ในความเงียบงัดของห้องทำงานผู้บริหารที่ตกแต่งอย่างเรียบหรู แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือแสงสีฟ้าหม่นที่สะท้อนออกจากจอ LED ขนาดมหึมา ที่เพิ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสดความยิ่งใหญ่ของโครงการพลังงานระดับโลกจากเซี่ยงไฮ้จบลงไปเมื่อครู่ ทิ้งไว้เพียงเงาของความทะเยอทะยานที่ยังอวลอยู่ในอากาศ
ชัชวิน เ้าพ่อหนุ่มผู้กุมบังเหียนอิทธิพลมืด นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้หนังแท้สีเข้ม ในท่วงท่าที่สง่างามดุจประติมากรรมชั้นเลิศ ชุดสูทสีดำขลับประดับโซ่คล้องปกรูปสี่เหลี่ยมเพชรทอประกายล้อกับแสงไฟ บน่ไหล่กว้างน่าเกรงขาม แม้ดวงตาจะซ่อนอยู่ภายใต้เลนส์แว่นสีดำสนิท แต่รัศมีแห่งอำนาจที่แผ่ออกมากลับเข้มข้นจนััได้
เขากดรีโมตปิดหน้าจอจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดชั่วขณะ ก่อนที่แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะจะสาดส่องขึ้นมาอีกครั้ง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เคร่งขรึม สายตาพุ่งตรงไปยังบุรุษที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า... อดิศร รัตนาธาร
“นี่เป็เกมที่เราต้องล้มโต๊ะให้ได้...” ชัชวินพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นดุจคำตัดสินปะา “หยงชางน่ะ... เป็เพียงมดปลวกในรังของ CK กรุ๊ป เขาเป็แค่เบี้ยที่รับผิดชอบปลายน้ำในไทย การจัดการคนระดับนั้นก็ไม่ต่างจากการถอนหญ้าหน้าบ้าน”
เ้าพ่อหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางผ่อนคลายแต่สายตาที่จ้องมองอดิศรกลับคมกริบ ชายหนุ่มตรงหน้าเขามีรูปร่างสูงโปร่งราวกับหินอ่อนที่ถูกสลักเสลาอย่างวิจิตร สันกรามคมชัดส่งให้ใบหน้าดูเข้าถึงยากและเต็มไปด้วยความลับ เส้นผมสีดำขลับที่ถูกจัดทรงอย่างประณีตรับกับจมูกโด่งเป็สันพาดผ่านความมุ่งมั่นในดวงตา
“แต่คนคนนี้ต่างหาก คือเป้าหมายที่ผม้าให้พวกคุณกระชากลงมาจากหอคอย”
อดิศรในชุดเชิ้ตสีขาวเรียบง่ายที่เริ่มมีรอยยับย่นตามความเหนื่อยล้าจากการถูกต้อนให้จนมุม เหลือบมองชัชวินด้วยสายตาขุ่นเคืองที่ซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งงัน
“นี่คงเป็หลุมพรางที่คุณตั้งใจขุดไว้ล่อผมมาตลอดสินะ” อดิศรเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงเพรียกจากขุมนรก เขารู้แจ้งแก่ใจว่าการหวนคืนสู่ธุรกิจสีเทาในครั้งนี้คือผลจากกรงขังแห่งอำนาจที่ชัชวินสร้างขึ้นจนเขาไร้ทางเลี่ยง
ชัชวินหัวเราะในลำคอแ่เบา ราวกับกำลังรื่นรมย์ที่เห็นเบี้ยในมือเริ่มตั้งข้อกังขา
“อย่าใช้คำว่าหลุมพรางเลยครับ มันฟังดูไม่เป็มิตรเอาเสียเลย” ชัชวินตอบกลับด้วยถ้อยคำนุ่มนวล “ในเมื่อผมกำลังหยิบยื่นบันไดให้คุณกลับขึ้นไปผงาดบนจุดสูงสุดอีกครั้ง เรียกว่าเป็พันธมิตรจะไม่ดีกว่าหรอกหรือครับ”
เขายกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ “ชื่อเสียงที่คุณสูญเสียไป... ความแค้นที่สุมอยู่ในอก... ทั้งหมดจะถูกชำระอย่างสาสมภายใต้ภารกิจนี้”
แฟ้มเอกสารสีดำสนิทถูกเลื่อนไปตรงหน้าอดิศรอย่างเชื่องช้า ภายในระบุข้อมูลลับที่อาจทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคสั่นะเื
“CK เข้ามาเมืองไทยมาเพื่อกลืนกินลมหายใจของเราทั้งหมด” ชัชวินประสานมือลงบนโต๊ะ ดวงตาฉายแวววาบวับ “เพราะฉะนั้น แทนที่จะเป็ผู้ถูกล่า เรามาร่วมมือกันล่าCK กรุ๊ป... แล้วยึดมันมาเป็ของเราเสียจะดีกว่านะครับ”
ดวงตาของอดิศรไหววูบไปชั่วขณะหนึ่ง ท่ามกลางศักดิ์ศรีที่ถูกท้าทายและความแค้นที่รอการสะสาง ทำให้เขาไม่ได้เอ่ยคำตอบเป็วาจา แต่การที่มือเรียวยาวหยิบแฟ้มนั้นขึ้นมาอย่างช้าๆ คือการประทับตราตกลงในสัญญาสีเืที่แลกมาด้วยอิสรภาพของตนเองเป็ที่เรียบร้อย
ชัชวินกระตุกยิ้มอย่างผู้ชนะ เขารู้ดีว่าเมื่อนักเจรจาผู้ไม่เคยแพ้ตัดสินใจก้าวลงสู่สมรภูมินี้... เกมแห่งอำนาจครั้งนี้จะเปลี่ยนไปตลอดกาล
......................................
