สวีหว่านหนิงลอบมองหลินอันที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด พลางคิดทบทวนคำพูดกึ่งจริงกึ่งเท็จของตัวเองว่า อีกฝ่ายจะยอมเชื่อหรือไม่
ร่างเดิมเคยถูกผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเอาไว้ เื่นี้หลินอันรู้ดี
หลายปีก่อน สวีหว่านหนิงในวัยสิบสามปีแอบไปเที่ยวเล่นที่เขื่อนกับเพื่อนสนิทจอมตอแหลอย่างหลี่เชี่ยนเชี่ยน และพลัดตกลงไปในเขื่อน เคราะห์ดีที่มีคนะโลงน้ำมาช่วยชีวิตเธอเอาไว้
เพียงแต่ตอนนั้นเธอหมดสติไปจึงมองไม่เห็นใบหน้าของผู้มีพระคุณ และรับรู้เื่ราวของเขาได้จากคำพูดของหลี่เชี่ยนเชี่ยนเท่านั้น
ในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผ่านไปสักพักหลินอันถึงกล่าวช้าๆ ด้วยเสียงแหบพร่า “ปกติเธออยากทำอะไร ฉันจะไม่จำกัดอิสระของเธอ แต่ต้าชุนกับเยาเม่ยคือขอบเขตสุดท้ายของฉัน”
ทั้งที่น้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการข่มขู่
สวีหว่านหนิงเข้าใจทันทีว่า เื่นี้คงผ่านไปได้แล้ว
เธอรีบพยักหน้าตอบรับ “ต้าชุนกับเยาเม่ยเป็ลูกที่ฉันแลกมาด้วยชีวิต ฉันไม่มีทางทำร้ายพวกเขา”
สิ้นคำ เธอก็คิดถึงเด็กน้อยสองคนที่ตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก และอดด่าเ้าของร่างเดิมในใจไม่ได้
หลินอันปรายตามองเธอวูบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ชายหนุ่มลุกขึ้นช้าๆ รูปร่างสูงเกือบ 180 เิเของเขาดูใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับขนาดของห้องอันแสนคับแคบ
สวีหว่านหนิงมองเตียงที่กว้างเพียง 1.2 เมตร แล้วกระเถิบตัวเข้าไปด้านในเล็กน้อย
เวลานี้หัวใจของเธอกำลังเต้นรัว
หลินอันคงไม่ได้จะทำเื่อย่างว่ากับเธอหรอกนะ?
แม้พวกเธอจะมีลูกด้วยกันแล้วสองคน แม้เธอจะใช้ร่างกายของเ้าของร่างเดิม ทว่าิญญาของเธอยังเป็สาวน้อยพรหมจรรย์
พอคิดถึงภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ พวงแก้มสองข้างของสวีหว่านหนิงก็แดงระเรื่อ ในใจรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง แต่ร่างกายกลับเกร็งไปหมด
ทว่าหลินอันไม่คิดจะล้มตัวนอนบนเตียง เขาเอาโต๊ะสองตัวมาวางชิดกัน ก่อนจะหยิบฟูกนอนที่ดูสกปรกมาปูทับ แล้วล้มตัวลงนอนทั้งอย่างนั้น
ร่างสูงใหญ่ที่นอนอยู่บน ‘เตียง’ ชั่วคราวดูประดักประเดิดเหลือเกิน ขาเรียวยาวสองข้างไม่รู้จะวางพาดตรงไหน จึงต้องชันขึ้นไขว่ห้างเอาไว้แทน
สวีหว่านหนิงรู้สึกโล่งใจ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่สบายใจ
เธอพยายามทำใจอยู่นานกว่าจะเกลี้ยกล่อมตัวเองได้ และในขณะกำลังจะเอ่ยปากเรียกหลินอันมานอนบนเตียง กลับพบว่าเขาหลับตาแล้ว ทั้งยังหันศีรษะไปอีกทาง
คำพูดที่ไม่ได้พูดออกไปอัดแน่นอยู่เต็มอก สวีหว่านหนิงกระชากผ้าห่มมาคลุมตัวอย่างหงุดหงิด แล้วนอนลงโดยหันหลังให้กับหลินอัน
เธอนอนหลับสนิทตลอดคืน
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น เสียงไก่ขันดังมาจากลานบ้าน สวีหว่านหนิงสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา
ในบ้านไม่มีเงาร่างของหลินอันอีกแล้ว แม้แต่โต๊ะที่เขาใช้เป็ที่นอนเมื่อคืนก็กลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม
สวีหว่านหนิงล้างหน้าแปรงฟันง่ายๆ แล้วออกจากบ้าน
ฤดูหนาวเช่นนี้ วินาทีที่เปิดประตูบ้านย่อมมีลมหนาวเสียดกระดูกปะทะกับใบหน้า
ต้าชุนกำลังเด็ดหญ้า เยาเม่ยยุ่งอยู่กับการให้อาหารไก่และเป็ด นอกบ้านยังมีเสียงตัดฟืนดังขึ้นเป็ระยะๆ เยาเม่ยทักทายเธอด้วยเสียงนุ่มนิ่ม
“แม่ ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ ฉันให้อาหารไก่กับเป็ดแล้ว เมื่อกี้เก็บไข่ไก่ได้อีกสองฟองด้วยจ้ะ!” ร่างเล็กเงยศีรษะขึ้นเล็กน้อย สีหน้ารอคอยคำชม
สวีหว่านหนิงไม่สนสายตาตัดพ้อของลูกสาว เธอยกมือขึ้นขยี้ศีรษะที่มัดแกละสองข้างของเยาเม่ยแล้วกล่าวว่า “แม่บอกพวกลูกแล้วไม่ใช่เหรอว่า ต่อไปแม่จะทำงานพวกนี้เอง ลูกกับพี่ชายแค่ทำการบ้านให้เสร็จก็พอ”
ต้าชุนวางเครื่องมือที่เก่าจนสนิมขึ้น ใบหน้าซูบผอมเปื้อนรอยยิ้มบาง “พวกเราทำจนชินแล้วครับ ไม่รู้สึกเหนื่อยสักนิด แม่จะได้สบายขึ้นหน่อย”
“ช่างเป็ลูกที่แสนประเสริฐอะไรอย่างนี้!”
สวีหว่านหนิงปฏิบัติกับลูกอย่างเท่าเทียม เธอขยี้ผมต้าชุนด้วยเช่นกัน แต่ในใจกลับกำลังคิดว่า เธอจะต้องทำอาหารบำรุงร่างกายเด็กสองคนนี้สักหน่อย ดูเส้นผมนี่สิ หยาบกระด้างราวกับต้นหญ้า ไม่นุ่มมือเลยสักนิด
“รอเดี๋ยวนะ แม่จะไปทำอาหารเช้าให้พวกลูก!”
พอคิดถึงอาหารเลิศรสที่กำลังจะได้ลิ้มลอง เยาเม่ยก็เลียริมฝีปาก เด็กหญิงมองห้องครัวที่เริ่มมีควันลอยออกมาด้วยสายตาวาววับ ก่อนจะถามพี่ชายว่า “พี่ พี่ว่าวันนี้แม่จะทำของอร่อยอะไรให้พวกเรากินเหรอ”
“อีกเดี๋ยวก็รู้!” ต้าชุนทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้แล้ววิ่งไปหาหลินอัน เขาพับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนที่เล็กกว่ากิ่งไม้เสียอีก “พ่อครับ ผมจะช่วยพ่อเรียงฟืนนะครับ”
หลินอันใช้มือห้ามมือเล็กของต้าชุน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไปอ่านหนังสือเถิด งานพวกนี้พ่อทำคนเดียวได้”
แม้จะไม่รู้ว่าสวีหว่านหนิงมีจุดประสงค์อะไร ถึงได้ให้ต้าชุนกับเยาเม่ยเรียนอ่านเขียนอักษร แต่คนที่เคยเห็นโลกกว้างอย่างหลินอันรู้ดีว่า การอ่านหนังสือออกย่อมเป็ประโยชน์กับลูกน้อยทั้งสองคน ด้วยเหตุนี้เขาจึงสนับสนุนมาก
ในห้องครัว สวีหว่านหนิงมองโถใส่แป้งที่เริ่มร่อยหรอลงทุกที เธอจึงแอบหยิบแป้งออกมาจากช่องมิติ แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่มันก็มากพอที่จะทำให้สมาชิกห้าคนของครอบครัวอิ่มท้อง
ไม่นานนัก บะหมี่ราดหน้าหอมกรุ่นก็ออกจากเตา
กลิ่นหอมฟุ้งลอดผ่านหน้าต่างไม้ไปยังลานบ้าน เยาเม่ยสูดหายใจเฮือกใหญ่แล้วยิ้มกว้าง “หอมจัง แค่ได้กลิ่นก็อิ่มแล้ว”
สวีหว่านหนิงยกชามบะหมี่ออกมา จึงได้ยินคำพูดของเยาเม่ยพอดี เธอยื่นมือไปขยี้ศีรษะของเยาเม่ยอีกครั้ง “วางใจได้ แม่ทำเอาไว้เยอะมาก ลูกไม่ได้แค่ดมจนอิ่ม แต่ยังจะได้กินจนอิ่มอีกด้วย!”
