ที่ใจกลางเมืองชิงโจว หอคอยผ่านจิตตั้งตระหง่านอยู่ ทั่วทั้งหอคอยถูกโอบล้อมไปด้วยหมอก์ พลังตกลงมาเป็สายราวกับแม่น้ำ จนทำให้กลางอากาศมีเสียง์ดังครืนๆ พลังชีวิตมหาศาลพรั่งพรูออกมาด้วยพลานุภาพที่แกร่งกล้า
ชั้นเก้าของหอคอยผ่านจิต ทั้งศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม มันดูดซับพลังฟ้าดินมาหลายปี ในแต่ละวัน
ความน่ากลัวของมันจะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีอักขระปรากฏขึ้นมา ซึ่งก็คืออักขระเต๋าที่ซับซ้อนจนไม่อาจหยั่งถึง
มียอดยุทธ์บางคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศเพื่อหยั่งรู้อักขระเหล่านี้ แล้วได้ประโยชน์จากมันไม่น้อย
“ข้ารู้สึกว่าอักขระเหล่านี้ลึกลับมาก ยากที่จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ถ้าบรรลุมันจะต้องได้วิชามหาอำนาจที่น่ากลัวมากมาอย่างแน่นอน” เสียงของชายชราดังขึ้นมากลางมิติ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาทำให้มวลอากาศสั่นะเื
“อักขระพวกนี้สามารถบรรลุได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?” เต้าหลิงมาถึงหอคอยผ่านจิต เมื่อเขาได้ยินเสียงของชายชรา เขาก็อึ้งไป สายตากวาดไปยังอักขระสีทอง ตอนนี้เขากำลังขาดวิชามหาอำนาจอยู่พอดี คิดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีอยู่
เมื่อครู่ ในตอนเข้าสอบ เขาััได้ถึงความน่ากลัวของวิชามหาอำนาจจนเกือบจะเสียท่า ด้วยกระบวนท่าที่แข็งแกร่งนั้น เขาอยากจะได้มันมาเสียจนอดไม่ได้
ผู้คนที่อยู่บริเวณหอคอยผ่านจิตล้วนถอนหายใจออกมา อักขระสีทองนี่ลึกล้ำเกินไป มีเพียงยอดยุทธ์แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้
มีคนที่อยู่กลางมิติคนหนึ่งตอบกลับมา “ไม่ผิด ข้าเองก็รู้สึกได้เช่นเดียวกัน ความเป็มาของหอคอยนี้ลึกลับเกินไป ไม่รู้ว่าแปรเปลี่ยนกลายมาเป็เช่นนี้ได้อย่างไร ข้าว่าสักวันหนึ่งมันจะต้องกลายสภาพเป็แน่”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น หอคอยนี้นับวันยิ่งไม่ธรรมดา หากมีคนสามารถเอามันไปได้ มันจะต้องกลายเป็สมบัติ
ล้ำค่าอย่างแน่นอน”
ร่างเงาน่ากลัวปรากฏขึ้นเป็ระลอกๆ กลางมิติ ทั่วร่างมีอักขระสีทองเผยออกมา ตลบอบอวลไปด้วยคลื่นพลังที่น่าหวาดหวั่น
พวกเขาต่างถอนหายใจออกมา ถึงแม้พวกเขาจะมีขั้นพลังที่สูงมาก แต่การเข้าไปชั้นเก้าเป็เื่ยากเกินไป จากการคาดเดาของเหล่าคนใหญ่คนโต บางทีการเอาหอคอยนี้ไปได้มีแต่จะต้องขึ้นไปชั้นที่สิบ ทว่าน่าเสียดายที่ั้แ่โบราณมาจนถึงตอนนี้ ไม่เคยมีใครขึ้นไปถึงชั้นนั้นได้เลย