ย้อนหลังแบบรวบรัด จากที่มาเริ่มแรกของอดิศรจาก “นิยายเธอคือดอกไม้ของเขา”
อดิศร รัตนาธาร ก้าวเข้ามาในอาณาจักใหม่ของเขาด้วยท่วงท่าที่คล้ายกับราชสีห์ที่เดินตรวจตราเขตแดน เสียงฝีเท้าที่บดลงบนพื้นหินอ่อนดังกังวานในห้องโถงกว้าง ชุดสูทสีเทารับกับ่ไหล่กว้างที่ทำให้มีบุคคลิกเป็ที่น่าเกรงขาม ภายใต้เสื้อนอกนั้นคือเชิ้ตสีกรมท่าเนื้อบางที่โอบรัดไปตามสรีระอันสมบูรณ์แบบ ทุกลมหายใจที่ขยับเขยื้อนเผยให้เห็นความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ ใบหน้าเรียวได้รูปโดดเด่นด้วยสันกรามคมชัดและจมูกโด่งเป็สันรับกับดวงตาคมลึกที่มุ่งมั่นราวกับจะมองทะลุทุกแผนการตรงหน้า
เขาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเรียวยาวค่อยๆ แตะัับนแฟ้มเอกสาร ที่ระบุถึงการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท อดิศร ดิเวลอฟ จำกัด กับ บริษัท ลำนำ พานี จำกัด
ชื่อของเขาคือเครื่องหมายการค้าของความอำมหิต และถูกขนานนามว่าเป็ปีศาจร้ายแห่งวงการลงทุนและการควบรวมธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็อุตสาหกรรมอาหาร การขนส่ง หรืออสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้าน เป้าหมายของเขาคือการไล่ล่าอย่างไม่ลดละ ด้วยแผนการที่ซับซ้อนและเหนือชั้นทำให้เ้าของกิจการที่ว่าเก่งกาจต้องพ่ายแพ้จนหมดตัวมานักต่อนัก
ภายในห้องทำงานสุดหรู อดิศรนั่งไขว่ห้างประจันหน้ากับดนุพงษ์ ชายชราร่างเตี้ยตันในชุดสูทที่รัดแน่นจนเห็นรอยปริแตกตามตะเข็บ บรรยากาศรอบข้างดูร้อนระอุราวกับ่กลางเมษายน แม้เครื่องปรับอากาศจะส่งลมเย็นฉ่ำออกมาเพียงใด แววตาของทั้งคู่ที่ประสานกันกลับเต็มไปด้วยประกายไฟที่พร้อมจะแผดเผาอีกฝ่ายให้มอดไหม้
"ดีจริงนะ... ฉันไม่อยู่แค่ไม่กี่อาทิตย์ ห้องทำงานเดิมถูกรีโนเวทจนไม่เหลือซาก" ดนุพงษ์กวาดสายตาสำรวจอาณาจักรที่เขาเคยด้วยความริษยาที่ซ่อนไม่มิด
"ท่านประธาน... อ้อ! ไม่ใช่สิ อดีตประธาน…" อดิศรเล่นลิ้นพลางเลิกคิ้วอย่างยียวน "คงคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่ผุพังจนกู้ไม่กลับสินะครับ ผมเลยช่วยสงเคราะห์... ทำลายมันทิ้งให้หมดเพื่อเริ่มต้นใหม่"
"ใจคอคับแคบไม่ให้น้ำให้นวลแเื่เลยหรือไง ไม่คิดจะทักทายปราศรัยกันก่อนหรือ มาถึงก็ใส่ไม่ยั้งเลยนะ" ชายชรากัดริมฝีปากแน่นพยายามข่มอารมณ์
"ไม่จำเป็หรอกครับท่านดนุพงษ์" อดิศรตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เพราะทุกวินาทีของผมมีมูลค่ามหาศาล... เกินกว่าจะเสียไปกับการคุยเื่ไร้สาระ"
"มีค่าขนาดที่จะพลาดฟังข่าวดีจากปากฉันเชียวหรือ" ดนุพงษ์แค่นยิ้มอย่างมีเลศนัย
"จะมีข่าวดีอะไร... เทียบเท่ากับการที่ผมขึ้นมาอยู่ในจุดที่คุณเคยอยู่ได้ล่ะครับ" อดิศรผายมือไปรอบห้อง ฉาบใบหน้าด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ทว่าดนุพงษ์กลับะเิหัวใจออกด้วยรอยยิ้มที่เหนือกว่า
"ข่าวดีที่ว่า...คือการเห็นแกตกลงมาจากเก้าอี้ของฉันที่แกแย่งชิงไปด้วยกลโกงยังไงล่ะ" ชายชราหรี่ตาลงพลางขยับเข้ามาใกล้ "ได้ข่าวว่าสัญญาของริมธารไพรสนกับบริษัทไนน์ตี้ไนน์ทัวร์จะหมดลงเดือนหน้า...และดูเหมือนเขาจะไม่ต่อสัญญากับแกแล้วนะ เพราะเขาตกลงเซ็นสัญญากับโรงแรมชมธาราเรียบร้อยแล้ว"
ดนุพงษ์ยกมือขึ้นป้องปากกระซิบด้วยท่าทางกวนอารมณ์ถึงขีดสุด ดูเหมือนว่าน้ำหนักของเื่นี้จะสามารถทำให้ความมั่นใจของอดิศรสั่นคลอนไปได้ เพราะไนน์ตี้ไนน์ทัวร์คือแหล่งรายได้หลักของโรงแรมแห่งนี้
"อ้อ... ลืมบอกไป โรงแรมชมธาราน่ะเป็ของฉันเอง กำลังจะเปิดตัวเดือนหน้า" ดนุพงษ์ชูเอกสารสัญญาขึ้นโอ้อวด "แกก็เตรียมตัวจัดการกับตัวเลขที่กำลังจะดิ่งลงเหวให้ทันก็แล้วกัน... ก่อนที่โรงแรมนี้จะกลายเป็แค่รีสอร์ตกระจอกๆ ที่ไม่มีใครสนใจ"
อดิศรขมวดคิ้วแน่น แววตาสั่นไหวชั่ววูบด้วยความวิตกกังวลที่ปิดไม่มิด ทว่าเขากลับรีบตีหน้านิ่ง กัดฟันกรอดพยายามรักษาสีหน้าของผู้ชนะไว้
"คุณคาดหวังจะให้ผมยอมแพ้เพียงเพราะเื่แค่นี้งั้นเหรอ"
"อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าแกใช้วิธีสกปรกยึดที่นี่มา" ดนุพงษ์โน้มตัวมาข้างหน้า กดเสียงต่ำข่มขวัญ "แต่เสียใจด้วยที่รอบนี้ฉันรู้ทันแกก่อน และตัดหน้าแกไปได้"
………………………
ภายในร้านอาหารเลอทิวเลอร์ที่ตกแต่งอย่างเรียบหรู อดิศรทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุนวมฝั่งตรงข้ามกับกันต์ กันตระลักษณ์ชายหนุ่มร่างสูงในลุคกึ่งทางการสวมสูทสีกรมท่าทับเสื้อยืดในฐานะเ้าของบริษัทออกแบบภายในกันต์ตระลักษ์
“เข้าเื่เลยดีกว่าครับคุณศร... ทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจกลับมาหาบริษัทผม ทั้งที่สัญญาก่อนหน้านี้ถูกปัดตกไปแล้ว” กันต์ถามตรงไปตรงมา
อดิศรกระตุกยิ้ม เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในท่าทางที่ผ่อนคลาย “เพราะรสนิยมของกันต์ตระลักษ์ตอบโจทย์โรงแรมของผม ฝีมือระดับมืออาชีพของบริษัทคุณคือสิ่งที่ริมธารไพรสน้า... ต่อให้ฝ่ายจัดซื้อจะค้านจนหัวชนฝา ผมก็ยืนยันว่าจะต้องเป็คุณ”ด้วยสกิลการเจรจาไม่เป็รองใคร ทำให้กันต์ต้องแอบลอบยิ้ม แต่เขารู้ว่าปากหวานอย่างเดียวก็คงซื้อใจเขาได้ยาก
“น่าแปลกนะครับ ทั้งที่ราคาผมสูงกว่าเ้าเดิมของคุณ…แต่คุณกลับเลือกบริษัทผมงั้นหรือครับ” กันต์อ่านเกมได้ขาดสมกับความเป็ผู้บริหารมืออาชีพ อดิศรยกมุมปากขึ้นแล้วโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
“เงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมครับ... แต่เวลาต่างหากที่เป็ปัญหา” อดิศรหรี่ตาลง ประสานมือไว้บนโต๊ะ “งานนี้ต้องเสร็จภายในเดือนนี้เท่านั้น และถ้าคุณรับปากว่าทำได้... ผมยินดีเพิ่มงบประมาณให้คุณถึงสี่เท่าจากราคาที่คุณเสนอมา”
กันต์ถึงกับชะงัก แววตาที่สงบนิ่งเริ่มสั่นไหวกับตัวเลขมหาศาลที่ถูกโยนลงตรงหน้า แต่นักธุรกิจอย่างเขาย่อมรู้ดีว่าของฟรีไม่มีในโลก “เดือนเดียวมันเป็ไปไม่ได้หรอกครับ ผมต้องพูดตามตรง ผมยังมีสัญญาค้างกับโรงแรมอีกแห่งที่ต้องเร่งส่งงานเหมือนกัน”
“ผมทราบครับ... โรงแรมชมธาราของท่านดนุพงษ์ใช่ไหม” อดิศรดักคอพลางแยกเขี้ยวออกเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ “ผมยินดีจ่ายค่าปรับและค่าเสียเวลาทั้งหมดที่คุณต้องแบกรับจากการทิ้งงานฝั่งนั้น”
“แต่ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทผมล่ะครับ การทิ้งงานกลางคันมันเสียหายมหาศาลนะ” กันต์แย้งอย่างหนักแน่นและไม่มีทางที่เขาจะแลกชื่อเสียงเพียงเพราะยอดเงินที่อีกฝ่ายเสนอมาให้
อดิศรลดเสียงลงต่ำ ั์ตาคมเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกันต์ราวกับกำลังสะกดจิต “นอกจากเงินทอง... ผมยังรู้ว่าคุณกำลัง้าแหล่งทุนเพื่อโปรเจกต์ลับที่คุณจะเปิดตัวปีหน้า และผมสามารถทำให้คุณเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ได้... ลองชั่งน้ำหนักดูสิครับว่าอะไรคุ้มค่ากว่ากัน”
กันต์ถลึงตาขึ้นด้วยความใ อดิศรรู้เื่โปรเจกต์ในธุรกิจใหม่ได้อย่างไร... แต่ข้อเสนอนั้นก็ทำให้เขาต้องหยั่งเชิงถามให้แน่ใจ
“แต่... ผมจะยกเลิกสัญญากับที่นั่นดื้อๆ ไม่ได้ คุณก็ทราบ…เพราะอย่างนั้น คุณพอจะมีทางออกที่แเีกว่านี้ไหมครับ”
อดิศรนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะคลี่ยิ้มเย็นๆ ที่มุมปาก “อื้ม...ถ้าเกิดว่าทางนั้นมีข้อผิดพลาที่ไม่ได้เกิดจากคุณ แต่เกิดจาก โครงสร้างอาคาร…พอจะทำให้คุณยกเลิกสัญญาได้ไหมล่ะครับ”เขากระซิบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ร้ายกาจ “หากโครงสร้างมีปัญหาจนงานตกแต่งต้องล่าช้าออกไปเพื่อรอการแก้ไข คุณก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ และผมก็ได้รับแจ้งมาว่า... อาคารที่นั่นกำลังถูกร้องเรียนเื่มาตรฐานงานก่อสร้าง อีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งจะมีหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบจนงานต้องหยุดชะงักลง….”
