฉินอ่าวส่งยิ้มอย่างซาบซึ้งใจ ซึ่งทำเอากลุ่มพ่อค้าที่กำลังซื้อหนังกระต่าย เดิมทีวางแผนจะใช้เงินสกุลต่ำกว่ามาหลอกลวงผู้คน แต่พอเถ้าแก่ร้ายพูดแทรก สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็บูดบึ้งดูไม่ได้
แต่หนังกระต่ายนั้นดีจริง ๆ และพวกเขาที่ต้องเดินทางไกลก็ไม่อาจทนที่จะปล่อยมันไปเฉย ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงนำผ้าลินินสองม้วนมามอบให้เฉินอ่าวและหยู่เจ๋อเพื่อแก้ไขส่วนต่าง
ผ้าไหมม้วนหนึ่งราคาประมาณ 1 ตำลึงเงิน หรือประมาณ 1,000 อีแปะ ในขณะที่ผ้าลินินธรรมดาม้วนหนึ่งราคาประมาณ 30 อีแปะ ต่างจากผ้าป่านหยาบที่ราคาเพียง 10 อีแปะ
พ่อค้าที่ซื้อหนังกระต่ายเหมาไปหลายผืน จึงต้องควักจ่ายในราคาที่ใกล้เคียงกัน
เฉินอ่าวห่อผ้าที่ได้รับมาด้วยผ้าลินินแล้วผูกไว้รอบคอ จากนั้นเขาก็นับสิ่งของที่ยังเหลืออยู่ในตะกร้า มีหนังพังพอน หนังเสือดาว เนื้อสัตว์ที่ห่อด้วยใบไม้ และขนนกสวยงามอีกหลายกำมือที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปขายให้ใครดี
เถ้าแก่ไม่รู้ว่าในห่อใบไม้นั้นซ่อนเสือดาวไว้ คิดว่าเป็เหยื่อชนิดอื่น และโรงเตี๊ยมเล็กๆ ของเขาก็เกินภาระที่จะรับซื้อได้อีกแล้ว เขาจึงบอกเฉินอ่าวว่าเมื่อสองสามวันก่อน มีบุคคลสำคัญเดินทางมาพักอยู่กระโจมหลังเมือง สามารถไปเสี่ยงโชคดูได้
เฉินอ่าวจึงเดินกลับมาบอกเฉินถั่วถง ว่าเขากับหยู่เจ๋อจะเอาเสือดาวไปขายที่กระโจมด้านหลังเมือง ส่งเงินที่ขายสุนัขจิ้งจอก เพื่อให้นางไปหาที่พักในเมืองก่อน โดยบอกว่าพวกเขาจะรีบไปทำธุระให้เสร็จแล้วจะกลับมาเร็วๆ
“ข้าคิดว่าอากาศเริ่มชื้นและฝนน่าจะตก โรงเตี๊ยมนี้เต็มแล้ว เ้าไปหาที่พักกับลูกๆ ก่อน พวกเราจะรีบไปขายแล้วจะรีบกลับมาโดยเร็ว”
เฉินถั่วถงและเฉินอ่าวเคยพูดเกี่ยวกับหน้าที่ของกันก่อนเข้าเมืองแล้ว เพื่อไม่ให้เด่นสะดุดตาผู้คน เื่ราวและหน้าที่ต่างๆ เฉินอ่าวจะจัดการให้ ก่อนที่นางจะพยักหน้าแล้วเดินกลับไปหาลูกๆ และฮูหยินหยู่ที่รออยู่นอกโรงเตี๊ยม
“ท่านแม่ แล้วท่านพ่อไม่กลับมาด้วยหรือ?”
เฉินเหนียนอู่ถามด้วยความสงสัย
เฉินอวี๋จ้องมองวัตถุยาวเรียวที่ห่อด้วยผ้าที่ตะกร้าด้านหลัง
“เราขายได้แล้วใช่หรือไม่ท่านแม่?”