ในตอนนั้น เต้าหลิงก็ได้มองสำรวจอักขระสีทอง เพียงแค่แรกเห็น เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าตนกำลังมองมหาสมุทรสีทองอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดซึ่งอัดแน่นไปด้วยอักขระลึกลับซับซ้อน บางทีก็หนาแน่น บางทีก็กระจัดกระจายออกไป จากเรียบง่ายไปซับซ้อน จากซับซ้อนไปเรียบง่าย
เต้าหลิงยืนตรงที่เดิมอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาก็ละฝีเท้าแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังศิลาเทพยุทธ์
รอบๆ ศิลาเทพยุทธ์มีคนอยู่บางส่วน พวกเขาเงยหน้าขึ้นดูชื่อที่อยู่บนศิลา ทว่าน้อยคนนักจะกล้ามองขึ้นไปข้างบน เพราะชื่อที่สลักเอาไว้บนศิลาเทพยุทธ์นั้นยิ่งสูงเท่าไร ก็ยิ่งน่ากลัวมากเท่านั้น เหมือนกับ
ดวงอาทิตย์สีทองกำลังแผดเผา
คนรุ่นก่อนมักจะบอกกับคนรุ่นหลังว่า นี่คือเกียรติยศ หากพวกเขาได้รับเลือกก็จะสามารถสลักชื่อไว้บนศิลาได้
“ไม่รู้ว่าองค์หญิงน้อยได้ของล้ำค่าอะไรจากศิลาเทพยุทธ์มา” มีคนถอนหายใจยาวออกมา เขาอยากจะเห็นว่าของที่นางได้มาคืออะไร
เต้าหลิงเดินมาถึงที่นี่ ชุดสีขาวของเขาเปื้อนไปด้วยฝุ่น ผมยาวสีดำปลิวไสวไปตามลม สายตาจับจ้องไปยังชื่อที่อยู่อันดับหนึ่ง
ฟ้าดินพลันสั่นไหว บังเกิดความโกลาหลขึ้น อักขระเต๋าเผยออกมา เสียงฟ้าร้องดังสนั่นสั่นสะท้าน สายฟ้าขนาดใหญ่ผ่าฟาดลงมาจนพื้นดินแตกออก นี่ก็คือปรากฏการณ์การสร้างโลก
ร่างเงาสลัวๆ ร่างหนึ่งทลายความโกลาหลเดินออกมา ร่างเงานั้นเหมือนกับเทพ์ชั้นสองที่มองลงมาจากสรวง์ พลังที่แผ่ซ่านออกมาน่ากลัวมาก
พลังน่าเกรงขามกดทับลงมา ทำให้ร่างของเต้าหลิงสั่นสะท้าน ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนอีกต่อไป เขาจ้องมองร่างเงาที่เดินออกมาจากความโกลาหลนั้น คลื่นพลังภายในร่างเดือดพล่านขึ้น
ปราณสีทองที่อยู่ภายในร่างของเขาะเิออกมา ทั่วร่างเปล่งแสงสีทองสว่างไสว ดวงตาทั้งสองข้างมีแสง์ส่องออกมา ยิ่งมากก็ยิ่งััได้ถึงความน่ากลัวของร่างเงา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กลับรู้สึกคุ้นเคยกับพลังนี้ แต่ไม่รู้ว่าเคยพบเจอที่ไหน
ทั่วร่างของเขาเป็สีทองสว่าง กล้ามเนื้อแต่ละมัดเหมือนกับว่าพลังลึกลับถูกปลุกออกมาเพื่อกำราบคลื่นพลังน่ากลัวในชื่อของอู่ตี้ แต่ก็ยากที่จะปลุกมันออกมา
“เหมือนกับว่าข้าเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน” เต้าหลิงขมวดคิ้วพลางกล่าวพึมพำเสียงเบา
ประโยคที่กล่าวออกมา ทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งะเิเสียงหัวเราะออกมา “เขาบอกว่าเขาเคยเจออู่ตี้อย่างนั้นหรือ? น่าหัวเราะเสียจริงๆ อู่ตี้เป็ยอดยุทธ์หนุ่มอันดับหนึ่งของดินแดนลึกลับ เขาเคยมาแคว้นชิงแค่ครั้งเดียว ปกติแล้วจะฝึกฝนอยู่ภายในตระกูล ไม่ได้ออกมาข้างนอกบ่อยๆ หรอกนะ”
