การที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนออกเดินทางมายังมหาทวีปชางอู๋หลิงเป็เื่ที่เสี่ยงอันตรายยิ่งยวด เมื่อใดที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนไปจากมหาทวีปิเจี้ยนเทียน ศัตรูที่พวกเขาเผชิญมิใช่แค่หอสุราลัยแห่งมหาทวีปชางอู๋หลิง หากยังมีสำนักปีศาจจากมหาทวีปป่าเถื่อน และนิกายพุทธจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ
หลังจากที่สั่งสมพลังมานานหลายปี ความแข็งแกร่งของขุนเขากระบี่เทียนหยวนเรียกได้ว่าอยู่จุดสูงสุดแล้ว ทว่าถึงอย่างนั้นแล้วสามขุมพลังอำนาจก็ไม่มีขุมพลังอำนาจใดที่อ่อนแอกว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวน ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่สามขุมพลังอำนาจร่วมมือกันมาดหมายทำลายขุนเขากระบี่เทียนหยวน
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนเกาะหลัวโหว โบราณสถานยุคดึกดำบรรพ์นานเกินไป พวกเขาได้ของล้ำค่าต่างๆ มากมายมาจากเกาะหลัวโหว ซึ่งนั่นทำให้สามขุมพลังอำนาจอิจฉาเป็อย่างมาก
ถึงแม้สามขุมพลังอำนาจจะฉกฉวยสมบัติดึกดำบรรพ์จากขุนเขากระบี่เทียนหยวนได้ ทว่าสิ่งที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนได้รับนั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
อีกทั้งศิลาโลหิต สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับขุมพลังอำนาจ ขุนเขากระบี่เทียนหยวนไม่เคยนำออกมาเลย
เมื่อไม่มีศิลาโลหิต ขุมพลังอำนาจทั้งสามจึงไม่สามารถผนึกปราณหยุดอายุขัย พวกเขาทำได้เพียงเฝ้ามองผู้าุโในขุมพลังอำนาจของตัวเองหมดสิ้นอายุขัยไปทีละคนอย่างสิ้นหวัง
พวกเขาเ่าั้คือเสาหลักที่มีผลกระทบอย่างมากต่อขุมพลังอำนาจ
หลังจากยุคสมัยดึกดำบรรพ์ล่มสลาย หินโลหิตก็กลายเป็สมบัติล้ำค่าในทวีปเฉียนหยวน มีเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถขุดหาหินโลหิต ซึ่งหินโลหิตที่ขุดได้ในทุกปีมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความ้าของผู้ที่้าผนึกปราณหยุดอายุขัย
ทว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนที่มีเกาะหลัวโหวใน ทุกครั้งที่เข้าไปในเกาะ พวกเขาจะได้หินโลหิตมาเป็จำนวนมหาศาล สามารถนำมาใช้ผนึกปราณหยุดอายุขัยให้กับผู้เยี่ยมยุทธ์ที่อยู่ในสำนักได้
ดังนั้นเมื่อขุนเขากระบี่เทียนหยวนทำา พวกเขาจึงมีขั้น์ปฐีมากมาย หรือกระทั่งขั้นนิพพาน ซึ่งเป็จอมยุทธ์ที่อยู่มาั้แ่สมัยดึกดำบรรพ์
ตอนนี้ศัตรูที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนต้องเผชิญไม่ใช่แค่หนึ่งในสามขุมพลังอำนาจ แต่เป็พวกเขาทั้งหมด ขุมพลังอำนาจอื่นๆ ในทวีปเฉียนหยวนก็เข้าร่วมด้วยเช่นเดียวกัน
