~ เมืองต้ากู่ ~
หลังจากได้รับพืชลิ้นัและหยกผ่านเข้าเมือง หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีเข้าสู่เมืองต้ากู่ได้อย่างไม่ยากเย็น เนื่องด้วยหยกผ่านเข้าเมืองที่ได้รับจากหูต้าเต๋าเป็สิทธิพิเศษ ที่ไม่ว่าแห่งหนใดในเมืองต้ากู่ก็สามารถย่างกรายเข้าไปได้โดยไม่ต้องชำระค่าผ่านทางและไม่จำเป็ต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม
ทหารผู้พิทักษ์ประตูเมืองจึงมิได้สอบถามสิ่งใด แม้จะไม่คุ้นตาแต่ด้วยหยกผ่านเข้าเมืองของหูต้าเต๋าทุกสิ่งล้วนไม่จำเป็ต้องมีการซักถาม
ยามนี้พวกเขาทั้งคู่ยังปลอมแปลงรูปลักษณ์อยู่ การมีหยกผ่านเข้าเมืองจะทำอะไรได้ง่ายกว่ามากโดยไม่ต้องหวั่นกับข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหล
ส่วนพืชลิ้นัที่ได้รับมาจากหูต้าเต๋านั้น ก็เพื่อนาหลันเสี่ยวฉีโดยเฉพาะ
เนื่องจากพืชลิ้นัมีฤทธิ์เป็พลังธาตุหยางบริสุทธิ์จึงนำมาใช้ในการกดข่มดอกบัวน้ำแข็งหมื่นปีในร่างของนาหลันเสี่ยวฉีไว้ได้ หากแต่มันมิได้ใช้เพียงกดข่มแต่กลับสามารถเร่งการดูดซึมผลของดอกบัวน้ำแข็งหมื่นปีได้ ดังนั้นแล้วพืชชนิดนี้มีไว้เพิ่มระดับการบ่มเพาะของนางให้พัฒนาได้ไวมากยิ่งขึ้น
ทั้งสองมองไปยังสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้ากลายๆปรากฏคล้ายอนุสาวรีย์รูปสลักปั้นซึ่งมีบุคคลที่ถือกระบี่อย่างเกรียงไกรดุจดั่งแม่ทัพาก็มิปาน
บุคคลนั้นมีกระบี่ยาวสองเมตรหุ้มฝักแนบข้างกาย สวมเสื้อคลุมปกคอสูงสีหน้าตั้งตรงอาจหาญ ตรงใบกระบี่มือขวาในมือมีการตกแต่งคล้ายไข่มุกเจ็ดชนิด ตามตำนานยังกล่าวอีกว่าไข่มุกทุกเม็ดเป็สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวและหายาก แม้แต่เมืองศักดิ์สิทธิ์ก็มิอาจสิ่งนี้ได้
รูปสลักที่อาจหาญผู้นี้คือกู่เทียนิ สมญานามกระบี่ดาราจักร ซึ่งเป็ผู้ก่อตั้งตระกูลขุนนางกู่ในาและเป็ดั่งเทพาที่น่านับถือในราชวงศ์จี
ซ้ำยังมีประวัติการรบไร้พ่ายทุกคราที่ออกรบรากับทัพศัตรู
สี่ตระกูลดั้งเดิมของราชวงศ์จีนั้นมีที่มาและความสามารถแตกต่างกันโดยธรรมชาติ
ยกตัวอย่างเช่นตระกูลกู่ขึ้นชื่อเื่การประชันกระบี่และทัพม้าในา 'ในยามกระบี่ดาราจักรปรากฏ ศัตรูจะไร้หัวแต่ตนกลับไร้พ่าย' จึงได้กลายเป็คำขวัญของตระกูลกู่ั้แ่นั้นเป็ต้นมา
ส่วนตระกูลตงฟางขึ้นชื่อเื่การลอบสังหารจึงได้จัดตั้งสมาพันธ์นักฆ่าตงฟางขึ้นภายใต้เสียงเหยียดหยามของคนหมู่มาก เนื่องจากเป็การลอบสังหารและโดนครหาว่าไม่มีศักดิ์ศรี