“เ้านั่นคงจะคิดเพ้อฝันอยากจะเป็แบบอู่ตี้จนบ้าไปแล้ว อู่ตี้ไม่ใช่คนที่ใครๆ ก็สามารถไปสนิทชิดเชื้อได้นะ มีเพียงอัจฉริยะใต้หล้า หรือไม่ก็นักบุญหญิงของตระกูลโด่งดังเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติพอ”
คนส่วนมากที่กล่าวออกมาล้วนแต่เป็คนหนุ่มสาวทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเคารพอู่ตี้มากขนาดไหน แค่เห็นเขาก็ต้องก้มหัวคำนับ
เมื่อเห็นผู้คนรอบๆ ชี้นิ้วกล่าวดูถูกถากถาง เต้าหลิงไม่ได้กล่าวอะไร เขาพลางส่ายหน้าแล้วก้าวฝีเท้าเดินจากไป ในตอนนี้การฝึกฝนร่างกายเป็สิ่งสำคัญที่สุด มีเพียงทางนี้เท่านั้นที่จะเดินบนวิถีแห่งยุทธ์ได้ดั่งปลาได้น้ำ
“นายน้อย เขามาแล้ว เ้านั่นริอาจจะสนิทชิดเชื้อกับอู่ตี้ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง” ภายในกลุ่มคน มีเด็กหนุ่มร่างั์แสยะยิ้มออกมา เขารู้ดีว่าขนาดอู่เผิงไห่ที่เป็ญาติของอู่ตี้ ยังไม่สามารถเจออู่ตี้ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนกระจอกๆ คนหนึ่ง
“ฮึ อย่างเขานะหรือจะเคยพบอู่ตี้” อู่เผิงไห่กล่าวอย่างไม่แยแส พลางเบือนสายตาไปที่เด็กหนุ่มท่าทางฉลาดเฉลียวแล้วกล่าวว่า “น้องชาย เขาเป็คนแย่งชิงของของข้าไปก่อนหน้า ช่างหาญกล้ายิ่งนัก ไม่เห็นพวกเหล่าวิหารยุทธ์อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย”
คนคนนั้นก็คืออู่หงเซิ่ง ด้านข้างของเขามีุ์ที่แข็งแกร่งสองตนติดตาม ทั้งยังเคารพต่อเด็กหนุ่มคนนี้มาก เพราะเขาเคยพบอู่ตี้มาก่อน
ขนาดอู่เผิงไห่ยังไม่มีคุณสมบัตินั้น ผู้าุโหลายคนก็ยังยากที่จะพบ เห็นได้ชัดว่าการพบอู่ตี้นั้นเป็เกียรติที่สูงส่งขนาดไหน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงพลังอันแข็งแกร่งอย่างยิ่งของเขา
อู่หงเซิ่งเป็คนฉลาดเฉลียว คิ้วโค้งสวยรับกับรูปหน้า เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยว่า “ตอนนี้ข้าก็ไม่มีเื่อันใด ข้าจะช่วยเ้าจัดการก็แล้วกัน ไปเถอะ”
เขากล่าวออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำซึ่งแฝงไว้ด้วยความโอหัง แต่เขาก็มีสิทธิทำเช่นนั้น เพราะเด็กหนุ่มคนนี้เป็คนสำคัญของวิหารยุทธ์ ภายภาคหน้าเขาจะต้องเป็ใหญ่เป็โตและมีอำนาจ
สีหน้าอู่เผิงไห่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ขอเพียงแค่เขาลงมือ ความอัปยศของตนก็จะถูกลบล้าง คิดได้ดังนั้นเขาก็รีบพาอู่หงเซิ่งไปที่คอหอยผ่านจิตในทันที
ที่ชั้นหนึ่งมีคนอยู่จำนวนมาก พลังชีวิตด้านในนั้นเบาบางจึงไม่พอแบ่งให้ทุกคน
เต้าหลิงเดินขึ้นมาจนถึงชั้นห้า เขาดูดซับพลังชีวิตบริสุทธิ์รอบๆ ไปพลางมองสำรวจดูอักขระที่เห็นเมื่อครู่ เขาััได้ถึงความลึกลับของมัน ถ้าสามารถคัดลอกมันออกมาได้ พลังโจมตีจะต้องแข็งแกร่งมากจนถึงขีดสุดแน่