………………………
ปุณนรักษ์หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องผู้บริหาร ััได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาห้องนั้น ลางสังหรณ์ร้องเตือนเธอว่า... ความเมตตาไม่ใช่คำนิยามของชายที่ชื่ออดิศร และทุนการศึกษาที่ได้รับอย่างปุบปับนี้ อาจเป็เพียงกรงทองที่ซ่อนกับดักไว้ภายใน
"มาแล้วหรือครับ... คุณปุณนรักษ์" เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ ขยับกายลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานด้วยแผ่นหลังตั้งตรง
“ผมให้ทุนการศึกษาคุณหนึ่งแสนบาท... หวังว่าคงไม่น้อยเกินไปสำหรับอนาคตของคุณนะครับ”
ปลายนิ้วเรียวเลื่อนเช็คเงินสดใบหนึ่งมาวางตรงหน้าเธอ ปุณนรักษ์ก้มมองตัวเลขหกหลักบนกระดาษแผ่นนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง หัวใจกระตุกวูบราวกับเครื่องยนต์ที่หยุดทำงานกะทันหัน
“คุณอดิศร... มอบทุนให้หนูยอดนี้จริงๆ หรือคะ” เธอถามเสียงแ่ พยายามประมวลผลความโชคดีที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ตั้งตัว
ั์ตาของเขาเปล่งประกายวาววับดุจปีศาจร้ายที่กำลังชำแหละเหยื่อ ปุณนรักษ์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายเพื่อตั้งรับกับข้อเสนอที่เธอกลัวจับใจ
“ผมอยากให้คุณนำเอกสารชุดนี้ไปส่งที่บริษัทออกแบบภายในกันต์ตระลักษ์ครับ” อดิศรวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะเสียงดัง ปึ่ก ความจริงเื้ัเงินแสนเริ่มปรากฏชัด...มันคือค่าจ้างวานในงานสีเทาที่เขาไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น
“แค่ส่งเอกสาร... แล้วทุกอย่างก็จบใช่ไหมคะ”ปุณนรักษ์เอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ ทั้งโกรธ และเสียใจในเวลาเดียวกัน อดิศรวางมือทาบไว้บนซองเอกสารแล้วชำเลืองมองเล็กน้อย
“แต่ในเอกสารนั้น... ยังขาดลายเซ็นพยานอีกหนึ่งที่ครับ” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่ชวนให้หนาวสันหลัง ปุณนรักษ์ชะงักมือที่กำลังจะหยิบซองนั้น จ้องมองเขาด้วยความหวาดระแวง
“อย่าทำหน้าเหมือนผมจะลากคุณไปลงนรกแบบนั้นสิครับ” เขาหัวเราะเบาๆ พลางแกะเอกสารออกมาวางกาง พร้อมยื่นปากกาด้ามทองสลักลายวิจิตรมาตรงหน้าเธอ “พยานน่ะ... ตามกฎหมายไม่มีส่วนต้องรับผิดชอบอะไรหรอกครับ แค่เซ็นเป็หลักฐานเฉยๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหามาถึงตัวคุณภายหลัง”
“แค่เซ็นชื่อเป็พยาน... แค่นั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ” ปุณนรักษ์ถามย้ำด้วยเสียงที่สั่นพร่า หวังเพียงเศษเสี้ยวความจริงใจที่อาจจะหลงเหลืออยู่บ้างในดวงตาคมกริบคู่นั้น ทว่าอดิศรกลับเพียงแค่กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย
“ยังมีเอกสารร้องเรียนอีกฉบับครับ...” เขาลดเสียงลงจนทุ้มต่ำ แววตานิ่งลึกจ้องมองราวกับจะเจาะทะลุเข้าไปในหัวใจของเธอ “เื่โครงสร้างอาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน... ของคู่แข่งผมเอง”
ปุณนรักษ์หนาววูบไปถึงกระดูกสันหลัง “เอกสารร้องเรียน... หรือคะ”
อดิศรหรี่ตาลง ค่อยๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย “งานนี้สำคัญมาก และผม้าคนที่ไม่มีตัวตนในสายตาของคนนอกอย่างคุณเป็คนจัดการ เพราะคุณกับผม... เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และคุณเองก็คงไม่อยากสร้างเื่เดือดร้อนให้ตัวเองทั้งที่ยังเรียนไม่จบ... ใช่ไหมครับ”
………………………
ใน่บ่ายคล้อย ความวุ่นวายภายในโรงแรมริมธารไพรสนเริ่มคุกรุ่นขึ้นราวกับูเาไฟที่กำลังจะปะทุ เสียงสบถด่าจากแผนกจัดซื้อดังระงมไปทั่วโถงทางเดิน เมื่อคำสั่งสายฟ้าฟาดเื่การเปลี่ยนบริษัทตกแต่งภายในแบบกะทันหันถูกประกาศออกมา ทว่าท่ามกลางพายุความโกลาหลนั้น... ต้นเหตุของเื่กลับกำลังนั่งละเมียดละไมกับอาหารมื้อเที่ยงอย่างไม่สะทกสะท้าน
ปั้ง!
เสียงฝ่ามือกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเครื่องแก้วสั่นระฆัง ดนุพงษ์ปรากฏตัวขึ้นด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาฆาต ดวงตาสั่นระรัวราวกับจะกินเืกินเนื้อคนตรงหน้า
"เื่ทั้งหมดมันเป็ฝีมือแกใช่มั้ย ไอ้ศร!"
