ถึงแม้จะเป็เวลากลางคืน ท้องฟ้าเต็มไปด้วยสีดำมืดปกคลุม แต่สำหรับใจกลางเมืองหลวงกว้างใหญ่ ตลอดสองข้างทางกลับยังมีแสงจากโคมไฟ ให้ความสว่างไม่ต่างจากตอนกลางวัน
ทั่วท้องถนนยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ชอบท่องราตรีเดินกันขวักไขว้ ร้านร่วงยังเปิดคอยยินดีต้อนรับลูกค้า ทำให้ลี่หลินที่นั่งอยู่ภายในรถม้าที่กำลังวิ่งผ่าน มีอะไรน่าสนใจให้จ้องมองมากกว่าคนที่นั่งนิ่งอยู่ด้านใน
ั้แ่ออกจากงานเลี้ยงจวนกวนมา เมิ่งจื่อหานก็ยังไม่เอ่ยปากพูดกับนางสักเพียงครึ่งคำ เอาแต่นั่งหลับตาสงบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดออกมาจนผิดวิสัย ทำให้นางไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
"ข้างนอกมีอะไรน่าสนใจ"
หญิงสาวหันกลับมามองร่างหนาข้างกาย ก่อนจะปล่อยชายผ้าม่านที่เปิดไว้ลง
ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากพูดเสียที
"นานแล้วที่ไม่ได้ออกมาข้างนอกในเวลานี้ เลยอยากดูบ้างว่าเมืองหลวงยามค่ำคืนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร"
"สถานที่จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ก็ไม่เท่ากับใจคน"
แม้ภายในรถม้าจะมืด มีแค่แสงไฟจากด้านนอกผ่านเข้ามาเป็ระยะ แต่ลี่หลินกลับมองเห็นั์ตาสีนิลที่จับจ้องมองมาที่นางได้อย่างชัดเจน
ไม่คิดว่าแค่เื่สถานที่ เขาก็ยังสามารถเอามายอกย้อนเหน็บแนบนางได้
"ทำไม คำพูดของข้ามันจี้ใจของเ้าจนทนฟังไม่ได้เชียวหรือ" มือเรียวจับปลายคางมนให้ใบหน้าสวย ที่คิดจะหันหนีให้หันกลับมามองเขา
"จะคนหรือสถานที่ เมื่อเวลาผ่านไปก็ย่อมต้องมีการเปลี่ยนปะ..อ๊ะ อื้มม"
จื่อหานประกบจุมพิตปิดริมฝีปากบาง ไม่ให้หญิงสาวพูดในสิ่งที่เขาไม่อยากฟังออกมา
ชายหนุ่มดึงร่างบางให้ขึ้นมานั่งอยู่บนตักแกร่ง ให้เขาได้โรมรันริมฝีปากนางได้อย่างถนัดถนี่ วงแขนโอบรัดเอวคอดไม่ให้ขยับหนี จงใจบดขยี้นางด้วยจุมพิตร้อนแรง กระทั่งฝ่ามือเล็กต้องทุบแผ่นหลังเป็การประท้วงให้หยุด
"แค่ก ๆ ๆ ท่านบ้าไปแล้ว" ลี่หลินสำลักไอออกมาพร้อมช้อนดวงตามองร่างหนาด้วยความกรุ่นโกรธ ทั้งที่นางยังไม่ได้ทำอันใดผิด เขาเป็คนพูดเปิดประเด็นขึ้นมาเอง แล้วจะมาใส่อารมณ์รุนแรงกับนางแบบนี้ได้อย่างไร
ก่อนหน้านี้ก็ดูเขาเริ่มจะอ่อนโยนขึ้นมาบ้างแล้วมิใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงเกิดกลายเป็สุนัขบ้าขึ้นมาได้อีก
"จิงชวนหยุดรถ"