แต่แล้วตระกูลตงฟางกลับกลายเป็ผู้ที่ได้รับเกียรติยศสูงสุดในาทุกครั้ง หากเพียงลอบกุดหัวแม่ทัพฝ่ายศัตรูได้ ราชวงศ์จีย่อมได้รับชัยชนะในศึกนั้นโดยปริยาย
และหลังจากได้มองดูผลงานของตระกูลตงฟางที่ก่อขึ้นมากโขในอดีต ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยดูถูกตระกูลตงฟางอีกเลย
ตระกูลเฉียนขึ้นชื่อเื่การทักษะกายภาพที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์จี เนื่องด้วยทักษะกายาภูผากาลพวกเขาถือได้ว่าเป็โล่แกร่งในร่างมนุษย์ แต่แล้วพวกเขากลับไม่มีพลังในการจู่โจมเท่าที่ควร แต่ความแข็งแกร่งทางกายภาพก็ยังแฝงไปด้วยกำลังเดรัจฉานดุจสัตว์อสูรมิปาน
ส่วนตระกูลเยว่นั้นขึ้นชื่อท่วงท่าและลีลากระบี่อ่อนที่งดงามดุจเทพยดา เนื่องด้วยมีผู้นำเป็อิสตรี ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงถูกมองว่าเป็ตระกูลที่อ่อนแอที่สุดมาโดยตลอด
เพียงแต่เื้ัของตระกูลเยว่กลับไม่ง่ายอย่างที่ใครคาดเดา
ในบรรดาสี่ตระกูลดั้งเดิมแล้ว ตระกูลเยว่เป็ผู้ถือกำเนิดและยึดพื้นที่ราชวงศ์จีั้แ่หลายศตวรรษก่อน ซ้ำตระกูลเยว่ยังฝึกฝนทักษะของสตรีเท่านั้น บุรุษถือได้ว่าต่ำต้อยมีเพียงสตรีเท่านั้นที่เป็ใหญ่ ซึ่งเป็วัฒนธรรมเช่นนี้มาเนิ่นนานและไม่มีผู้ใดรู้ถึงเหตุผลเบื้องลึก
ทว่าหากจะมองผิวเผินแล้ว ตระกูลดั้งเดิมทั้งสี่นับว่าจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างซึ่งก่อเกิดสมดุลภายในราชวงศ์จีอย่างไม่ต้องสงสัย...
ระหว่างการตระเวนหาโรงเตี๊ยม หลี่ชิงหยุนจึงได้เล่าความเป็มาของสี่ตระกูลดั้งเดิมกับนาหลันเสี่ยวฉีเล็กน้อย
ยามที่ทั้งสองต้องห่างไกลจากบ้านมีเพียงตนเองเท่านั้นที่จะพึ่งได้ ดังนั้นแล้วข้อมูลเป็สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนรับมือเื่ที่ไม่คาดฝัน
ซ้ำยังแนะนำสถานที่ต่างๆที่เขารับรู้ให้นางฟังเพื่อเปิดโลกทัศน์ใบใหม่
ระหว่างถนนสายยาวโรงเตี๊ยมและโรงสุราปรากฏขึ้นไม่ไกลสายตา ในเมืองต้ากู่ละเมียดคล้ายกับนอกเมืองอย่างมาก หากเพียงแต่ผู้คนที่นี่ต่างสวมอาภรณ์ที่ดูดีและมีชาติตระกูลยิ่งกว่า ซ้ำยังมีมารยาทและไม่ป่าเถื่อนเท่าเขตนอกเมือง
ยามนี้มีเสียงคุยกันจอแจรอบถนนสายนี้แม้นจะเป็เวลาค่ำมืดก็ตาม
"เฮ้ พวกเ้าได้ข่าวกันบ้างหรือไม่? มีใครบางคนปล่อยข่าวลือว่าถ้ำส่วนกลางของเมืองต้าเฉียนจะมีการปรากฏขึ้นของน้ำอมฤตจาก์ที่สามารถเสริมความแข็งแกร่งทางกายภาพได้หลายเท่า"
"ข้าพอได้ยินมาบ้าง เพียงแต่มันไม่ใช่เื่หลอกลวงงั้นรึ?"