อดิศรไม่ได้สะดุ้งแม้แต่นิดเดียว พลางหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับที่มุมปากอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลูกไฟที่เพิ่งพุ่งมาตกตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย "อ้าว... แวะมาทานอาหารเที่ยงหรือครับคุณดนุพงษ์ เห็นว่ากำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมเปิดโรงแรมใหม่ งานราบรื่นดีไหมครับ"
"แกยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอ! แกใช่ไหม... ที่ส่งเื่ร้องเรียนว่าโครงสร้างตึกของฉันไม่ได้มาตรฐาน" ดนุพงษ์ยกนิ้วชี้หน้าสั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัด
"การเลือกบริษัทก่อสร้าง... มันเป็อำนาจการตัดสินใจของท่านเองไม่ใช่หรือครับ" อดิศรตอกกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือน "หรือท่านจะบอกว่า... ฝ่ายจัดซื้อของท่านทุจริตจนแอบรับบริษัทที่เสนอราคาต่ำกว่าตลาดเข้ามาเอง แต่ก่อนจะอนุมัติ... ท่านก็เป็คนเซ็นชื่อกำกับเป็คนสุดท้ายไม่ใช่หรือครับ"
"ถ้าไม่ใช่แกจะเป็ใคร จู่ๆ ทางตรวจสอบอาคารก็ได้รับเื่ร้องเรียนพร้อมหลักฐานแ่าจนสั่งยุติการก่อสร้างทันที แล้วบริษัทกันต์ตระลักษ์ก็ใช้ช่องว่างนี้มายกเลิกสัญญากับฉันเพื่อไปทำสัญญากับแก แผนการสกปรกแบบนี้... ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะเป็ไอ้หน้าไหน!"
………………………..
ปุณนรักษ์ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบเค้นจนหายใจไม่ออก "แล้ว... หลังจากนี้คุณดนุพงษ์จะเป็ยังไงต่อคะ"
"ก็พังน่ะสิ" กิ่งร่ายยาวเป็ฉากๆ "ต้องเลื่อนเปิดโรงแรม งบซ่อมโครงสร้างก็คงบานปลายจนคุมไม่อยู่ พนักงานที่จ้างมาก็ต้องเคว้งเพราะถูกยกเลิกสัญญา ไหนจะหนี้ธนาคารที่กู้มาอีกล่ะ งานนี้คงหมดเนื้อหมดตัว ไปไม่รอดแน่ๆ"
คำพูดของกิ่งเหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงบนใจของปุณนรักษ์ เธอไม่เคยคิดเลยว่าภารกิจที่เธอมองว่าเป็การส่งเอกสารธรรมดา จะนำพาชีวิตคนนับร้อยและผู้บริหารคนหนึ่งไปสู่จุดจบที่มืดมนเพียงนี้ อดิศรคือเพชฌฆาตที่เืเย็นที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมา
……………………….
“คุณอดิศรคะ มีเื่สำคัญที่หนูต้องแจ้งให้ทราบค่ะ” เสียงของเธอกังวานและชัดถ้อยชัดคำ
อดิศรพยักหน้าช้าๆ ผายมือเป็เชิงอนุญาตด้วยท่าทีสงบ “เชิญครับ”
“หนูจะขอย้ายที่ฝึกงานค่ะ”
จดหมายคำร้องถูกยื่นส่งไปตรงหน้า อดิศรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งสงบฉายแววครุ่นคิดบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง “ย้ายที่ฝึกงานงั้นหรือครับ”
“ไม่ใช่ว่าหนูอยากหนีคุณนะคะ...” เธอเว้นจังหวะเพื่อปั้นแต่งคำลวงที่เตรียมมา “พอดีทางบ้านแจ้งมาว่าคุณแม่ไม่สบายหนักค่ะ หนูจำเป็ต้องกลับไปดูแลท่านอย่างใกล้ชิด เลยต้องขออนุญาตย้ายไปฝึกงานในที่ที่อยู่ใกล้บ้านแทนค่ะ”
อดิศรกระตุกยิ้มมุมปากเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ราวกับยอมรับเหตุผลนั้นแต่โดยดี“น่าเสียดายนะครับ ที่เราต้องเสียนักศึกษาฝึกงานที่มีศักยภาพแบบคุณไปกะทันหัน แต่ในเมื่อเป็ความจำเป็เื่กตัญญู ผมคงขัดศรัทธาไม่ได้... ขอให้คุณแม่ของคุณหายจากอาการเจ็บป่วยโดยเร็วนะครับ และขอให้ที่ฝึกงานแห่งใหม่... เข้ากับคุณมากกว่าที่นี่”
…………………………
เสียงล้อรถสองแถวที่บดไปตามถนนลูกรังค่อยๆ ห่างออกไป ทิ้งให้ปุณนรักษ์ยืนอยู่เพียงลำพังหน้าซุ้มประตูไม้ขนาดใหญ่ที่สลักชื่อสวนส้มภัณธศร เธอสูดลมหายใจรับอากาศบริสุทธิ์ที่เจือไปด้วยกลิ่นไอดินและใบส้มสดชื่นเข้าปอดลึกๆ หัวใจที่เคยหนักอึ้งดุจก้อนหินบัดนี้กลับเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น ภาพเบื้องหน้าช่างงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดในนิยายที่เธอเคยใฝ่ฝัน
“นี่แหละ... ที่เริ่มต้นใหม่ของฉัน” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มที่มาจากใจจริง
………………………….
"รถใครมาจอดน่ะ" กรขยี้ตาพลางเพ่งมองผ่านม่านฝุ่นหนาทึบด้วยความสงสัย
"หรือว่าจะเป็แขกที่เข้าพัก!" พี่นางร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น
ในขณะที่ฝีเท้าหนักแน่นในรองเท้าหนังขัดมันเหยียบย่ำลงบนผืนดิน ก้าวผ่านกลุ่มควันฝุ่นที่ยังไม่จางหาย มุ่งตรงมายังกลุ่มคนที่ยืนรอรับอยู่หน้าออฟฟิศ
"สวัสดีค่ะ โฮมสเตย์ภัณธศรยินดีต้อนรับค่..."
ปุณนรักษ์ค้อมตัวลงไหว้ด้วยกิริยาอ่อนช้อยที่สุดในชีวิต แต่ทว่า... ทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้นเพื่อจะมอบรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กับแขกผู้มาเยือน คำพูดทั้งหมดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ รอยยิ้มนั้นแข็งค้างราวกับถูกสลักไว้กลางอากาศ
"เงียบเชียบดีนะ..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เย็นะเืราวกับเกล็ดน้ำแข็งเอ่ยขึ้น แสงไฟสลัวจากหน้าออฟฟิศทอประกายกระทบใบหน้าคมคายที่ประทับอยู่ในความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดของเธอ ผิวขาวตัดกับเส้นผมสีเข้มและสันกรามคมชัด ดวงตาคู่คมที่ดุจทะเลสาบน้ำลึกทอดมองมาที่เธอด้วยแววตาเย้ยหยัน
ดวงตาของปุณนรักษ์เบิกกว้างด้วยความช็อกสุดขีด ความหวาดกลัวที่เคยสะกดไว้ะเิออกมาจนตัวสั่นเทิ้ม เธอค่อยๆ ถอยหลังหนีโดยสัญชาตญาณ ขณะที่ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทในออร่าแห่งความอันตราย คือ…อดิศรปีศาจร้ายในคราบเทพบุตรปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเธอในตอนนี้
………………………..
