หนิงต้วนเฉิงได้รับการช่วยเหลือแล้ว าแที่แขนถูกพันและห้อยไว้ที่คอชั่วคราว ิหยวนตรวจดูาแ พูดคุยกับเขาสองสามคำถึงเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ จากนั้นจึงมอบหมายทหารที่หยางจวินแบ่งให้เขาไปจัดเรียงเสบียงและกำลังพล ส่วนตนเองก็เตรียมตัวออกตรวจสนามรบกับหยางจวิน
ิหยวนมองเขาอย่างเหม่อลอย รู้สึกว่าหยางจวินที่อยู่บนสนามรบแตกต่างจากหยางจวินที่เขารู้จักในเมืองเจี้ยนคังอยู่บ้าง คนนี้ดูองอาจกล้าหาญกว่า ส่วนอีกคนดูร่าเริงเป็กันเองกว่า ไม่รู้ว่าคนไหนคือตัวตนที่แท้จริง หรือทั้งสองคนอาจเป็ตัวตนที่แท้จริงก็ได้ เขาก็ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกที่ซับซ้อนในใจได้ ดูเหมือนจะมีทั้งความประหลาดใจและความรู้สึกสูญเสียอย่างบอกไม่ถูก
หยางจวินพูดคุยกับเขาพร้อมกับหัวเราะ ระหว่างทางเดินผ่านทหารศัตรู เขาก็เตะพวกนั้นทีละคน หากมีใครส่งเสียงครวญคราง เขาก็จะใช้ดาบแทงซ้ำ
ิหยวนเฝ้ามองอย่างเงียบๆ แม้จะเข้าใจเหตุผลดี แต่หลังจากศึกษาหลักธรรมแห่งความเมตตากรุณามาหลายปี ใจของเขาก็ยังยากที่จะยอมรับได้
“ความเมตตาไม่เหมาะกับการบัญชาการทหาร ความซื่อสัตย์ไม่เหมาะกับการค้าขาย สนามรบก็เป็เช่นนี้”
หยางจวินพูดเสียงเบา ิหยวนพยักหน้าอย่างเงียบๆ นึกถึงคำพูดที่โอ้อวดของตนเองในวัยเยาว์ที่อยากจะรวมเหนือใต้ให้เป็หนึ่งเดียว ใช้เส้นทางเป็โครงกระดูกและเืเนื้อ แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้คำพูดเ่าั้จะมีโครงกระดูกสีขาวกองอยู่มากมาย หยางจวินอายุมากกว่าเขาไม่กี่ปี แต่กลับถูกขัดเกลาจากสนามรบจนเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว
ทันใดนั้นก็มีคนมารายงานว่าหวังอี้จือฟื้นแล้ว ิหยวนจึงรีบพาหยางจวินไปพบ
หวังอี้จือใบหน้าซีดเซียว นอนอยู่ใต้ต้นไม้ พยายามพยุงตัวขึ้นนั่ง “ขออภัยท่านไจ้เฉิน ข้าเสียมารยาท ขออภัย...”
ิหยวนได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่ว่าอย่างไรหวังอี้จือก็ยังคงเป็คุณชายตระกูลใหญ่ แม้จะเผชิญหน้ากับความเป็ความตายมาแล้ว สิ่งแรกที่เขานึกถึงก็คือกิริยามารยาท
“เกิดเื่ใดขึ้น? าเ็ตรงไหนหรือไม่?”
หวังอี้จือทำท่าทางเขินอาย “เป็โรคประจำตัวั้แ่เยาว์วัย พอเห็นเืแล้วเป็ลม”
ิหยวนไม่เข้าใจ “เช่นนั้นเหตุใดถึงได้ดื้อรั้นจะมาที่นี่ด้วย”
หวังอี้จือได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่ตอบ ิหยวนคาดเดาว่าอีกฝ่ายคงมีเหตุผลที่บอกไม่ได้จึงไม่ถามต่อ
“เยี่ยเก้อเอ๋อร์อยู่ที่ใด?”
ิหยวนส่ายหัว ไม่พูดสิ่งใด แต่ขมวดคิ้วแน่น บ่งบอกว่าเป็ห่วงอีกฝ่ายมาก
“ข้าส่งคนหลายหน่วยออกตามหาเขาแล้ว ข้าดูเขาเป็คนมีบุญ เ้าอย่ากังวลไปเลย”
ิหยวนฝืนยิ้ม “ท่านแม่ทัพหยางดูโหงวเฮ้งเป็ั้แ่เมื่อใด?”
หวังอี้จือพยุงตัวลุกขึ้น “ท่านแม่ทัพผู้นี้...ท่านป๋อน้อยหรือ?”
“อี้จือเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อย” หยางจวินมองิหยวนสลับกับหวังอี้จือ “พวกเ้าสองคนร่วมงานกัน?”