"ขอรับ" หลังได้ยินคำสั่งเสียงแข็ง จิงชวนก็แทบจะเอาเท้าลงไปไปช่วยยันให้ม้าที่วิ่งหยุดฝีเท้า ด้วยเกรงว่าจะเลยจุดที่เ้านายหนุ่ม้าให้หยุด แล้วจะถูกพายุโทสะลูกใหญ่หล่นใส่ศีรษะเอา
"หยุดทำไม"
"เ้าอยากดูมิใช่หรือ ว่าข้างนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง" จื่อหานไม่ถามความสมัครใจของหญิงสาว เขาจัดการดึงผ้าโปร่งบางที่นางพันรอบคอไว้ เปลี่ยนมาผูกปิดใบหน้าสวยไว้ครึ่งหน้า ก่อนจะจับจูงนางลงจากรถม้า
ลี่หลินยืนบนพื้นด้วยความมึนงง มองรถม้าเคลื่อนผ่านไปโดยไม่หยุดรอ ก่อนจะเงยใบหน้าขึ้นมองคนที่เป็ต้นเหตุทำให้นางต้องมายืนตรงนี้ ว่าเขาคิดจะทำอันใดกันแน่
จวนเมิ่งอยู่อีกฝั่งของตลาด ห่างไกลออกไปอย่างน้อย ๆ ก็เป็หลายสิบตรอกถนน หากเขาไม่ให้รถม้าหยุดรอ แล้วหลังจากนี้จะกลับอย่างไร ถ้าให้เดินเท้า เกรงว่าคงรุ่งเช้ากันพอดีถึงจวน
ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันได้อ้าปากเอ่ยถาม ฝ่ามือนางก็ถูกจับกุมประสานแน่นขึ้น พร้อมแรงดึงให้นางก้าวเท้าเดินตาม
จื่อหานไม่สนแรงขืนจากร่างบาง ฝ่ามือข้างหนึ่งจับจูงมือ ส่วนอีกข้างโอบประคองเอวคอดกิ่ว ให้นางเดินตามทิศทางที่เขาชักนำ
"ไม่คิดว่าร้านนี้จะยังอยู่"
ลี่หลินมองตาสายตาชายหนุ่ม ก็เห็นเป็ร้านขนมหวานที่ยังเปิดไฟสว่างต้อนรับลูกค้า หน้าร้านมีเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย แต่เถ้าแก่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าร้าน ยังคงเป็คนเดิมไม่เปลี่ยน
'เสี่ยวหาน เอาไหม' ลี่หลินดึงร่างหนาเข้ามุมหนึ่งในร้านค้าที่ไม่มีคน ก่อนจะยื่นขนมสายไหมที่เพิ่งทำสดใหม่แบ่งให้เขา
'ข้าเป็บุรุษ ไม่กินของหวาน'
มุมปากสวยคลี่รอยยิ้มขบขัน เมื่อเห็นร่างหนาข้างกายแอบลอบกลืนน้ำลายลงคอ ทั้งที่ปากปฏิเสธไม่อยากทานสายไหมตรงหน้า
'ตรงนี้ไม่มีใครเสียหน่อย แต่เอาเถอะ ในเมื่อเ้าไม่อยากกิน ข้ากินเองคนเดียวก็ได้ หมดแล้วจะมาว่าข้าที่หลังไม่ได้นะ' มือเล็กดึงสายไหมสีขาวไม่ต่างจากปุยเมฆยื่นไปยั่วน้ำลายชายหนุ่ม ก่อนจะเอาเข้าปากตนเอง ลิ้มรสความหวานอร่อย พรางคลี่รอยยิ้มยียวนให้เขารู้สึกอยากทานไปด้วย
ลี่หลินหัวเราะชอบใจที่ได้หยอกเย้าชายหนุ่ม เห็นท่าทางดื้อดึงของเขาแล้วทำให้นางมีความสุขยิ่งนัก พอสายไหมละลายในปากหมด นางจึงคิดจะทำแบบเดิมอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้ หลังจากนางเอาสายไหมเข้าปาก ยังไม่ทันจะได้ทำท่ายั่วเย้า ก็ถูกร่างหนายื่นใบหน้าเข้าประชิดใกล้ จนปลายจมูกโด่งชนัักัน ส่งผลให้คนที่คิดแกล้งคนอื่นเป็อันต้องหยุดชะงักแข็งค้าง