ภายในห้องพัก VIP สุดหรูที่ถูกแยกตัวออกมาเป็เอกเทศ บรรยากาศนิ่งสงัดตัดขาดจากโลกภายนอก หญิงสาวร่างระหงเยื้องย่างเข้ามาด้วยท่วงท่าดุจพญาหงส์ สายตาจับจ้องไปที่เบื้องหน้า พบกับอดิศรที่กำลังยืนอยู่ตรงบาร์ลับส่วนตัว แสงไฟสีวอร์มไวท์ทอดตัวลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนอย่างบางเบา
“เื่ที่คุณให้ฉันไปสืบ... เรียบร้อยแล้วนะคะ”
เขาใช้ปลายนิ้วชี้เขี่ยรูปภาพใบหนึ่งออกมา...รูปของดนุพงษ์ ชายวัยกลางคนที่กำลังก้าวลงจากรถหรูด้วยท่าทีรีบร้อน
“เขาไม่ได้หนีออกไปนอกประเทศจริงๆ สินะ” อดิศรเอ่ยถาม
“ใช่ค่ะ เขายังอยู่ในประเทศ... และดูเหมือนว่าเขากำลังกบดานเพื่อวางแผนทำการใหญ่ที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงเลยล่ะ” เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ แววตาที่ทอดมองมาซ่อนเร้นความลับที่ทำให้อดิศรต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“การใหญ่งั้นหรือ”
หญิงสาวจิบไวน์ช้าๆ ก่อนจะขยิบตาให้อย่างเป็ต่อ “โปรเจกต์ั์ที่มีนอมินีจีนหนุนหลังอยู่เื้ัค่ะ” เธอใช้นิ้วคีบรูปอีกใบแล้วผลักส่งให้เขา อดิศรแตะภาพใบนั้นไว้ได้ทันท่วงที ปรากฏภาพชายวัยกลางคนผิวขาว ตาชั้นเดียว ในชุดสูทสีดำสนิทที่กำลังจับมือกับกลุ่มผู้นำอิทธิพลในจีน
“นอมินีคนที่ว่า... มีพาวเวอร์แค่ไหน” อดิศรประเมินสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตัวเป้งระดับเอเชียเลยล่ะค่ะ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือเป้าหมายของพวกเขาคือการล้มนักธุรกิจคนไทยให้จมดิน รวมทั้งคุณก็เป็หนึ่งในนั้น” หญิงสาวเปลี่ยนท่ามาเป็เท้าคาง จดจ้องชายหนุ่มด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำเตือน “ทางนั้นเดินเกมแยบยลกว่าที่คิดนะคะคราวนี้”
“เกมที่ว่านั่นคืออะไร” อดิศรทวนถาม เสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงไปด้วยความกดดัน
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “พวกเขาจะเข้าทางเ้าพ่อชัชวินค่ะ เพื่อใช้บารมีของท่านเป็ใบเบิกทางในการกวาดซื้อกิจการในไทย และถ้าพวกเขาสานสัมพันธ์สำเร็จเมื่อไหร่... คุณก็จะกลายเป็แค่มดตัวเล็กๆที่พวกเขาจะบี้ทิ้งตอนไหนก็ได้”
…………………….
ริมแม่น้ำอันกว้างใหญ่ อดิศรในชุดสูทกำมะหยี่สีน้ำตาลเนื้อละเอียดก้าวเข้าสู่ "Love Cry Gallery" ร้านไวน์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟที่ตกแต่งภายใต้คอนเซ็ปต์ดวงดาวแห่งรัตติกาล ภายในร้านอาบไล้ด้วยแสงไฟวอร์มไลท์สลัวๆ สะท้อนกับเฟอร์นิเจอร์หรูหราและพื้นไม้เข้มเคลือบเงา เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงแ่เบาเคล้าไปกับเสียงคลื่นกระทบฝั่งแว่วมาตามลม อดิศรเดินผ่านโถงทางเดินที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอมแนว Woody & Musk ที่ให้ความรู้สึกซับซ้อนและมีรสนิยม จนกระทั่งเขาหยุดยืนอยู่ใต้แสงไฟสลัวที่ทอดผ่านเพดานลงมายังพื้นไม้ปาร์เกต์
“สวัสดีครับคุณชัชวิน ยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบครับ” อดิศรกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบอย่างนุ่มนวล เขาขยับตัวยื่นมือออกไปเพื่อแสดงไมตรีต่อบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเวลานี้... เ้าพ่อชัชวิน เทียนนาณพ
อดิศรไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ได้ทีก็รีบเปิดฉากโอกาสทางธุรกิจทันที ชัชวินวางแก้วไวน์ลงแล้วช้อนตาขึ้นมองภายใต้เลนส์สีเข้ม “เทรนด์พลังงานไฟฟ้ากำลังมาแรงก็จริง... แต่ข้อมูลที่คุณไปสืบมาอาจจะคลาดเคลื่อนไปนิด”
ชัชวินยิ้มเย็นๆ อย่างเชือดเฉือน “ผมไม่ได้สนใจแค่พลังงานไฟฟ้าครับ... แต่สิ่งที่ผม้าคือพลังงานที่ไม่มีขีดจำกัด พลังงานที่จะทำให้ผมกลายเป็เ้าตลาดโลกแต่เพียงผู้เดียว นี่ต่างหากคือโปรเจกต์ที่มหาอำนาจหลายประเทศกำลังจ้องตาเป็มัน”
อดิศรหุบยิ้มลงเล็กน้อย ตั้งรับทางวาจานี้อย่างมีสติ “แต่คุณคงไม่ลืมใช่ไหมครับ ว่าในธุรกิจนี้ยังมีกลุ่มคนตัวใหญ่จากหลายประเทศที่คิดแบบเดียวกับคุณ... การจะขึ้นเป็เ้าตลาดโดยไร้พันธมิตรที่แข็งแกร่ง อาจจะเป็เื่ที่ยากเกินไปสักนิด”
ชัชวินฉีกยิ้มเ้าเล่ห์กลับไป ถือเป็การลงหมัดฮุกที่รวดเร็ว เขายืดตัวนั่งตัวตรงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอดิศร “ในเมื่อสิ่งที่ผมคาดหวังมันยิ่งใหญ่ระดับโลกขนาดนี้... ทำไมผมต้องร่วมมือกับนักธุรกิจที่เป็แค่ปลายน้ำเล็กๆ อย่างคุณด้วยล่ะครับ”
คำพูดที่เหยียดหยามตรงไปตรงมาทำให้อดิศรนิ่งขรึมไปชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศรอบกายพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที “ดูเหมือนว่า... ดนุพงษ์และนักลงทุนชาวจีนกลุ่มนั้นคงจะเสนอเงื่อนไขที่น่าพึงพอใจให้คุณแล้วสินะครับ”
อดิศรเลิกคิ้วและสบตาอย่างแน่วแน่ รู้ดีว่าชัชวินไม่มีทางนัดพบเขาเพียงเพื่อจะมาเหยียดหยามเล่นๆ
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ มหาอำนาจระดับนั้นยากที่จะปฏิเสธจริงๆ” ชัชวินตอบกลับอย่างสงบนิ่งจนอดิศรอ่านเกมไม่ออก
“ถ้าอย่างนั้น... ในสายตาเ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ที่มองว่าผมเป็เพียงปลายน้ำ คุณยังเล็งเห็นค่าอะไรในตัวผมถึงได้ยอมสละเวลามานั่งจิบไวน์กลางแม่น้ำกับผมในวันนี้ครับ” อดิศรหยั่งเชิงถามกลับอย่างเปิดเผย
“ปลายน้ำ... ถ้าคิดจะเป็เพียงปลายน้ำ มันก็เป็ได้แค่นั้น แม้จะให้ประโยชน์ต่อผู้คนแต่มันก็ไร้ซึ่งอำนาจในการควบคุมต้นน้ำ แต่ถ้าคิดจะเป็แค่ต้นน้ำ ก็จะเป็ได้เพียงต้นน้ำที่หยิ่งผยองว่าตนกำหนดทุกอย่างไว้ในกำมือ จนกลับลืมคิดว่าไปว่าถ้าขาดปลายน้ำไป ต้นน้ำจะมีประโยชน์อะไร...”