หลังยกชามบะหมี่ออกมาวางเรียงกันบนโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว สวีหว่านหนิงก็เพิ่งพบว่า เธอยังไม่เห็นแม่หลินเลยั้แ่เช้า
เธอเมินหลินอันที่กำลังเดินเข้ามาใน้บาน แล้วถามต้าชุนที่กำลังจัดเรียงตะเกียบว่า “ย่าล่ะ”
ต้าชุนส่ายหน้า “ผมตื่นมาก็ไม่เห็นย่าแล้วครับ”
ได้ยินดังนั้น สวีหว่านหนิงก็เดินไปที่ห้องนอนของแม่หลิน เธอเคาะประตูแต่ไม่มีเสียงตอบรับดังกลับมา
“ต้าชุน เยาเม่ย พวกลูกกินกันไปก่อนนะ แม่จะไปตามหาย่า!”
สวีหว่านหนิงเดินออกจากบ้านไปทางทิศตะวันออกได้ราวหนึ่งลี้ ก็ได้ยินเสียงของแม่หลินที่เหมือนจะกำลังโมโหอยู่
“ฉันขอย้ำอีกครั้ง อาหนิงของพวกเราไม่เคยคิดจะเอาลูกไปขาย หุบปากที่พล่ามแต่ข่าวลือของเธอเสีย! ถ้าให้ฉันได้ยินเธอพูดอะไรแบบนี้อีก ระวังฉันจะฉีกปากเธอ!”
แม่หลินเลี้ยงลูกชายและลูกสาวตามลำพังมาหลายปี ความน่าเกรงขามย่อมไม่เป็สองรองใคร และตอนนี้อารมณ์ของเธอก็กำลังพลุ่งพล่าน ด้วยเหตุนี้พวกแม่บ้านทั้งหลายจึงพากันล่าถอย
แม่หลินเป็คนมีมารยาท ถึงจะโมโหแต่ก็ไม่พล่ามคำด่า จุดนี้ทำให้สวีหว่านหนิงพอใจมาก
เธอรีบเดินไปยืนอยู่ข้างกายแม่หลิน แล้วเอาตัวขวางหน้าแม่หลินไว้ ก่อนจะมองอีกฝ่ายที่ทำสีหน้าเหลือเชื่ออย่างพิจารณา
“ป้าจาง ป้ามีอะไรก็พูดกับฉันตรงๆ แต่อย่าฉวยโอกาสตอนฉันไม่อยู่มารังแกแม่ของฉัน!”
แม้ใบหน้าจะเปื้อนยิ้ม แต่น้ำเสียงของสวีหว่านหนิงแข็งกร้าวมาก
ท่าทางเหมือนตอนหลินอันข่มขู่เธอเมื่อคืนไม่มีผิด
ป้าจางกลอกตา “ฉันไม่ได้พูดเหลวไหลสักหน่อย สองวันที่ผ่านมา เขาลือเื่นี้กันทั่วหมู่บ้านต้าเจียงแล้ว!”