'สะ...เสี่ยวหาน เ้าจะทำอันใด'
ครานี้เป็ฝ่ายชายหนุ่มที่คลี่รอยยิ้มชอบใจ เขาไม่ตอบคำถามหญิงสาว แต่ทำให้นางเห็นว่าเขาคิดจะทำสิ่งใด
จื่อหานจับร่างบางที่เบี่ยงกายหนีกลับมาอยู่ในท่าเดิม ให้เขาจับประคองอยู่ในอ้อมแขน ก่อนจะค่อย ๆ จรดริมฝีปากร้อนประกบริมฝีปากบางสีสวย บดััผิวปากนุ่มอย่างอ่อนโยน จากนั้นถึงเริ่มสอดเรียวลิ้นหยาบดุนดันให้หญิงสาวเผยอปาก ให้เรียวลิ้นเขาเข้าสำรวจภายในโพรงปาก ที่เต็มไปด้วยความหวานจากสายไหม
หัวใจชายหนุ่มเต้นระส่ำประหนึ่งมีคนมาลั่นกลองรบอยู่ด้านใน เป็ครั้งแรกที่เขาจุมพิตริมฝีปากจางลี่หลินอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงััผิวเผินยามนางไม่รู้สึกตัว ตอนนี้เขาเลยอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นและมีความสุขล้น พยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อให้หญิงสาวประทับใจในจุมพิตแรก
"อืออ อื้มมม" ลี่หลินไม่รังเกียจที่จะจุมพิตกับเมิ่งจื่อหาน กลับกันนางยังยินดีที่จะมอบจุมพิตแรกให้กับเขา แต่เพราะยังไม่ทันได้เตรียมใจที่ถูกจู่โจม เลยทำให้หัวใจนางตื่นตระหนกจนเต้นระส่ำ
ทว่าต่อมาก็กลายเป็ความดื่มด่ำกับจุมพิตหวานล้ำ ที่ปะปนกับรสชาติของสายไหมที่นางเพิ่งทานเข้าไป
หญิงสาวเรียนรู้และเคลิบเคลิ้มกับจุมพิตที่เมิ่งจื่อหานชักนำ แลกเรียวลิ้นสลับเปลี่ยนสำรวจโพรงปากกันและกัน กระทั่งสตินางใกล้หลุดลอย ร่างหนาถึงได้ยอมปล่อยริมฝีปากนางเป็อิสระ
'อื้มม หวาน ข้าชักอยากกินของหวานทุกวันแล้ว' ั์ตาสีนิลมองหญิงสาวที่กำลังเขินอายด้วยแววตารักใคร่ เขาช่วยเช็ดมุมปากสวยให้อย่างอ่อนโยน
หากรู้ว่าการได้จุมพิตนางจะทำให้รู้สึกดีเช่นนี้ เขาคงไม่หักห้ามใจไว้นานถึงเพียงนี้
'อะ แฮ่ม คุณหนูคุณชายทั้งสอง ไม่ทราบสายไหมของทางร้านเราหวานดีหรือไม่ขอรับ'
ลี่หลินเหมือนเห็นภาพตนเองจับมือเมิ่งจื่อหานวิ่งออกจากร้านด้วยความเขินอาย หลังถูกเถ้าแก่ของร้านจับได้ว่าพวกนางจุมพิตกันในร้าน
แต่ผ่านไปชั่วครู่ ภาพเ่าั้ก็จางหายเปลี่ยนเป็ความว่างเปล่า ทำให้นางคืนสติ คิดขึ้นมาได้ว่าเหตุการณ์ดี ๆ เช่นนั้นได้ผ่านไปแล้ว
"ทำไม อยากเข้าไป" จื่อหานเห็นหญิงสาวยืนนิ่งมองร้านขายขนมอยู่พักใหญ่ หลังจากเขาจงใจพูดให้นางเห็น
การที่จางลี่หลินแสดงอาการออกมาเช่นนี้ ต้องเป็เพราะนางจำเื่ราวที่เกิดขึ้นในนั้นได้เป็แน่
"ไม่ละ ข้าอยากกลับจวนแล้ว ป่านนี้ฟาง.."
"ไม่ คืนนี้เราจะไม่กลับจวน"
