บทที่ 56 เก่งกาจโกง์
ฉินชูไม่พูดอะไร เื่บางเื่ เขาได้แต่เก็บไว้ ไม่พูดมันออกไปถึงจะดีที่สุด ในบรรดาคนพวกนั้น อาจจะเป็คนสำคัญที่อาจส่งผลต่อสำนักชิงหยุนเลยก็ว่าได้ หากพูดออกไปอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่แน่นอน
เหลยอินไม่พูดอะไรอีก แต่ภายในใจกลับครั่นคร้ามเป็ที่สุด นางรู้ดีว่าพวกหลิ่วหนานเป็ถึงศิษย์สายหลักที่ยอมลดถอนตบะของตัวเองลง แต่ความสามารถและวิธีการต่อสู้ยังถือว่าเป็ผู้ฝึกตนขั้นที่สี่อยู่ ทว่ากลับถูกฉินชูฆ่าจนตายเรียบ
เมื่อกลับถึงสำนึกชิงหยุน ต่างคนต่างแยกย้าย เหลยอินพาหลิวเสวี่ยกลับยอดเขาเชียนหลัว หลัวเจินพาเจิ้งชิว หานอวี้และชิวจ้านกลับตำหนักหลักของยอดเขาชิงจู๋ ส่วนฉินชูกับไป๋อวี้กลับหอศิษย์รับใช้
หลังจากกลับมาถึงลานหอศิษย์รับใช้ เอ้อพั่งก็เตรียมสุรากับอาหารชั้นดีเพื่อเลี้ยงฉลองให้ฉินชูกับไป๋อวี้เอาไว้เต็มโต๊ะ
“ข้าได้ของดีมาจากหอร้อยชัย เป็ตำราวิชากระบี่ชื่อว่า ‘กระบี่เร้นท้านภา’ ลูกพี่ลองเอาไปศึกษาดูก็ได้” ไป๋อวี้หยิบตำราเล่มหนึ่งออกมายื่นให้ฉินชู เขาไม่ได้เล่าเื่นี้ให้พวกเจิ้งชิว หานอวี้และชิวจ้านฟัง เพราะพวกเขายังไม่สนิทกันถึงขนาดนั้น
ฉินชูยกมือขึ้นเชิงปฏิเสธ “น้องรัก ข้าขอน้อมรับแค่น้ำใจของเ้าก็พอ ข้าขอบใจมาก แต่การเดินทางครั้งนี้ทำให้ข้าเข้าถึงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ นี่เป็ของขวัญล้ำค่าที่สุดของข้าแล้ว หลังจากนี้ ข้าจะค่อยๆ ฝึกฝนมันให้ชำนาญ นอกจากนี้ข้ายังได้...”
“ก็จริง เข้าถึงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ได้ก็ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้ว พวกเรามาดื่มฉลองกันเถอะ” ไป๋อวี้พูดแทรกขึ้นก่อนฉินชูจะพูดจบ
ฉินชูครุ่นคิดพักหนึ่ง แต่ก็ไม่พูดอะไรอีก ใช่ว่าเขาจะสามารถพูดกับไป๋อวี้ได้ทุกเื่ บางทีหากบอกไป๋อวี้ไป อาจทำให้เื่ยุ่งยากมากกว่าเดิมก็เป็ได้
เหลยอินพาหลิวเสวี่ยกลับมาถึงยอดเขาเชียนหลัว “จงเล่าเื่ทั้งหมดให้ข้าฟังอย่างละเอียด”
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หลิวเสวี่ยก็ตัดสินใจเล่าเื่ที่ฉินชูสังหารพวกหลิ่วหนาน รวมถึงเื่ที่ฉินชูเข้าถึงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ให้เหลยอินฟัง
“เ้าเด็กคนนี้มันเก่งกาจโกง์เกินไปแล้ว สมน้ำหน้าพวกหลิ่วหนานที่ดันซวยมาเจอกับฉินชู ซั่งซูอวี๋คนนั้นก็ด้วย นางเหมือนไม่มีตัวตนและแสดงทีท่าชัดเจนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ของสำนักชิงหยุน นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าฉินชูจะสามารถเข้าถึงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ได้รวดเร็วขนาดนี้ ใน่เวลาสั้นๆ มีผู้เข้าถึงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ได้ถึงสองคน คนหนึ่งจิตใจไม่อยู่กับสำนักชิงหยุน อีกคนหนึ่งเป็ศิษย์รับใช้ นี่มันเื่ล้อเล่นอะไรกัน” เหลยอินกุมขมับตัวเอง นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ท่านปรมาจารย์ ศิษย์ติดหนี้บุญคุณฉินชูเอาไว้ก้อนใหญ่ ดังนั้นขอท่านปรมาจารย์โปรดรักษาความลับของเขาเอาไว้ด้วย” หลิวเสวี่ยพูดขึ้น นางคิดว่าฉินชูเป็เพื่อนที่ดีคนหนึ่ง จึงไม่อยากทรยศเขา