การที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนมุ่งหน้ามายังมหาทวีปชางอู๋หลิง ในสายตาของสามขุมพลังอำนาจมองว่ามันเป็การตัดสินใจที่โง่เขลาสิ้นดี แต่มันก็เป็การตัดสินใจที่ทำให้พวกเขาปลาบปลื้มใจ หลายปีมานี้พวกเขารวมตัวกับขุมพลังอำนาจอื่นในทวีปเฉียนหยวนมาดหมายปราบปรามขุนเขากระบี่เทียนหยวน ในที่สุดวันนั้นก็มาถึงแล้ว
“ไอ้พวกสำนักผีราชัน ข้าอยากรู้เช่นกันว่าพวกเ้าจะทำอะไรข้าได้” สือจ้งแสยะยิ้ม ดวงอาทิตย์ทั้งสี่ที่ก่อตัวจากลมปราณผลาญเผากลางนภา คลื่นพลังน่าพรั่นพรึงแพร่งพรายไปทั่วทุกสารทิศ
ลมปราณของจอมยุทธ์ขั้น์ปฐีเปรียบดั่งดวงอาทิตย์ สามารถผลาญเผาเมืองทั้งเมืองให้มอดไหม้เป็เถ้าถ่านได้ดังใจ้า สำหรับขั้น์ปฐีหนึ่งชั้นฟ้า การทำลายหนึ่งเมืองหนึ่งอาณาจักรเป็เื่ที่ง่ายดายแสนพรรณนา
สือจ้งเป็ขั้น์ปฐีสี่ชั้นฟ้า ดวงอาทิตย์ทั้งสี่ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะแสดงให้เห็นถึงพลานุภาพอันน่าพรั่นพรึง เซ่อกุ่ยจากสำนักผีราชันที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักยังมีดวงทิตย์เพียงแค่หนึ่งดวง ถึงจะร่วมมือกับขั้น์ปฐีที่เหลือก็ทำได้แค่ขัดขวาง ซึ่งคิดจะสังหารสือจ้งนั้นเป็ไปไม่ได้
แน่นอนว่านั่นคือในสถานการณ์ที่มีสือจ้งคนเดียว ทว่าสือจ้งมิได้อยู่คนเดียว ยังมีอนุชนขุนเขากระบี่เทียนหยวนอีกสามคนยืนอยู่ข้างหลัง
จูชิงขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า จินขวางขั้นสั่งสมสองชั้นฟ้า และซั่งกวานจือหนิงขั้นสั่งสมสี่ชั้นฟ้า ทั้งสามล้วนเป็ยอดอัจฉริยะที่โดดเด่นในหมู่อัจฉริยะ ทว่าต่อหน้าพวกเซ่อกุ่ย ขั้นพลังเท่านั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเขา
การที่มีพวกจูชิงอยู่นอกจากจะช่วยอะไรสือจ้งไม่ได้แล้ว ในทางกลับกันยังเป็ภาระ ถ้ามีคนเพ่งเล็งอนุชนทั้งสาม สือจ้งย่อมไม่สามารถอุทิศตนให้กับการต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ ในการต่อสู้ระหว่างขั้น์ปฐี เผลอพลั้งเพียงนิดเดียวอาจเป็อันตรายถึงกับชีวิต
“พวกเ้าอยู่หลังข้าไว้ ข้าจะพาพวกเ้าออกไปจากที่นี่เอง!” สือจ้งพลิกฝ่ามือ กระบี่ยาวที่สร้างขึ้นจากหินพลันปรากฏขึ้นในมือ
“สือจ้ง เ้าช่างจองหองเสียจริง มีภาระอยู่ตั้งสามคน คิดว่าจะหนีจากการล้อมปราบของพวกเราได้งั้นรึ ดูถูกสำนักผีราชันเกินไปหน่อยกระมัง” เซ่อกุ่ยคำรามใส่สือจ้ง
“สำนักผีราชัน สำนักกระจอกๆ ที่เป็แค่บริวารของสำนักปีศาจน่ะหรือ เหตุการณ์ในครั้งนั้นที่เกิดขึ้นในทวีปเฉียนหยวน พวกเ้าสำนักผีราชันหายหัวไปอยู่ที่ไหน” สือจ้งเหยียดหยาม
สือจ้งพูดไม่ผิด สำนักผีราชันเป็สำนักที่แยกย่อยออกมาจากสำนักปีศาจ ผีราชันที่ว่าเก่งกาจที่สุดยังต้องใช้เวลาพันปีกว่าจะเอาชนะสำนักย่อยอื่นๆ ของสำนักปีศาจได้สำเร็จ
ฐานพลังเป็จุดอ่อนของพวกเขาเสมอมา เมื่อเทียบกับสำนักที่สืบทอดต่อกันมาเป็หมื่นปี สำนักผีราชันยังอ่อนเกินไป และเพราะฐานพลังที่มีไม่มากพอ สำนักผีราชันจึงขุดซากโบราณทุกหนแห่งในทวีปเฉียนหยวนและขยับขยายอิทธิพลไปต่างดินแดนแทน