เ้าพ่อหนุ่มขยับรอยยิ้มเย็นเยียบ แววตาภายใต้เลนส์สีเข้มดูราวกับพญามัจจุราชที่กำลังกางตาข่ายดักเหยื่อ “แต่ถ้าได้เป็แม่น้ำทั้งสายล่ะ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมปรารถนา มันทั้งยิ่งใหญ่และง่ายต่อการควบคุมแต่เพียงผู้เดียว”
อดิศรรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน ชัชวินไม่ได้้าเพียงแค่เป็หุ้นส่วนธุรกิจ แต่เขา้าอยู่เหนือทุกคน แม้แต่ั์ใหญ่อย่างหยงชางนอมินีจากแดนัก็ไม่อาจต้านทานต่อข้อเสนอนี้ได้
“แต่มันไม่ง่ายอย่างที่พูดหรอกนะครับ” อดิศรพยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด “เกมนี้มันอันตรายเกินไป กลุ่มอิทธิพลทางนั้นมีเขี้ยวเล็บรอบทิศทาง ถ้าพวกเขาคิดจะบีบเราขึ้นมา... แค่กระดิกนิ้วเดียว คุณคิดว่าเราจะเอาอยู่หรือครับ”
อดิศรคือนักธุรกิจที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมและไหวพริบเพื่อความอยู่รอด แต่ชัชวินคือคนที่ใช้ทั้งอำนาจมืดและเม็ดเงินมหาศาลเพื่อสะกดทุกอย่างให้สยบแทบเท้า วิธีการของทั้งคู่จึงต่างกันราวฟ้ากับเหว
“พอดีผมเป็พวกประเภทชอบแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้ายที่อันตรายด้วยสิครับ” ชัชวินฉีกยิ้มเชือดเฉือน “คนบางคน... มักหลงระเริงว่าตัวเองอยู่เหนือทุกสิ่ง แต่พอเอาเข้าจริง กลับอยู่ต่ำเพียงแค่นี้เอง”
เขาพูดพลางชี้นิ้วลงที่ปลายเท้าของตนเองอย่างจงใจเหยียดหยาม อดิศรกำหมัดแน่น ความโกรธแค้นแล่นขึ้นมาจนหน้าสั่น ทว่ากลับต้องข่มอารมณ์ สูดลมหายใจลึกเพื่อสะกดกลั้นความแค้นไว้ในส่วนลึกที่สุด
ชัชวินจับสังเกตอาการนิ่งงันของอดิศรออกทุกอย่าง รู้ว่าพายุอารมณ์ในใจอีกฝ่ายกำลังปั่นป่วนเพียงใด ก่อนจะวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะท่ามกลางความเงียบ “ลองเอาไปคิดให้ดีว่านัดผมในวันนี้ คุณพร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้ามาในโลกของผม หรือถ้าเห็นว่ามันเสี่ยงเกินกว่าขีดจำกัดคุณจะรับไหว ก็แค่ถอยออกไปเสียแต่วันนี้”
……………………………………
“เห็นข่าวอดิศรที่เกิดขึ้นเมื่อวานแล้วใช่ไหมคะ” เปรมนิตเปิดประเด็นเสียงเรียบเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังขะมักเขม้นกับการอ่านข่าวฉาวที่พลิกกลายเป็ข่าวชื่นชมอย่างเอาเป็เอาตาย
ดนุพงษ์แบะปากออกด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะช้อนสายตาขุ่นเคืองมองหล่อน “มันก็ชอบเอาหน้าออกแสงเพื่อสร้างกระแสอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วนี่... คงจะตีปีกดีอกดีใจที่ชื่อของตัวเองไปปรากฏอยู่ในรายชื่อคำค้นหายอดนิยมอันดับหนึ่งในตอนนี้”
เปรมนิตโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย หรี่ตาลงอย่างมีเลศนัย “มันไม่ได้มีแค่เื่ที่มันเสนอหน้าออกสื่อเพื่อเป็พระเอกขี่ม้าขาวอย่างเดียวหรอกค่ะ...”
ดนุพงษ์เลิกคิ้วสูง “ทำไม”
หญิงสาววางแก้วกาแฟลงบนจานรองอย่างเบามือ ชำเลืองมองซ้ายขวาอย่างระมัดระวังประหนึ่งเกรงว่ากำแพงจะมีหูประตูจะมีตา ก่อนจะลดเสียงลง“ก็ยายเด็กนั่นน่ะ... เด็กนักศึกษาฝึกงานที่เคยอยู่ที่โรงแรม แล้วจู่ๆ ก็ชิงลาออกไปดื้อๆ อ้างว่าต้องย้ายที่ฝึกงานกลับไปอยู่ใกล้บ้าน แต่สุดท้ายกลับไปโผล่ที่สวนส้มของพ่อไอ้อดิศร... คุณคิดว่าเป็เื่บังเอิญเหรอคะ”
เปรมนิตตอบรับอย่างไม่สะทกสะท้าน “อดิศรชอบเลี้ยงศัตรูไว้ในระยะที่มองเห็น หรือไม่ก็ต้องผลักไสออกไปให้ไกลจนเอื้อมไม่ถึง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่ายายเด็กปุณนรักษ์นั่นพยายามจะหนี แต่มันกลับเป็คนวางแผนหลอกล่อให้เด็กนั่นกลับไปอยู่ในอาณัติตัวเอง แปลว่ายายเด็กนั่นต้องมีผลประโยชน์บางอย่างกับมันแน่”
“หรือว่าเด็กนั่นจะกุมความลับอะไรของมันไว้”
คำถามของเปรมนิตทำให้ความทรงจำเมื่อไม่กี่เดือนก่อนผุดขึ้นมาในหัว นึกถึงภาพเด็กสาวร่างบางที่ถือซองสีน้ำตาลออกจากห้องทำงานของอดิศรด้วยท่าทางลนลาน อ้างว่าเป็เอกสารส่งไปรษณีย์ และหลังจากนั้นเพียงไม่นาน... บริษัท กันต์ตระลักษ์ก็ฉีกสัญญาฉบับสำคัญกับดนุพงษ์อย่างไร้เยื่อใย
“ซองสีน้ำตาลนั่น...” เปรมนิตครางชื่อเอกสารนั้นออกมาเบาๆ “แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วัน บริษัทกันต์ตระลักษ์ก็หักหลังเรา มิหนำซ้ำยังมีหน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบตึกของคุณดนุพงษ์ทันที”
เปรมนิตเบิกตากว้าง สบตากับอดีตประธานตรงหน้าอย่างจังงัง “ฉันมั่นใจค่ะ! เื่นี้ต้องมีเงื่อนงำแน่นอน อดิศรกับยายเด็กนั่นต้องร่วมมือกันทำลายคุณแน่ๆ ยายเด็กนั่นอาจจะเป็ตัวประสานงานลับๆ หรือไม่ก็เป็คนส่งหลักฐานสำคัญให้กับพวกกันต์ตระลักษ์”
“ยายเด็กคนนั้นคือสาเหตุของความพังพินาศทั้งหมดของฉันงั้นเหรอ” ดนุพงษ์คำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าด้วยความโกรธ
“ฉันว่าใช่แน่ๆ ค่ะ คุณพอจะมีนักสืบที่ไว้ใจได้ไหมคะ เราต้องขุดรากถอนโคนยายเด็กนี่และอดิศรให้ได้” เปรมนิตกอดอกแน่น
ดนุพงษ์ขบกรามจนเป็สันนูน ในมือกำหมัดแน่น “ถ้าเป็ความจริง... ฉันไม่มีทางปล่อยยัยเด็กนั่นไว้แน่ กล้าดียังไงมาทำกับคนอย่างฉันขนาดนี้!”