เหลยอินพยักหน้า “มนุษย์ย่อมมีสิ่งที่พึงกระทำและสิ่งไม่พึงกระทำ เ้าทำได้ดีมาก ข้าไม่มีทางเอาไปพูดสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก แต่ว่าเื่นี้คงปิดได้ไม่นาน ปัญหาความบาดหมางที่ยังไม่คลี่คลาย สักวันจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เฉียนชิงมีพรรคพวกของตัวเองอยู่ที่ยอดเขาหลัก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเส้นสายระโยงระยางไปถึงยอดเขาอื่นๆ เขาไม่มีทางปล่อยฉินชูไปแน่”
ณ ยอดเขาชิงจู๋
หลัวเจินพาเจิ้งชิว หานอวี้และชิวจ้านเข้ามาภายในตำหนักหลัก
“เจิ้งชิว จงเล่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ข้าฟัง” หลังจากนั่งประจำที่ หลัวเจินก็พูดขึ้น
“ท่านปรมาจารย์ ฉินชูเป็หัวหน้า ศิษย์คิดว่าควรให้เขาเป็ผู้รายงานน่าจะเหมาะกว่า” ลังเลสักพัก เจิ้งชิวก็พูดขึ้น เขาไม่รู้ว่าเื่ไหนควรพูด เื่ไหนไม่ควรพูด
“ข้าชื่นชมที่เ้าคิดเช่นนี้ วางใจเถิด ข้ามีแต่จะปกป้องดูแลฉินชู ไม่มีทางทำร้ายเขาแน่นอน อีกอย่าง หากข้าไปถามเขา เขาไม่มีทางเล่าให้ข้าฟังทั้งหมดหรอก เมื่อไม่รู้ข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด ก็ย่อมวางแผนจัดการลำบาก ดังนั้นจงเล่าสิ่งที่พวกเ้ารู้มาอย่างละเอียดเสียดีกว่า เพราะมันเป็ประโยชน์ต่อตัวเขาเอง” หลัวเจินอธิบายให้เจิ้งชิวฟัง
ลังเลอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเจิ้งชิวก็ตัดสินใจเล่าออกไป แต่เขาไม่รู้ว่าฉินชูได้ของขวัญแห่งวาสนาอะไรติดมือมา
“พลังแห่งเจตจำนงกระบี่...เ้าแน่ใจหรือ” หลังจากได้ยินเจิ้งชิวเล่าเื่ฉินชูเข้าถึงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ หลัวเจินก็ลุกพรวดจากเก้าอี้ ใบหน้าฉายแววตื่นเต้น
“เื่นี้ซั่งซูอวี๋เป็คนยืนยันออกมาจากปากนางเอง และศิษย์ก็เห็นเองกับตา อานุภาพทำลายล้างวิชากระบี่ของศิษย์น้องเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ ไม่ผิดแน่นอน” เจิ้งชิวพยักหน้า
“เยี่ยม ยอดเยี่ยมเหลือเกิน! ข้ารับรู้แล้ว ขอพวกเ้าอย่าคิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็การทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเ้ากับฉินชูเลย เพราะข้าจะอธิบายแทนพวกเ้าให้เขาฟังเอง เขาเป็คนที่คู่ควรแก่การเป็เพื่อนด้วย พวกเ้าทั้งสามก็เช่นกัน ข้าดีใจที่ได้เห็นพวกเ้าลงเรือลำเดียวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน” หลัวเจินพูดขึ้นอย่างชื่นชม เขาตัดสินใจว่าจะเลี้ยงดูพวกเขาทั้งสามเป็พิเศษ เพราะพวกเขาทั้งสามแน่วแน่และมีคุณธรรม
หลังจากทั้งสามคนจากไป หลัวเจินก็มุ่งหน้ามาที่หอศิษย์รับใช้และมาที่ผาหินตัด
ณ บริเวณขอบผาหินตัด ฉินชูกำลังฝึกกระบี่ให้คุ้นชินกับพลังแห่งเจตจำนงกระบี่อยู่ เมื่อเห็นหลัวเจิน จึงเก็บกระบี่เข้าฝักและเชิญหลัวเจินนั่ง
“วิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง คือสภาวะการกำหนดจิตรวมศูนย์ พลังแห่งเจตจำนงกระบี่คือพลังอานุภาพอันก่อเกิดจากแก่นแท้และปณิธานอันแน่วแน่แห่งวิถีกระบี่ ตอนนี้เ้ามีทั้งสองอย่างติดตัวแล้ว” หลัวเจินนั่งลงก่อนเอ่ยขึ้น
“ท่านาุโมีธุระอะไรหรือขอรับ คิดว่าท่านาุโน่าจะสอบถามจากศิษย์พี่ทั้งสามมาแล้ว” ฉินชูมองหลัวเจินพลางเอ่ย
หลัวเจินหัวเราะออกมา “ข้าแค่มายินดีกับเ้าที่ได้เพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกสามคน ข้าถามพวกเขา แต่ตอนแรกพวกเขาไม่ยอมบอกอะไรเลย แต่หลังจากข้ารับปากว่าข้าจะปกป้องดูแลเ้า พวกเขาจึงยอมเล่าให้ข้าฟัง ข้าจำเป็ต้องรู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น จะได้หาวิธีปกป้องเ้าได้ครอบคลุมกว่าเดิม”
“พวกเขาทั้งสามไม่เลวเลยจริงๆ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน แต่พวกเขาไม่มีความคิดจะถอดทิ้งพวกพ้องเลยแม้แต่น้อย” ฉินชูพยักหน้า เขาค่อนข้างยอมรับในตัวพวกเจิ้งชิว
“ข้ามาที่นี่ก็ไม่มีเื่อะไรมาก แค่มาเพื่อยืนยันว่าเ้าเข้าถึงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ได้แล้วจริงๆ และใช้งานมันได้ถึงขั้นไหน และจากที่ได้เห็นเมื่อครู่ แม้เพียงครู่เดียวก็รู้แล้วว่าเ้าควบคุมพลังของมันได้ไม่เลวเลยจริงๆ” หลังจากพูดจบ หลัวเจินก็หันหลังจากไป อย่างที่บอก เขามาเพื่อยืนยันด้วยตาตัวเองเท่านั้น เพียงเท่านี้ก็เป็เหตุผลมากพอที่จะเลี้ยงดูและป้องกันฉินชูด้วยทรัพยากรทั้งหมดที่มีแล้ว อย่าว่าแต่รองเ้าสำนักอย่างซูซานเหอเลย ต่อให้เป็เ้าสำนัก หากคิดจะทำร้ายฉินชูขึ้นมา หลัวเจินอย่างเขาก็ไม่มีทางยอมแน่นอน
หลัวเจินมาหาเขาเพื่อพูดแค่เื่พวกนี้ แล้วก็จากไป เดิมทีฉินชูอยากจะคุยกับเขาให้มากกว่านี้หน่อย เพราะจะได้เข้าใจนิสัยของหลัวเจินมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเอามาประกอบการตัดสินว่าจะจัดการกับป้ายลัญจกรชิงหวางอย่างไรดี
หลังจากหลัวเจินจากไป ฉินชูก็เริ่มครุ่นคิดหาวิธีจัดการกับป้ายลัญจกรชิงหวางอย่างจริงจัง เขาลังเลเป็ยิ่งนัก หากพิจารณาตามลำดับการปกครองแล้ว ตัวเขาเป็ศิษย์รับใช้ภายใต้สังกัดยอดเขาชิงจู๋ ดังนั้นควรมอบป้ายลัญจกรชิงหวางให้หลัวเจิน แต่ในอนาคต เขา้าความช่วยเหลือจากโม่เต้าจื่อ หากมอบป้ายลัญจกรชิงหวางให้โม่เต้าจื่อโดยตรง ย่อมเป็ประโยชน์กับเขามากกว่า เพียงแต่การกระทำแบบนี้เป็การข้ามหน้าข้ามตาหลัวเจิน
ครุ่นคิดอยู่นาน ฉินชูก็ตัดสินใจได้ เขาตัดสินใจจะมอบป้ายลัญจกรชิงหวางให้โม่เต้าจื่อ จากนั้นขอร้องให้โม่เต้าจื่อสนับสนุนหลัวเจิน เป็อันได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
วิธีนี้ไม่เลวเลยทีเดียว!
ครั้นแล้วฉินชูก็มุ่งหน้ามาที่ที่พำนักของโม่เต้าจื่อบริเวณด้านหลังหอคัมภีร์
แปลก...วันนี้ไม่เห็นมีลูกศิษย์มาเฝ้ายาม
“มัวยืนเซ่อซ่าอยู่ด้านนอกทำไม ในเมื่อยังไม่ตายคาโบราณสถานชิงหวางก็รีบโผล่หัวเข้ามาได้แล้ว” เสียงของโม่เต้าจื่อลอยมากระทบโสต