“จูชิง เ้าไม่ต้องฝืน ร่างกายของเ้ายังไม่หายดี พวกเราน่าจะพอยืนหยัดได้จนกว่ากำลังเสริมจะมาถึง” จินขวางกล่าว
จูชิงมองจอมยุทธ์สำนักผีราชันนับร้อยคนที่รายล้อมอยู่รอบตัว เขาไม่ได้มองโลกในแง่ดีเช่นนั้น เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไรขุนเขากระบี่เทียนหยวนถึงตัดสินใจออกเดินทางมายังมหาทวีปชางอู๋หลิง การตัดสินใจในครั้งนี้เป็การตัดสินใจที่ทำให้ขุนเขากระบี่เทียนหยวนตกอยู่ในอันตรายโดยไม่ต้องสงสัย ขุนเขากระบี่เทียนหยวนที่สืบทอดกันมานับหมื่นปีอาจล่มสลายดับสิ้นในคราวเดียว
แน่นอนว่าเหล่าจอมยุทธ์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนต่างก็เห็นสัญญาณที่ซั่งกวานจือหนิงส่งไปนานแล้ว สำหรับขั้น์ปฐี ระยะทางไม่กี่ร้อยลี้นั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ผ่านมาหลายวันแล้วนอกจากสือจ้งก็ยังไม่มีใครมา เดาว่าพวกเขาน่าจะพบเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
แม้แต่ผู้าุโสือจ้งยังมีแผลเต็มตัว เขาผ่านการต่อสู้อันแสนดุเดือดก่อนมาถึงที่นี่ ยามนี้ร่างกายกับลมปราณไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์สำนักผีราชันมากขนาดนี้ ถึงผู้าุโสือจ้งจะมีขั้นพลังสูงกว่านี้โอกาสที่จะชนะนั้นก็มีไม่มาก
“ผู้าุโสือจ้งอย่างมากสุดน่าจะรับมือกับจอมยุทธ์ขั้น์ปฐีหนึ่งชั้นฟ้าได้สี่คน ส่วนจอมยุทธ์สำนักผีราชันที่เหลือ...” จูชิงขมวดคิ้ว จากสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ยากที่จะต่อสู้ได้อีกครั้ง
“กระบี่ศิลา!” ผู้าุโสือจ้งลงมือก่อน
《กระบี่ในศิลา》วรยุทธ์ขั้นลึกลับระดับสูง ขุนเขากระบี่เทียนหยวนตระหนักรู้วิถีกระบี่นี้มาจากหินแข็งก้อนหนึ่ง
ลักษณะเฉพาะของวรยุทธ์นี้ก็คือทรงพลังและหนักหน่วง ทุกกระบี่ ทุกท่วงท่าเปี่ยมล้นด้วยแรงกดดันสยบปฐี เป็หนึ่งในวิถีกระบี่ที่พบเจอได้ยากยิ่งในกระบี่หนัก
กระบี่ศิลาในมือสือจ้งแม้ว่าจะดูธรรมดา แต่มันถูกสร้างขึ้นจากอุกกาบาตต่างดินแดน มีน้ำหนักมากยิ่งกว่ากระบี่จวี้เชวียเสียอีก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบี่ศิลาหนักมากเกินไปจึงมีคนน้อยมากในขุนเขากระบี่เทียนหยวนที่จะสามารถใช้กระบี่เล่มนี้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงผู้ที่จะนำมันมาเป็ศัสตราวุธคู่กายของตัวเอง
ทว่ากระบี่ศิลาที่อยู่ในมือสือจ้งกลับดูเบาราวกับกิ่งไม้
《กระบี่ในศิลา》ไม่มีกระบวนท่ากระบี่ใด เป็เพียงการฟันและแทงที่ง่ายที่สุด หากแต่พลานุภาพมหาศาลสุดแสนจะพรรณนา ทำให้ศัตรูยากที่จะต้านทาน