เขาเม้มปากพลางครุ่นคิดในใจ หลังจากนั้น ฝ่ามือก็สั่นไหว มีพลังสีทองพรั่งพรูออกมาชั้นหนึ่ง กลุ่มพลังมหาศาลที่พุ่งออกมานับพันหมื่นเส้น มันเลื้อยไปมาอยู่กลางอากาศก่อนค่อยๆ รวมตัวกันกลายเป็อักขระ
สีทอง ทว่าดูแล้วไม่เปล่งประกายแสงเท่าไรนัก
“อักขระพวกนี้มหัศจรรย์จริงๆ ถ้าสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้มันได้ ก็จะเหมือนกับได้วิชามหาอำนาจมา” เต้าหลิงยิ้มออกมาในใจอย่างตื่นเต้น เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าอักขระพวกนี้จะปรากฏขึ้นมาจริงๆ
ในขณะที่กำลังครุ่นคิด เขาก็ััได้ถึงแววตาอำมหิตที่จ้องมาทางตน ไอพลังสังหารที่น่าขนลุกได้แผ่ซ่านออกมา
เต้าหลิงขมวดคิ้วพลางหันหลัง ในตอนนั้นเองเขาก็เห็นคนที่เดินเข้ามา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปิติ พอดีเลยจะได้ลองทดสอบพลานุภาพของอักขระเสียหน่อย
อู่เผิงไห่รอคอยเวลาที่เต้าหลิงจะมาคุกเข่าร้องขอชีวิต เดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายจะตื่นกลัวกับพลังแผ่ซ่าน ทว่าใครจะคิดว่าเขาจะทำหน้าดีอกดีใจอย่างนั้น ทั้งยังตั้งท่าต่อสู้ ในตอนนั้นเขาคิดว่าตนตาฝาดไป
สีหน้าของเขาดูไม่ดีเท่าไรนัก หรือว่าเ้าเด็กนี่จะไม่กลัวเลย
“ฮึ จะตายอยู่รอมร่อแล้ว เ้ายังจะยิ้มอีกหรือ?” เด็กหนุ่มร่างั์กล่าวเสียงเย็น “มารับความตายไปซะ”
เสียงที่กล่าวออกมาทำให้คนที่กำลังฝึกฝนอยู่ลืมตาขึ้นด้วยความโมโห ทว่าเมื่อเห็นกลุ่มคนที่เป็ที่มาของเสียง พวกเขาก็ได้แต่กลืนคำพูดที่กำลังจะเอ่ยออกลงคอไปในทันที
“คนของวิหารยุทธ์” มีหนึ่งคนในนั้นกล่าวขึ้นมาด้วยความใ
วิหารยุทธ์เป็ขุมพลังอำนาจมหาศาลของดินแดนลึกลับ น้อยคนนักที่จะกล้าล่วงเกินพวกเขา
หลายปีมานี้ ด้วยความแข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานของอู่ตี้ ทำให้วิหารยุทธ์เพิ่มพูนความน่ากลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก
“เ้าเด็กนั่นซวยแล้ว ไม่รู้ว่าเขากล้าไปมีเื่กับวิหารยุทธ์ได้อย่างไร พลังอำนาจของวิหารยุทธ์กระจายไปทั่วดินแดนลึกลับ ถ้ากล้าไปมีเื่ด้วยล่ะก็ ได้จบไม่สวยแน่”
“ใช่แล้ว ความเป็มาของวิหารยุทธ์นั้นเก่าแก่มาก ทั้งยังมีอำนาจที่แกร่งกล้า ถึงจะเป็ูเา์โบราณหรือผู้สืบทอดของนิกายเก่าแก่ก็ยังไม่กล้าล่วงเกิน”
เสียงของผู้คนโดยรอบที่กล่าวขึ้นมาทำให้สีหน้าของอู่เผิงไห่ดูหยิ่งผยองขึ้นในทันที จากนั้นเขาก็กล่าวออกมาเรียบๆ “เ้าหนู ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้ามาแย่งของของวิหารยุทธ์ อย่างไรก็ต้องตายสถานเดียว”