เฉินถั่วถงพยักหน้า อธิบายว่ายังเหลือเสือดาวที่ยังขายไม่ออก พ่อและอาหยู่เจ๋อจะไปเสี่ยงโชคที่หลังเมือง โดยพวกเขาต้องหาที่พักค้างคืน เพื่อรอพ่อกลับมา
“กำลังมองหาห้องพักอยู่หรือใช่หรือไม่ขอรับ?”
เมื่อมาหยุดที่หอพักเล็กๆ ที่มุมถนน บริกรก็ถามอย่างลังเลเมื่อเห็นกลุ่มของเฉินถั่วถงเดินเข้ามาพร้อมเด็กๆ ฮูหยินหยู่ซื่อซ่อนอยู่ด้านหลังและดึงหยู่เซียนกู๋เพราะกลัวรู้ตัวตนจนถูกไล่ออกร้าน
แต่เฉินถั่วถงยิ้ม แสดงให้เห็นว่านางไม่ควรวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งนี้เลย จากนั้นจึงถามบริกรว่ามีห้องพักราคาถูกหรือเปล่า
เมื่อเห็นว่าเฉินถั่วถงมีลูกหลายคน และเห็นว่ามีม้วนผ้าหลายใบที่สะพายอยู่บนหลัง บริกรจึงแนะนำให้พวกเขาไปพักในห้องใหญ่ เพราะมีเครื่องนอนที่ช่วยให้เด็กๆ นอนหลับและอุ่นขึ้นในตอนกลางคืน
เฉินถั่วถงยื่นผ้าลินินสองม้วนให้บริกรพลางกล่าวว่า “เราจะเช่าพักเป็เวลาสามวัน และจะขอบคุณมากหากช่วยหาอาหารมาให้พวกเราด้วย”
บริกรหยิบผ้าขึ้นมาอย่างใจเย็น พบว่าเนื้อผ้าค่อนข้างดีไม่เก่าหรือใหม่ จึงส่งสัญญาณให้รอสักครู่ จากนั้นนำม้วนผ้าไปเก็บไว้ในโกดัง หยิบกุญแจสองดอก ยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ทุกคนตามเขามา
หอพักเป็อาคารสี่เหลี่ยมปูอิฐและดิน หันหน้าเข้าหากันโดยมีลานกว้างภายใน ในสายตาของเฉินอวี๋ มันดูเหมือนอาคารและบ้านโบราณของจีนในยุคก่อตั้งอาณาจักรรวบรวมแผ่นดินเป็หนึ่ง
ในเมืองนี้ มีคนแปลกหน้าและนักเดินทางไม่มากนัก ส่วนใหญ่มีเพียงพ่อค้าที่แวะมาพักเป็ครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน มีพ่อค้าบางคนพักอยู่ ได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะครื้นเครง ดังออกมาจากห้องของพวกเขาเป็ระยะๆตลอดทาง
ด้วยราคาที่ถูก ดังนั้นจึงไม่มีความเป็ส่วนตัว พูดนิดหน่อยข้างห้องก็ได้ยินจนหมด
บริกรเปิดประตูห้อง ยื่นกุญแจให้ จากนั้นก็ลงไปข้างล่างเพื่อเตรียมอาหารให้พวกเขา
“ข้าเช่าสองห้อง นี่เป็กุญแจห้องของพวกเ้า” เฉินถั่วถงยื่นกุญแจห้องอีกห้องให้ฮูหยินหยู่ พร้อมบอกให้นางไปพักผ่อนก่อน แล้วค่อยพาเด็กๆ มาทานอาหารเย็นด้วยกัน
ฮูหยินหยู่พยักหน้า ดวงตาของนางแสดงออกถึงความสุขและความสบายใจอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
หลังจากหลบหนีอยู่นานกว่าหนึ่งเดือน ในที่สุด พวกเขาก็ไม่ต้องนอนกลางป่าทนแมลงและความหนาวอีก พูดคุยนัดกันนิดหน่อยเพื่อรอสามี จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายเข้าไปในห้องพักของตัวเอง