……………………………
ดนุพงษ์ตวาดลั่นพลางชี้นิ้วกร้าวใส่เลนส์กล้อง น้ำเสียงแหบพร่านั้นเจือไปด้วยความเคียดแค้นอย่างสุดแสนจากการสูญเสียเม็ดเงินระดับหมื่นล้าน เพียงเพราะแผนการสกปรกที่ถูกวางเอาไว้จากปีศาจนักควบรวมธุรกิจ
“คุณมีหลักฐานยืนยันไหมคะว่าคุณอดิศรคือผู้อยู่เื้ัเื่ทั้งหมดนี้” นักข่าวสาวคนหนึ่งแทรกถามพลางยื่นไมโครโฟนเข้าไปใกล้ ราวกับ้าขยี้รอยแผลให้เปิดกว้าง
ดนุพงษ์เค้นยิ้มเหยียด มือที่สั่นเทาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาชูเด่นกลางแสงแฟลช บนหน้าจอแสดงคลิปวิดีโอสั้นๆ ภาพที่ปรากฏคืออดิศร รัตนาธาร กำลังนั่งสนทนากับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทกันต์ตระลักษ์ในมุมมืดของร้านอาหารหรู
“นี่ไงครับหลักฐาน” เขาประกาศเสียงก้อง “เขาแอบไปดีลลับหลัง ก่อนจะกุหลักฐานเท็จขึ้นมาสับขาหลอกผม จนบริษัท ลำนำ พานี ต้องพังพินาศ อดิศรมันอำมหิตถึงขั้นใช้นักศึกษาฝึกงานตาดำๆ เป็หมากเดินเื่ทั้งหมดเพื่อล้างบางผม!”
เขากวาดตามองเหล่านักข่าวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยไฟแค้น “เขาคือบุคคลอันตรายที่ซ่อนตัวอยู่เื้ั... เป็ปีศาจที่ทำลายชีวิตคนอื่นอย่างน่าไม่อาย”
……………………….
อดิศรเดินเข้ามาในห้องประชุมยามเช้าด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด เหล่ากรรมการหุ้นส่วนต่างรอคอยคำอธิบายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใจจดจ่อ หลังจากที่ดนุพงษ์ได้แฉว่าอดิศรอยู่เื้ัการกลั่นแกล้งทางธุรกิจที่ทำให้ฝ่ายเขาเสียหายหนัก ส่งผลให้โรงแรมและบริษัทในเครือได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
“ผมต้องขออภัยกับเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมด และพร้อมดำเนินการสืบสวนเื่ที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน”
“ยังไงก็ต้องมีการตรวจสอบว่าคุณได้กระทำดังที่ฝ่ายนั้นกล่าวจริงหรือไม่ การที่คุณเป็หุ้นส่วนใหญ่ก็ใช่ว่าจะตรวจสอบไม่ได้”
หล่อนกล่าวพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างจับผิด อดิศรทำได้เพียงนิ่งรับข้อเสนอของเหล่ากรรมการหุ้นส่วนที่ต่างคล้อยตามไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด
“ทางที่ดีตอนนี้คุณหยุดหน้าที่ตรงนี้ชั่วคราวดีกว่านะ ไม่อย่างนั้นโรงแรมนี้จะต้องเจ๊งไปก่อนแน่” กลุ่มกรรมการบริหารที่เคยอยู่ฝ่ายเขาเสริมขึ้น อดิศรเหลือบมองไปทางเหล่าผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากการแบ่งเค้กในอดีต แต่ทว่าวันนี้กลับพร้อมเหยียบย่ำให้จมดิน
………………..
“สวัสดีค่ะ สวนส้มภัณธศรยินดีต้อนรับค่ะ” ปุณนรักษ์กล่าวพร้อมเงยหน้าขึ้นมาแล้วส่งยิ้มหวาน บุคคลที่หล่อนได้พบในเวลานั้นเป็ชายร่างสูงเด่นสง่า สวมแว่นตากันแดดสีดำรับกับจมูกโด่งเป็สัน มีออร่าที่แผ่ออกมาอย่างน่ายำเกรง
“ผมเป็คนจองที่นี่เองครับ” ชัชวินเอ่ยบอกเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม สายตาที่จดจ้องมาที่เธอ ทำให้หญิงสาวรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวราวกับถูกแช่แข็งในอากาศเย็นเฉียบ
“ระหว่างที่ขับรถผ่านอ่างเก็บน้ำ ผมเห็นทุ่งดอกไม้ชวนให้หลงใหลกับสีสันอยู่ไม่น้อย แต่ก็มีบางสิ่งที่ทำให้ผมสงสัยนิดหน่อยครับ” เ้าพ่อชัชวินกล่าว หางตาคมกริบเหลือบมองปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้าเพื่อดูว่าเธอจะตอบสนองต่อคำพูดกำกวมของเขาอย่างไร
“ผมเห็นผีเสื้อที่โบยบินอยู่ในทุ่งดอกไม้ครับ จู่ ๆ ผมก็คิดสงสัยว่าสองสิ่งนี้เป็สิ่งที่คู่กันได้จริงหรือเปล่าครับ” ชัชวินกล่าวพร้อมกับจ้องมองปฏิกิริยาของปุณนรักษ์อย่างพิจารณา นี่คืออีกหนึ่งวิธีที่เขาใช้ลองเชิงเพื่อดูว่าเธอจะตอบสนองต่อคำถามเชิงปรัชญานี้อย่างไร
“ผีเสื้อที่ดูเหมือนว่าจะเป็มิตรกับดอกไม้ แต่ที่แท้ก็เป็ศัตรูกันค่ะ” ปุณนรักษ์ตอบเ้าพ่อหนุ่มอย่างฉะฉาน “เพราะอะไรน่ะหรือคะ ผีเสื้อแสนสวยที่บินวนอยู่ในสวนดอกไม้ที่ผู้คนต่างหลงใหล คือหายนะของดอกไม้ไงคะ”
“ทำไมถึงเป็อย่างนั้นล่ะครับ ทั้งที่ผีเสื้อที่แสนสวย ก็ย่อมคู่กับดอกไม้ไม่ใช่หรือครับ” เขาหยั่งเชิงอีกฝ่ายถึงความหมายที่เธอก็้าจะสื่อสารอย่างแท้จริง
“เพราะผีเสื้อไม่ใช่ผึ้งที่จะผสมเกสรให้ดอกไม้เพื่อเป็ประโยชน์ต่อการขยายพันธ์ุ แต่ผีเสื้อที่ดูเหมือนจะเป็มิตรนั้นกลับกลายเป็ศัตรูตัวฉกาจของดอกไม้ ที่เข้ามาเพื่อสูบผลประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะมันไม่ได้แค่เพียงมาเอาน้ำหวานของดอกไม้เฉย ๆ แต่มันกำลังทำลายดอกไม้สวย ๆ ในอีกไม่นาน” หญิงสาวกล่าว ชัชวินหัวเราะหึ ๆ แล้วผายมือไปที่เธอ
"เพราะดิฉันเห็นถึงความเป็จริง เ้าผีเสื้อไม่ได้ดอมดมดอกไม้ด้วยความรัก แต่มันกำลังหาที่วางไข่ต่างหาก และอีกไม่นานลูก ๆ ของมันก็จะฟักออกมาเป็หนอนแล้วมากัดกินดอกไม้แสนสวยงาม จนไม่เหลือชิ้นดี ส่วนตัวมันก็ห่อตัวอยู่ในใบไม้แล้วก็รอคอยที่ออกมาโบยบินเป็ผีเสื้อที่จะไปหาผลประโยชน์จากดอกไม้ดอกอื่นอีกต่อไป”หล่อนอธิบายราวกับกำลังเปรียบเปรยถึงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตจริง ชัชวินได้ฟังก็ยกนิ้วชันปลายคางของตนเองถึงแม้สายตาจะจับจ้องหญิงสาวไม่วางตา
“งั้นเราควรจะทำอย่างไรดีล่ะครับ เพื่อที่จะกำจัดผีเสื้อครับ” ชัชวินรอฟังคำตอบของเธอด้วยใจจดจ่อราวกับ้าอ่านทุกความคิดที่ซ่อนอยู่เื้ัคำพูดของเธอ