"ใครบอกเ้าว่าหลอกลวง!? เื่นี้มีเพียงผู้ที่เป็สมาชิกตระกูลดั้งเดิมเท่านั้นที่รับรู้ นอกเหนือจากผู้ช่วยที่รับสมัครแล้ว ตระกูลทั้งสี่ไม่้าให้ผู้อื่นนอกเหนือเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต"
"เช่นนั้นเ้าหมายความว่าต้องเข้าร่วมกับตระกูลดั้งเดิมเท่านั้นจึงจะสามารถเดินทางไปด้วยกันได้งั้นรึ?"
"เ้ากล่าวมิผิด มันเป็เช่นนั้นจริงๆ"
"ฮ่าย ~ เช่นนั้นข้าแทบไม่มีโอกาส ผู้นำจากสี่ตระกูลเพียงแค่้าส่งเยาวชนไปเท่านั้น และผู้ที่อายุเกิน 30 ปีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม ข้าอายุ 35 แล้วคงหมดโอกาสอีกต่อไป"
"เ้าพูดถูก แต่ข้าได้ข่าวมาว่าตระกูลกู่ยังรับสมัครผู้ช่วยอยู่มิใช่หรือ?"
"เหตุผลที่เขายังคงรับสมัครอยู่คงเป็เพราะไม่มีผู้ใดถูกใจต่างหาก เ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าคุณหนูน้อยตระกูลกู่นั้นมากเื่เพียงใด?"
"ถูกต้อง หากเพียงต้องปราบนางก่อนเท่านั้นจึงจะเข้าร่วมการเป็ผู้ช่วยได้ แล้วผู้ใดจะล้มนางได้เล่า?"
"แม้แต่หลินเทียนอัจฉริยะจากตระกูลหลินที่แข็งแกร่งและชมชอบคุณหนูกู่มาตลอด กลับมิอาจได้เข้าร่วมในฐานะผู้ช่วยด้วยซ้ำ"
"นายน้อยหลินเทียนนับว่ามีพร์สูงส่งในบรรดาตระกูลหลัก ไฉนนางจึงไม่เลือกเขาเข้าร่วมล่ะ?"
"มีข่าวลือว่าหลินเทียนเคยเสนองานแต่งงานต่อคุณหนูน้อยตระกูลกู่เมื่อหลายปีก่อน ก่อนจะโดนนางทุบตีอย่างสาหัสจนมิอาจเดินได้เป็เดือน คุณหนูกู่คงจะไม่ชอบขี้หน้ากระมัง"
"ฮ่าๆๆ นั่นคือความจริง นายน้อยหลิงต้องมนต์กับสตรีที่งดงามอย่างคุณหนูกู่ ไม่น่าแปลกใจว่าเขาต้องยอมทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าร่วมเป็ผู้ช่วย"
"ข้าละสงสารหลินเทียนเหลือเกิน... คุณหนูกู่มีพร์วิทยายุทธดีเยี่ยม หายากยิ่งนักที่จะมีผู้ใดทัดเทียมนางได้"
"...."
หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีที่เดินผ่านก็รับฟังเื่ราวที่ซุบซิบกันอย่างสนใจ เขาเองชักจะสนใจคุณหนูกู่ผู้นี้เข้าให้แล้ว นางเป็สตรีประเภทใดกันจึงสามารถเป็ที่ยกยอต่อฝูงชนเมืองต้ากู่ได้ถึงเพียงนี้
"ไม่คาดคิดว่าครานี้ทุกอย่างยังเหมือนดั่งอดีต การสำรวจถ้ำนั้นไม่ผิดแผกไปเลย" หลี่ชิงหยุนก้าวฝีเท้าอย่างออดแอดเพื่อรับฟังข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม
"อาหยุน เราจะไปที่นั่นกันงั้นหรือ?" ดวงตาใสแป๋วของนาหลันเสี่ยวฉีมองไปยังเขาและยิ้มจางๆเมื่อสังเกตุเห็นเขาพึมพำเบาๆ
หลี่ชิงหยุนพยักหน้ายิ้มก่อนจะกล่าวตอบ "ถูกต้อง ทั้งเ้าและข้าจำต้องได้แก่นแท่น้ำนมมาไว้ ต่อให้ร่างกายของเ้าไม่เคยฝึกการขัดเกลากระดูกมาก่อน หากแต่กลั่นแก่นแท้น้ำนมกระดูกแล้ว กระดูกของเ้าจะถูกจัดวางใหม่จนอาจแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าเสียอีก"
"โอ้? มันน่าทึ่งถึงเพียงนั้นเชียว?" นาหลันเสี่ยวฉีดูสนใจไม่น้อย
"ถูกต้อง ในอดีตข้าไม่ได้เข้าร่วมฝ่ายใดหากแต่ได้สิทธิเข้าไปเพราะข้าคือมือสังหารจากตระกูลตงฟางในยามนั้น ดังนั้นแล้วข้าจึงผ่านไปได้ไม่ยากเย็น" หลี่ชิงหยุนเดินพลางสนทนาไปและเล่าเื่ในอดีตเล็กน้อยให้ฟัง
ข่าวเกี่ยวกับตระกูลกู่ยังรับผู่ช่วยเพิ่มเติมอีกสองตำแหน่งได้ยินมาถึงหูเขาอย่างชัดเจน ในเมื่อโอกาสมาเสนอถึงตรงหน้าแล้วจะให้หลี่ชิงหยุนรอช้าได้อย่างไร ในเมื่อจุดมุ่งหมายในครั้งนี้ก็คือตระกูลกู่และแก่นแท้น้ำนมขัดกระดูกอยู่แล้ว ไหนเลยจะรอช้าเมื่อได้ยินข่าวที่เขา้าเช่นนี้
ผ่านไปไม่กี่ขณะ หลี่ชิงหยุนก็ค้นพบโรงเตี๊ยมที่ยังพอเหลือห้องว่าง พวกเขาแค่ต้องพื้นที่ส่วนตัวเท่านั้น ความจริงแล้วทั้งคู่สามารถพักผ่อนในเจดีย์ปฐมกาลได้ตลอดเวลา
เพียงแต่ว่ายามนี้เขา้าฝึกฝนนาหลันเสี่ยวฉีไปในตัวระหว่างการเดินทาง ดังนั้นแล้วต้องทำให้นางคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่ไร้ความปลอดภัยและจำต้องตื่นตัวตลอดเวลา เมื่อนั้นแล้วนางจะสามารถบรรลุััทั้งห้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"ฉีฉี พักที่นี่กันเถอะ พรุ่งนี้เช้าเราจะไปทดสอบสมัครผู้ช่วยด้วยกัน เมื่อนั้นเ้าคงได้แสดงฝีไม้ลายมือได้อย่างเต็มที่" หลี่ชิงหยุนยิ้มเบาๆก่อนจะโอบร่างเพรียวบางไว้ด้วยแขนเข้าสู่ห้องที่จัดไว้อย่างเรียบง่าย มีเพียงแค่เตียงไม้สลักขนาด 6 ฟุตและฟูกเดิมๆเท่านั้น
นาหลันเสี่ยวฉีก้มหน้าอย่างอายๆเล็กน้อย
"นอนกันเถอะ" หลังจากที่เดินทางเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน ซ้ำยังต้องสังหารเล่ยหลันก่อนหน้านี้ ส่งผลให้หลี่ชิงหยุนอ่อนล้าทางกายไม่น้อย การนอนหลับถือได้ว่าเป็รูปแบบการพักฟื้นที่ดีที่สุด ดีเสียยิ่งกว่าการกินเม็ดยาเสียอีก
แต่แล้วเขาย้ำกับนาหลันเสี่ยวฉีไว้ว่าแม้ขณะนอนก็ควรเปิดประสาทััทั้งห้าถึงขีดสุดและห้ามหลงลืมเป็อันขาด นี่คือนิสัยที่เขาต้องฝึกฝนให้นางอย่างเคร่งครัด
ดังนั้นแล้วจนกว่านางจะเชี่ยวชาญการควบคุมประสาทััทั้งห้า หลี่ชิงหยุนจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการฝึกฝนของนางทุกขณะ
. . .