พวกเซ่อกุ่ยถูกกระบี่ศิลาโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า ฝีเท้าเหยียดถอยหลายก้าว เห็นได้ชัดว่ากระบี่เล่มนี้ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่ต่างอะไรกับการเหวี่ยงกระบี่ของเด็กสามขวบ กระนั้นพวกเขาก็ยังหลบไม่พ้นถูกอานุภาพของกระบี่ศิลาถั่งโถมเสียจนมุม
ทุกครั้งที่ถูกกระบี่ศิลาโจมตี น้ำหนักของมันทำให้พวกเขาส่งเสียงร้องโอดครวญอย่างห้ามไม่ได้ กระดูกมือขวาแตกเป็เสี่ยง มันไม่ใช่พลังที่คนทั่วไปสามารถ
《กระบี่ในศิลา》เป็สัญลักษณ์ของการกลับคืนสู่สามัญ หินแข็งธรรมดาแต่กลับแฝงไปด้วยพลังน่าอัศจรรย์
จอมยุทธ์ผู้สร้าง《กระบี่ในศิลา》ได้ทิ้งเื่ราวน่าจดจำเอาไว้ในขุนเขากระบี่เทียนหยวน น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขานำหินก้อนนั้นกลับมาที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวน ใช้พลังของดิน น้ำ ลม ไฟ หลอมหินแข็งแกร่งขึ้นมาจนกลายเป็กระบี่ศิลา
ในที่สุดหินที่ถูกดินน้ำลมไฟหล่อหลอมก็ตีจนขึ้นรูปสำเร็จ แต่เนื่องจากมันหนักมากเกินไป พอจอมยุทธ์ผู้นั้นดับสิ้นวายชีวาก็ไม่มีใครใช้กระบี่เล่มนั้นอีกเลย มันถูกทิ้งไว้บนูเาแห่งหนึ่ง จนวันหนึ่งสือจ้งฝึกฝน《กระบี่ในศิลา》เขาััได้ถึงมันในความมืดมิดแล้วจึงหยิบมัน นำมาเป็ศัสตราวุธคู่กายกลายเป็เ้าของกระบี่ศิลาคนที่สอง
“กระบี่ศิลา!” เซ่อกุ่ยเช็ดเืที่มุมปาก ผู้เยี่ยมยุทธ์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนไม่ธรรมดาจริงๆ
ตอนนั้นสือจ้งสู้กับผู้แข็งแกร่งมากมายบนยอดเขาหิมะ ยอดเขาหิมะพังทลาย เหล่าผู้แข็งแกร่งจมอยู่ในกองหิมะ สือจ้งเองก็หายสาบสูญเช่นกัน ทุกคนคิดว่าสือจ้งตายไปแล้ว ทว่าสุดท้ายเขาก็กลับไปที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวน ใช้หินโลหิตผนึกปราณหยุดอายุขัยจนถึงปัจจุบัน
“ลงมือ!” เซ่อกุ่ยออกคำสั่ง จอมยุทธ์ขั้นเหินนภานับสิบคนพุ่งใส่จูชิงกับซั่งกวานจือหนิง
ซั่งกวานจือหนิงมีสถานะพิเศษยิ่งยวดในขุนเขากระบี่เทียนหยวน แม้แต่ขั้น์ปฐีเมื่อเห็นซั่งกวานจือหนิงยังต้องเคารพ หากสยบซั่งกวานจือหนิงสำเร็จ สือจ้งต้องห่วงหน้าพะวงหลังไม่กล้าทำอะไรต่อเป็แน่
“บังอาจ!” สือจ้งเหวี่ยงกระบี่ศิลา แสงกระบี่จรัสแจ้งฟันจอมยุทธ์สำนักผีราชันคนหนึ่งตัวแหลกเป็หมอกโลหิต
“คู่ต่อสู้ของเ้าก็คือพวกข้า!” เซ่อกุ่ยกับขั้น์ปฐีหนึ่งชั้นฟ้าสามคนปิดล้อมสือจ้ง ส่วนขั้นเหินนภาที่เหลือพุ่งเป้าไปที่อนุชน
ซั่งกวานจือหนิงแค่นเสียง แส้ดุสิตาประจักษ์ในมือ เปลวไฟดุสิตาลุกโชนโชติ่ ทันใดนั้นเปลวไฟนับร้อยปรากฏปิดกั้นท้องฟ้า ขัดขวางจอมยุทธ์ขั้นเหินนภา
“ลูกไม้ตื้นๆ!” จอมยุทธ์ขั้นเหินนภาคนหนึ่งเย้ยหยัน ปลดปล่อยลมปราณทำลายเปลวไฟดุสิตาหายวับไปในอากาศ
“แส้เพลิงดุสิตาของเ้ายังร้อนไม่พอ มากับข้าซะ!” จอมยุทธ์สำนักผีราชันแสยะยิ้มชวนขนลุก
โดยปกติบริวารของเซ่อกุ่ยล้วนแล้วเป็คนเลว พอเห็นสตรีที่งดงามเช่นซั่งกวานจือหนิงย่อมอดใจไม่ไหว
“บัดซบ!” ซั่งกวานจือหนิงคำราม