“ร่วมงานกันอันใด ครั้งนี้คุณชายหวังเป็ผู้ดูแล พวกข้าเป็เพียงคนงานที่ขนส่งเสบียงเท่านั้น”
“อมิตาพุทธ ชาติที่แล้วข้าคงทำบุญมาเยอะ ถึงได้มีคนงานอย่างเ้า” หวังอี้จือหัวเราะพลางคำนับหยางจวิน “ข้าได้ยินว่าท่านป๋อน้อยวางพู่กันแล้วจับกระบี่แทน คิดภาพไม่ออกจริงๆ ไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบท่านที่นี่ ดูองอาจสง่างามราวกับแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ แทบจำไม่ได้เลย”
“ท่านแม่ทัพเซี่ยกล่าวว่า ครั้งก่อนข้าประพฤติตัวไม่เหมาะสม โชคดีที่ใต้เท้าหวังช่วยพูดให้ วันนี้ข้าจึงมีโอกาสออกรบเพื่อไถ่โทษ ยังไม่ได้ไปขอบคุณใต้เท้าหวัง วันนี้ได้พบหน้าคุณชาย ขอให้คุณชายรับคำขอบคุณจากข้าแทนด้วย”
“มิกล้าๆ ท่านแม่ทัพจงรักภักดีต่อชาติ ยอมสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ เป็แบบอย่างแก่คนรุ่นหลัง ปู่ของข้าย่อมต้องชื่นชมความสามารถของท่านเป็แน่ ไม่จำเป็ต้องมากพิธี” หวังอี้จือปฏิเสธอย่างนอบน้อม แล้วมองหยางจวินสลับกับิหยวน ก่อนจะหัวเราะออกมา “สมัยก่อนเผยซูเยี่ยกับเซี่ยโหวเจี๋ย หนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊ โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง วันนี้ข้าเห็นพวกเ้าทั้งสองก็ไม่ต่าง หนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊ คนหนึ่งพิทักษ์แดนเหนือ อีกคนหนึ่งเป็ดาวประกายพรึก”
“นี่คำกล่าวอันใดกัน?” ิหยวนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งสงสัย
“ฮ่าๆๆๆ ไจ้เฉินยังไม่รู้หรือ พวกเขาตั้งฉายาใหม่ให้เ้าตอนอยู่บนเรือ บอกว่าเ้าเป็ดาวประกายพรึกแห่งเมืองเจียงโจว เป็ดาวประจำทิศตะวันตกแห่งแคว้นหนานฉู่”
ิหยวนได้แต่ยิ้มแห้งๆ “กล่าวเกินจริงไปแล้ว หากข่าวนี้แพร่ออกไป ข้าคงโดนด่าตำหนิติเตียนอีกแน่”
รู้ว่าสิ่งใดถูกต้องก็จงลงมือทำ พูดแล้วต้องทำให้ได้ แม้สิ่งที่เขาทำจะสร้างชื่อเสียงให้เขาไม่น้อย แต่ก็มีหลายคนไม่เห็นด้วย บางคนคิดว่าเขาโอ้อวด ชอบทำตัวโดดเด่น บางคนคิดว่าเขาหยิ่งผยอง ไม่รู้จักประมาณตน อีกทั้งยังมีลูกหลานตระกูลผู้ดีหลายคนดูถูกเหยียดหยาม บอกว่าเขาเป็แค่คนชั้นต่ำ ไร้คุณธรรม
หวังอี้จือปลอบใจเขา “อย่าได้ใส่ใจเลย พวกปัญญาชนก็เป็เช่นนี้”
ิหยวนส่ายหัว “คำชมเพียงคำเดียว มีค่ามากกว่าอาภรณ์หรูหรา คำดูถูกเพียงคำเดียว รุนแรงกว่าขวานที่คมกริบ ข้าก็เป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้ดีอย่างที่พวกเขากล่าว และก็ไม่ได้แย่อย่างที่พวกเขากล่าวเช่นกัน”
หยางจวินได้แต่ส่ายหน้า เพราะหวังอี้จืออยู่ที่นี่ เขาจึงไม่สะดวกพูดสิ่งใดมากนัก
ไม่นาน ก็มีทหารมารายงานว่าจัดการพื้นที่เรียบร้อยแล้ว หยางจวินจึงเอ่ยขึ้น “ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเมืองโซ่วหยาง ซึ่งเป็ที่ตั้งทัพของข้า พวกเรากลับเข้าเมืองกันก่อน เ้าทั้งสองจะได้ตรวจตราความเรียบร้อย”
ทั้งสองคนรับคำอย่างรวดเร็ว เพราะแท้จริงแล้ว พวกเขาเป็เพียงขุนนางที่ทำหน้าที่ขนส่งเสบียงเท่านั้น ส่วนอีกหน้าที่ที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แก่ใจนั้นไม่ควรเปิดเผย
“แล้วิเยี่ย...”
“อืม วางใจเถอะ ข้าให้คนเฝ้าอยู่ที่นี่ หากเขากลับมา หรือเจอตัวเขา หรือมีข่าวคราวของเขา ข้าจะส่งคนไปแจ้งที่ในเมือง”
หยางจวินสั่งให้ทหารช่วยขนย้ายเสบียง เตรียมพาิหยวนและคนอื่นๆ กลับเมืองโซ่วหยาง
จู่ๆ ลูกน้องของพรรคต้าเจียงที่กำลังเตรียมเรือเพื่อเดินทางไปทางตะวันออก ก็เห็นเจียงเสี่ยวเจียงยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่จะเข้าเมือง จึงร้องะโออกมา “ประมุขน้อย ท่านจะไปทำอันใด!”
“ข้า ข้า ข้า...” เจียงเสี่ยวเจียงพูดไม่ออก มองขบวนเรือของตนเองสลับกับิหยวนและโหวฟาง “ข้าจะไปเมืองโซ่วหยาง...”
“ท่านจะไปทำอันใดที่เมืองโซ่วหยาง! ไม่้าเรือแล้วหรือ!” บุรุษในยุทธภพ อีกทั้งยังเป็คนที่เฝ้ามองเจียงเสี่ยวเจียงเติบโตมาั้แ่เด็ก จึงไม่มีพิธีรีตองกับความเป็นายบ่าว ะโเสียงดังลั่น แม้แต่นกเหยี่ยวก็ยังร้องเสียงดังตาม
-----