ยามอรุณรุ่งมาถึง แสงตะวันตกกระทบต้นหลิวสูงหย่อมเกิดเงาฉายลงสู่เตียงของหลี่ชิงหยุนพลันปลุกเข้าให้ตื่นจากห้วงนิทราทันที
"ลูกแมวี้เีตัวนี้ เมื่อใดเ้าจะตื่น" หลี่ชิงหยุนส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้เมื่อมองไปที่นาหลันเสี่ยวฉีที่นอนขดตัวในอ้อมแขนดุจลูกแมวตัวจ้อย
ร่างของนาหลันเสี่ยวฉีสวมเพียงแค่ชุดขาวบางๆเท่านั้น ตรงขอบคอเสื้อเปิดกว้างเผยให้เห็นลำคอดุจดั่งหิมะได้อย่างแจ่มชัด แม้ว่านางกำลังนอนอยู่ก็มิอาจปกปิดส่วนโค้งร่างอันไร้ที่ติได้
การเปิดประสาทััทั้งห้าตลอดทั้งคืนส่งผลให้ร่างกายนาหลันเสี่ยวฉีรู้สึกอ่อนล้าเนื่องจากตื่นตัวตลอดเวลา
ไม่ผิดแผกที่นางจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ มีเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้นที่นางได้นอนหลับเต็มอิ่มจนเผลอปิดประสาทััทั้งห้าไป
"อาหยุน เช้าแล้วงั้นหรือ?" เสียงงัวเงียดังขึ้นข้างหู มือขวาที่เรียวบางพลันขยี้ตาอย่างเกียจคร้าน ทัศนียภาพไร้ที่ตินี้เกือบเปลี่ยนหลี่ชิงหยุนให้กลายเป็หมาป่าหิวโหยในเวลากลางวัน
ก่อนเขาจะไอเบาๆอย่างกระอักกระอ่วน "อะแฮ่มๆ ฉีฉี เ้าไปเปลี่ยนชุดเถิด ข้าจะรอเ้าที่นี่" หลี่ชิงหยุนส่งนางไปยังเจดีย์ปฐมกาล
เนื่องด้วยทั้งสอง้าเป็ผู้ช่วยของตระกูลกู่ พวกเขาไม่จำเป็ต้องปกปิดรูปลักษณ์อีกต่อไป
ใบหน้าเร้นลับของหลี่ชิงหยุนถูกถอดออกเผยให้เห็นใบหน้าดุจดั่งสตรีรูปงาม คิ้วที่ตั้งตรงราวกระบี่ไม่สั่นคลอน ดวงตาหยกที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน ครานี้เขาไม่ได้มัดปอยผมแต่อย่างใด หากเพียงแต่ปล่อยผมดุจปุยเมฆไปด้านหลังคลับคลาสตรี
"อาหยุน เ้างดงามมาก" นาหลันเสี่ยวฉีหัวเราะโดยไม่ได้กลั้นเสียง เมื่อหลี่ชิงหยุนถอดยางรัดผมออกแล้ว เขาคล้ายกับสตรีงดงามนางหนึ่งก็ว่าได้ หากแต่ไม่ได้สวมชุดบุรุษอยู่ ผู้อื่นย่อมต้องเข้าใจผิดว่าเป็สตรีเป็แน่
เส้นสีดำสามเส้นปรากฏขึ้นหน้าผากโดยไม่ตั้งใจ ก่อนจะถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ "ข้าจะงดงามกว่าฉีฉีตัวน้อยของข้าได้อย่างไร?" ก่อนที่มือทั้งสองของเขาจะคิดไม่ซื่อคลำเนินหิมะของนาหลันเสี่ยวฉีโดยกระทำการอย่างตั้งใจ
"อาห์~ อาหยุน ตอนนี้ไม่ได้... เอาไว้เป็คืนนี้ได้หรือไม่?" หลังจากปล่อยเสียงครวญครางน่าหลงใหลในยามเช้า นาหลันเสี่ยวฉีพลันลุกขึ้นถอยร่นจากเตียง นางกลัวว่าเขาไม่อาจชั่งใจต่อความปรารถนาได้
"แน่นอน วันนี้เรามีเื่สำคัญต้องทำ ดังนั้นแล้วข้าจะไม่กระทำชำเราเ้าเสียตอนนี้" รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นใบหน้าอ่อนช้อยของหลี่ชิงหยุน ทัศนียภาพที่ปรากฏนี้ช่างย้อนแย้งเสียจริง
"ลามก!" ด้วยเสียงบูดบึ้งนาหลันเสี่ยวฉีถอดใบหน้าเร้นลับออกเผยให้เห็นโฉมหน้าที่สามารถนำหายนะมาสู่อาณาจักรและผู้คน เส้นผมสีดำสลวยดุจดั่งคลื่นไหลมั่นคง ม่านตาที่งดงามริมฝีปากแดงเชอร์รี่ ภายใต้ใบหน้านางผสมผสานไปด้วยเสน่ห์ ความงาม ความอ่อนโยน และความเ็าในคราเดียว หากแต่เพียงมีผ้าขาวปกปิดใบหน้าบางๆเพื่อไม่ให้ผู้ใดมองเห็นชัดเจน
ในยามนี้นาหลันเสี่ยวฉีดุจดั่งเทพยดาไร้ตำหนิเหลือล้น
"ฉีฉีของข้างดงามที่สุด" หลี่ชิงหยุนยิ้มจางๆก่อนจะช่วยนางหวีผมอย่างอ่อนโยน
. . .