"กำจัดไม่ได้หรอกค่ะ ธรรมชาติได้สร้างให้มันมีวัฏจักรเป็แบบนั้น นอกเสียจากตรงนั้นจะไม่มีทุ่งดอกไม้ และก็ไม่มีผีเสื้อ” หญิงสาวช้อนตามองเขาด้วยความกล้าหาญ ชัชวินในใบหน้าที่เรียบนิ่งไม่โต้ตอบหรือแสดงความเห็นแต่อย่างใด หล่อนจึงรีบกระโจนเข้ารุกล้ำทางความคิดในทันที
“เปลี่ยนเป็ทุ่งหญ้าดีไหมคะ” หล่อนกล่าวพร้อมกับยกมุมปากขึ้นอย่างเ้าเล่ห์ ที่กำลังเสนอทางออกให้กับอีกฝ่ายอย่างที่คาดไม่ถึง ชัชวินยกหางคิ้วขึ้นรอฟังอย่างตั้งใจ ไม่คิดว่าเธอจะเสนอแนวทางที่แตกต่างอย่างมีชั้นเชิงเช่นนี้
“จุดประสงค์ของคุณก็แค่้าพื้นที่กว้าง ๆ เพื่อเป็สถานที่พักผ่อน ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด ทุ่งหญ้าก็เป็สิ่งนั้นให้คุณได้เหมือนกัน แถมยังไม่ต้องลงทุนกับการดูแลทั้งดอกไม้ และผีเสื้อ ก็ได้ตามสิ่งที่้าได้เหมือนกัน”
“งั้นผมก็คงไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป…” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับยืดตัว สายตาเปลี่ยนเป็จริงจังและเฉียบขาด ขณะที่นักศึกษาฝึกงานสาวข่มใจให้นิ่งแล้วเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มหวานราวกับวางเฉยต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยใจที่นิ่งสงบ
“ที่คุณทำทั้งหมดนี้ เป็เพราะคุณอดิศรวานให้มาโน้มน้าวใจผมหรือ” เขากดเสียงลงต่ำพร้อมกับจับจ้องมองเธอด้วยสายตาที่คาดคั้นราวกับจับผิด หญิงสาวสบตาแน่นิ่งแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทั้งที่กำอุ้งมือไว้แน่นแต่ก็ยังสั่นรัว ทำใจดีสู้เสือ
“เปล่าค่ะ” หล่อนตอบอย่างฉะฉานและสื่อสารกับเขาด้วยสายตาที่แน่วแน่อย่างสัตย์จริงเพราะสิ่งที่เธอทำทั้งหมดนี้มาจากการตัดสินใจของตนเองโดยไม่ได้รับการร้องขอจากผู้ใดทั้งสิ้น
“เป็ความคิดของหนูฝ่ายเดียว ที่อยากขอร้องให้คุณร่วมมือกับคุณศรค่ะ” หญิงสาวพูดเร็วโดยไม่เว้นลมหายใจ สายตาจรดมองไปยังเงาของตนเองที่สะท้อนผ่านแว่นตาดำของเ้าพ่อหนุ่ม
ชัชวินยกมือกอดอก ทอดมองอีกฝ่ายราวกับใช้ความคิด
"งั้นก็แปลว่า ผมกับอดิศรเราก็ต่างมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันสินะ" เขากล่าว พลางเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย
“ถ้าหากว่าผมให้โอกาสกับทางคุณอดิศร ก็เท่ากับว่าพวกเราก็ต่างสมประโยชน์ร่วมกันแล้วสิ” เ้าพ่อหนุ่มเอียงตัวมาด้านหน้าพร้อมกับยกมุมปากขึ้นอย่างมีเลศนัย ขณะที่ปุณนรักษ์ขมวดหัวคิ้วเข้าหากันแล้วเขยิบออกห่างเล็กน้อย
“คะ”
ชัชวินยิ้มกึ่งขันแล้วเอียงหน้านิด ๆ เมื่อเห็นสีหน้าของหล่อนที่ไม่สู้ดีนัก “เรียกว่าข้อแลกเปลี่ยนถึงจะถูก ในเมื่อคุณขอร้องให้ผมช่วยเหลือเ้านายของคุณ งั้นคุณก็ต้องแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนาสิ” รอยยิ้มที่เยือกเย็นเผยอออกอย่างเชือดเฉือน ปุณนรักษ์พิงหลังลงพนักเก้าอี้แล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน
“ข้อแลกเปลี่ยนงั้นหรือคะ” เธอทวนคำด้วยน้ำเสียงที่เบาค่อย ชัชวินเลื่อนมองริมฝีปากบางของเธอที่ในเวลานี้ช่างซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด
“ปกติผมไม่ทำประโยชน์ให้ใครฟรี ๆ หรอกนะครับ” เขากล่าวด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง แต่ทว่ากลับทำให้เธอชาวูบไปทั้งตัวด้วยโทนเสียงที่เฉียบขาดแต่ก็ยังคงความนุ่มอย่างเยือกเย็น
“บางคนก็ยอมแลกแม้กระทั่งชีวิตเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนา บางคนก็ยอมแลกด้วยเงินทองและตำแหน่ง” เขาเกริ่นพร้อมกับเอียงหน้ามองเธอ
“แล้วคุณล่ะ มีข้อแลกเปลี่ยนอะไรที่จะเสนอดีล่ะ” คำพูดแสนเรียบง่ายแต่แววตาที่จรดมองช่างเยือกเย็นราวกับยมทูตที่มารอพรากชีวิตไปจากเธอ ปุณนรักษ์อ้ำอึ้งไม่อาจขยับปากออกได้แม้แต่วินาทีเดียว รังสีอำมหิตที่อยู่รอบตัวของเขาทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้าจะปากแจ๋วเหมือนครั้งแรก ๆ
“ผมชอบมองคนที่ปรารถนาดีต่อกัน ต้องจากลากันด้วยสิครับ” เขากล่าวแล้วลดมือลงมาวางอยู่บนหัวเข่าที่ไขว่ห้างอยู่ในขณะนั้น ขณะที่หญิงสาวรับฟังอย่างตั้งใจโดยไม่แม้แต่กะพริบตา
“ถ้าหากผมอยากให้คุณกับเขาไม่ได้พบเจอกันอีก" ชัชวินเว้น่ไว้เพียงครู่สบตากับเธอที่ค่อย ๆ ถอนรอยยิ้มออกไปจากใบหน้าของเธออย่างช้า ๆ ซึ่งทำให้เ้าพ่อหนุ่มรับรู้ได้ว่าอดิศรมีความสำคัญต่อเธออย่างที่คิดไว้แต่แรก
“จะยอมแลกไหมล่ะครับ” เขาถามทิ้งท้ายด้วยความท้าทาย
………………………..
"ถ้าหากคุณคิดถึงผม ก็ทิ้งข้อความไว้ได้ ผมจะพยายามตอบคุณนะ"
เสียงของอดิศรยังคงก้องสะท้อนอยู่ในภาพความทรงจำ เป็ประโยคทิ้งท้ายที่เขาได้บอกเธอก่อนที่จะหายไป หญิงสาวเปิดข้อความสนทนากับเขาที่ได้พูดคุยกันไม่นานมานี้ เป็เพียงคำบอกเล่าสั้น ๆ ที่เขาทิ้งไว้ก่อนที่จะเริ่มห่างหายไปด้วยภารกิจที่แสนหนักอึ้ง
การรอคอยใครสักคนด้วยความรักนั้น ใน่วินาทีแรกช่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่อยากรู้อยากเห็นถึงจิตใจที่มั่นคง เปี่ยมด้วยความปรารถนาที่จะได้อีกฝ่ายด้วยฝันอันแสนสวยงาม แต่ทว่าการรอคอยที่ถูกกัดเซาะด้วยกาลเวลานั้นกลับถูกกลืนกินไปด้วยความหวั่นไหว ความมั่นคงกลับกลายเป็ความกลัวที่เกาะกุมเข้ามาในจิตใจ
นานแค่ไหนแล้วนะ หนึ่งเดือนงั้นหรือ หรือว่ากำลังย่างเข้าเดือนที่สาม แต่ฉันไม่มีวันลืมหรอก นี่กำลังย่างเข้าเดือนที่หกแล้วต่างหาก