“อย่ามัวแต่พล่ามมากอยู่เลย อยากจะสู้ก็เข้ามา ข้ามีเวลาไม่มาก” เต้าหลิงลั่นเสียงพลางแสยะยิ้ม
“หาที่ตาย” อู่หงเซิ่งเดินเข้ามาพลางเอามือไขว้หลังอย่างน่าเกรงขาม สายตาเย็นเฉียบจ้องเขม็งไปยังเด็กหนุ่มพลางแผดเสียงะโออกไป “รีบไปฆ่ามันซะ ข้ายังมีเื่ต้องทำ ไม่อยากมาเสียเวลากับคนตาย”
“ขอรับนายน้อย” ุ์ทั้งสองตนที่ยืนอยู่ด้านข้างเดินออกมาท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คน คนคนนี้จะต้องเป็คนสำคัญของวิหารยุทธ์ ถึงได้มีุ์สองตนที่แข็งแกร่งติดตามมาด้วย สถานะของเขาในวิหารยุทธ์จักต้องสูงมากเป็แน่
อักขระแต่ละตัวก่อร่างขึ้นมากลางฝ่ามือของเต้าหลิง แสงประกายออกมาเป็เส้นๆ พลางลอยกะพริบปริบๆ อยู่กลางอากาศ
“โฮกกก” ุ์ทั้งสองคำรามดังลั่น ฟ้าดินพลันสั่นะเื ก้อนหินขนาดใหญ่โดยรอบะเิแตกออกเพราะเสียงคำรามของพวกมัน ฝุ่นม้วนตัวลอยตลบ ในเวลาเดียวกันพวกมันก็ทะยานออกไปข้างหน้า หมายจะตัดหัวของอีกฝ่าย
เต้าหลิงกวาดสายตาไปที่พวกมันแวบหนึ่ง พลางกวาดฝ่ามือออกไปกลางอากาศ อักขระปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ทุกๆ ตัวล้วนมีน้ำหนักหมื่นชั่ง เหมือนกับก้อนหินใหญ่ที่ตกลงมาจากอากาศ
“อะไรกัน เด็กหนุ่มคนนั้นมีวิชามหาอำนาจอักขระอย่างนั้นหรือ? เหมือนกับมายาสังหารไม่มีผิด” มีคนร้องเสียงหลง เขารู้สึกคุ้นตากับมายานี้อย่างไรชอบกล
“วิทยายุทธ์กระจอก แหลกไปซะ” ุ์ร่างแดงดุจเปลวเพลิงแผดเสียงคำรามลั่น แขนั์ของมันพุ่งโจมตี หินโดยรอบที่อยู่ใกล้ๆ แค่โดนแตะเบาๆ ก็ะเิออก ไม่นานนักอักขระก็ถูกทำลายลง
ุ์สีเงินอีกตนหนึ่งโจมตีด้วยกระบวนท่าที่ดุดัน ฝ่ามือสีเงินยื่นออกไป ก่อนจะปรากฏเป็ระลอกคลื่นสีเงินพุ่งออกไปข้างหน้า
ดวงตาของเต้าหลิงขยับครู่หนึ่ง จากนั้นกลางฝ่ามือของเขาก็มีอักขระปรากฏออกมาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันได้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับร่างกายของเขา ิับนฝ่ามือมีอักขระสีทองปรากฏขึ้นมา ฝ่ามือเข้าปะทะกับ
ฝ่ามือสีเงิน
“ตูม!” เสียงดังสนั่นหวั่นไหวลั่นไปทั่วผืนฟ้า เหมือนกับหินขนาดั์ทั้งสองปะทะกัน ทำให้ผู้คนโดยรอบปวดหูกันไปหมด
อักขระสีทองแต่ละตัวเปล่งแสงจ้าละลานตา จนยากที่จะดับมอด การโจมตีของเต้าหลิงครั้งนี้รุนแรงและดุดันมาก ทั้งยังแฝงไว้ด้วยพลังของอักขระสีทองหนักหมื่นชั่ง ทำให้ฝ่ามือของุ์สีเงินะเิออก
ในตอนนั้น ุ์อีกตนก็พุ่งเข้ามา เต้าหลิงยื่นขาขวาแหวกฝ่าอากาศออกไป อักขระสีทองปรากฏขึ้นมาและพุ่งเข้าใส่ร่างของมันจนเกิดเสียงดังขึ้น ทำให้แสงที่ปกคลุมร่างถูกทำลาย อกแตกะเิออกพร้อมกับอักขระสีทองพุ่งเข้าไปในร่าง
อักขระสีทองหนักอึ้งปรากฏขึ้นภายในร่างของมัน อวัยวะภายในถูกบดขยี้จนะเิออกก่อนตายคาที่