ลานเบื้องหน้าอาคารขนาดใหญ่แห่งตระกูลกู่ ปรากฏชายวัยกลางคนทั้งสี่ยืนเรียงแถวกระดานอย่างมั่นคง สีหน้าของพวกเขาไม่ยินดียินร้ายหากเพียงแค่กำลังสอดส่องการต่อสู้บนเวทีประลองเพื่อคัดเลือกผู้ช่วยสำหรับวันนี้
ยามนี้บนเวทีปรากฏร่างของชายหนุ่มในอาภรณ์สีฟ้าอ่อน มือขวาจับกระบี่มั่นด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิและเย่อหยิ่ง กำลังประชันกระบี่กันอย่างไม่ลดละ ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่าหลินเทียน แม้นว่าจะถูกปฏิเสธจากคุณหนูน้อยตระกูลกู่หลายครา แต่เนื่องด้วยผู้าุโตระกูลกู่กลับชมชอบและพึงพอใจอย่างยิ่งจึงมิอาจปล่อยให้หลินเทียนกลับไปได้โดยง่าย
"เข้ามา" หลินเทียนสะบัดข้อมือขวากระบี่สีเทาตวัดก่อเป็ลมพายุรูปกากบาทเข้าหาคู่ต่อสู้เบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ
คู่ต่อสู้ที่ใช้กริชคู่พลันถอยร่นไปเนื่องจากมิอาจทนต่อการโจมตีที่ดุดันได้
"เชร้ง! เชร้ง!" การแลกเปลี่ยนกระบวนท่าก่อเกิดเป็เสียงโลหะกระทบอย่างดุเดือด
เื้ัขอบเวทีปรากฏให้เห็นร่างของสตรีในชุดเกราะอ่อนสีแดงละลานตา ผมสีดำยาวถูกมัดเรียบง่าย ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ริมฝีปากที่บอบบางน้อยๆ ซ้ำยังเนินหิมะที่ใหญ่ผิดปกติจนเกือบทะลักชุดเกราะ มือขวาของนางกำหอกยาวสีแดงที่มุ่งมั่นคล้ายกับแม่ทัพอย่างไรอย่างนั้น สีหน้าของนางไม่ปรากฏร่องรอยใดๆเมื่อมองดูการต่อสู้บนเวทีราวกับเบื่อหน่าย
ลักษณะนิสัยของนางดูช่างแข็งกร้าวไม่อ่อนข้อต่อสิ่งใด หากแต่การยืนช่างคล้ายกับบุรุษยิ่งนัก บุคลิกพิลึกพิลั่นของนางคงจะเป็สตรีเืร้อนอย่างแน่นอน
"คุณหนูน้อย ชายชราผู้นี้คิดว่าหลินเทียนเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้วในยามนี้ ในเมื่อไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะหลินเทียนได้ก็สมควรมิใช่หรือที่จะให้เขาเดินทางไปด้วย?" ชายชราหมวกสีทองเข้าหาหญิงสาวช้าๆ พลันก้มหน้ากล่าวด้วยความเคารพ
แต่หญิงสาวมองไปที่ผู้เฒ่าข้างกายก่อนจะเอ่ยอย่างดูถูก "ลุงเหลา เ้างี่เง่านั่นไม่สามารถรับกระบวนท่าหอกข้าได้เกินห้ากระบวนท่าด้วยซ้ำ มันอ่อนแอถึงเพียงนี้จะให้เข้าร่วมกับเราไปได้อย่างไร? มีแต่จะรังเป็ภาระเสียเปล่าๆ... ข้าเคยบอกท่านไปแล้วไม่ใช่หรือว่าเงื่อนไขของข้าคือต้องเป็ผู้ที่ล้มข้าได้ข้าจึงจะยอมรับมัน—"
ก่อนนางจะเว้น่หายใจและกล่าวต่อ "คนผู้นี้ยังไม่มีคุณสมบัติ!"
"แต่คุณหนูน้อย เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ทุกตระกูลต่างก็ได้ผู้ช่วยจนครบครัน ครานี้หลินเทียนผู้นี้ทุ่มสุดกำลังเพื่อ้าเคียงข้างท่าน ข้าว่าเื่นี้ไม่เสียหายแต่อย่างใด บางทีหากต้องต่อสู้แย่งชิงกับอีกสามตระกูลที่เหลือ เขาอาจจะเป็โล่และหัวหอกที่ดีให้กับท่านได้เป็แน่" ชายชราหมวกทองยังคงโน้มน้าวให้คุณหนูน้อยผู้นี้เปลี่ยนใจ จนคิ้วของนางขมวดเล็กน้อย
ระลอกคลื่นในใจของหญิงสาวเกิดการสั่นไหว เป็ความจริงที่อีกไม่กี่ชั่วยามพวกนางต้องเดินทางไปยังเมืองต้าเฉียนแล้ว แต่กลับขาดผู้ช่วยถึงสองคน ดังนั้นแล้วนางจึงไม่มีเวลาให้เสียสำหรับการเฟ้นหาผู้อื่นอีกต่อไป
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นางถอนหายใจอย่างขมขื่น แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยชักชวนหลินเทียนด้วยตนเอง กลับมีเสียงชายหนุ่มอ่อนโยนพลันดังขึ้นจากนอกประตูรั้วของตระกูล
"ข้ายังสามารถเข้าร่วมการเป็ผู้ช่วยได้หรือไม่?" สิ้นสุดเสียงที่ทางเข้าหน้าประตูใหญ่ ปรากฏร่างสีขาวของชายหนุ่มที่หล่อเหลาดุจเทพบุตร ผมสีดำยาวดุจดั่งหมึกไสวตามแรงลม ั์ตาคู่สีหยกละเมียด อาภรณ์สีขาวสะอ้านพลันโยกย้ายตามแรงลมอย่างหลวมๆ ด้วยฝีเท้าที่สงบแต่มั่นคงทำให้ทุกผู้คนหันไปมองทิศทางของเสียงโดยไม่ตั้งใจ
"ขะ-เขาคือใครกัน?" ผู้าุโตระกูลกู่ทั้งสี่มองหน้ากันอย่างฉงน เมื่อมองไปยังบุรุษที่เลอโฉมยิ่งกว่าสตรีผู้นี้ แม้แต่สมาชิกตระกูลกู่ที่เป็สตรีก็มีใบหน้าขวยเขิน รอยแดงจางๆปรากฏขึ้นบนแก้มของพวกนาง พลันก้มหน้าไม่กล้าสบตา
หลินเทียนและคู่ต่อสู้บนเวทีพลันหยุดชะงักเช่นกัน ทั้งสองพร้อมเพรียงหันไปมองทิศทางเสียง
ก่อนที่หญิงสาวชุดแดงจะหันไปมอง จู่ๆหัวใจของนางก็เต้นไม่เป็จังหวะ สีหน้าของนางตะลึงลานในความงดงามของบุรุษที่แลดูอ่อนโยนตรงหน้า ใบหน้าที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ก่อนพลันเปลี่ยนเป็สีแดงลูกพีช ทั้งยังตอบสนองอย่างอายๆ ก่อนจะพึมพำเบาๆ "หล่อเหลามาก..."
