บทที่ 2 ลืมตาตื่นในโลกที่แปลกไป
"ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด..."
เสียงจังหวะสม่ำเสมอที่ดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทนั้นช่างระคายเคืองอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่เสียงระฆังเงินที่ดังกังวานจากหอคอยเทพ หรือเสียงกระพือปีกของนกกระเรียน์ที่นางคุ้นเคย แต่มันคือเสียงของเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต หลินชิงเซียนรู้สึกเหมือนิญญาของนางถูกจับยัดลงไปในภาชนะที่คับแคบและผุพัง ร่างกายนี้อึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
กลิ่นแรกที่พุ่งเข้าปะทะจมูกคือกลิ่นที่นางไม่เคยพบเจอมาตลอดหลายพันปีในโลกเซียน มันคือกลิ่นฉุน ของน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับสารเคมีสังเคราะห์ที่ดู ปลอม และ ไร้จิติญญา ในฐานะเทพธิดาโอสถผู้มีจมูกวิเศษที่สามารถแยกแยะธาตุแท้ของสมุนไพรทิพย์ได้นับหมื่นชนิดเพียงแค่ลมพัดผ่าน กลิ่นนี้ช่างเป็สิ่งที่อัปยศต่อประสาทััของนางยิ่งนัก
‘ที่นี่ทำไมอากาศถึงได้เบาบางและเต็มไปด้วยสิ่งปนเปื้อนเช่นนี้’
ขณะที่เว่ยหลานวิ่งมาถึงหน้าห้องไอซียูด้วยสภาพสะบักสะบอม ฝ่าเท้าเปล่าเปลือยที่โชกเืจากการวิ่งฝ่าถนนที่ขรุขระทิ้งรอยหยดเืเป็ทางยาวบนพื้นโรงพยาบาลที่ขาวสะอาด แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความเ็ปทางกายแม้แต่น้อย เพราะความเ็ปที่ขั้วหัวใจนั้นมันรุนแรงกว่าเป็หมื่นเท่า
นางทรุดฮวบลงหน้าประตูกระจกห้อง ICU ที่กั้นกลางระหว่างความเป็และความตาย มือที่สั่นเทาพยายามจะเอื้อมไปแตะบานประตูแต่กลับไม่กล้าพอ กลัวว่าแรงสั่นะเืเพียงนิดจะพรากลมหายใจสุดท้ายของลูกสาวไป
“ลูกแม่ อย่าเป็อะไรไปนะ อย่าทิ้งแม่ไป แม่เหลือลูกคนเดียวแล้ว”
เสียงสะอื้นไห้ของนางขาดห้วงและแหบพร่า ดวงตาที่พร่ามัวด้วยน้ำตามองผ่านกระจกเข้าไปข้างในอย่างลนลาน พยายามมองร่างของลูกสาวท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนของเครื่องมือแพทย์ที่ดังระงม ทุกครั้งที่ได้ยินเสียง ติ๊ด หัวใจของนางแทบจะหยุดเต้นตามไป
นางเริ่มละล่ำละลักอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างคนเสียสติ สองมือที่เปื้อนฝุ่นและเืพนมขึ้นเหนือหัว
“ใครก็ได้ เทพเ้าองค์ไหนก็ได้ ได้โปรดเอาชีวิตฉันไปแทนเถอะ อย่าเอาชิงเซียนไปเลย เธออายุยังน้อยนัก ให้ฉันตายแทนลูกเถอะ!”
เว่ยหลานก้มลงกราบกับพื้นเย็นเยียบ ศีรษะโขกกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหน้าผากเริ่มห้อเื ความหวาดกลัวที่ว่าจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของลูกสาวอีกต่อไปกัดกินหัวใจนางจนแทบคลั่ง ลมหายใจของนางหอบถี่จนดูเหมือนจะขาดใจตายไปเสียตรงนั้น ท่ามกลางสายตาเวทนาของพยาบาลและผู้คนที่เดินผ่านไปมาที่ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความะเืใจในความรักที่แลกมาด้วยลมหายใจสุดท้ายของแม่คนหนึ่ง
นางไม่ได้รู้เลยว่า ภายในร่างที่บอบช้ำและกำลังจะแตกสลายนั้น จิติญญาของเด็กสาวผู้อ่อนแอได้ดับสูญไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยดวงิญญาที่แข็งแกร่งที่สุดในสามภพ หลินชิงเซียน เทพธิดาโอสถ ผู้ซึ่งเคยผ่านความเป็ตายและเปลวเพลิงกัลป์มาแล้ว
ในวินาทีที่เครื่องวัดหัวใจส่งเสียง ตื๊อดดดดด ยาวนาน จิติญญาแห่งเทพธิดาก็ผสานเข้ากับร่างมนุษย์ที่แหลกเหลว พลังชีวิตสีทองเรืองรองจางๆ แผ่ออกมาจากตำแหน่งหัวใจที่หยุดเต้นไปชั่วขณะ
ดวงตาที่เคยปิดสนิทภายใต้ผ้าก๊อซ ขยับไหวเล็กน้อยภายใต้การทำงานของเครื่องมือแพทย์ที่วุ่นวาย!
นางพยายามจะขยับปลายนิ้ว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเ็ปรวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง ราวกับว่ากระดูกทุกชิ้นในร่างกายถูกบดขยี้ด้วยค้อนเหล็กแล้วนำมาวางเรียงกันใหม่ด้วยกาวคุณภาพต่ำ ความรู้สึกหนักอึ้งและหนืดเหนียวของกายหยาบที่ไร้ซึ่งพลังิญญาหล่อเลี้ยงทำให้นางรู้สึกสมเพชตัวเองเหลือเกิน
หลินชิงเซียนค่อยๆ รวบรวมสมาธิที่แตกซ่าน นางขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับมีูเานับพันลูกทับอยู่อย่างยากลำบาก แสงสว่างจ้าจากหลอดไฟนีออนบนเพดานแทงทะลุเข้าสู่ดวงตาจนนางต้องหยีตาด้วยความแสบพร่า สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ท้องฟ้าสีครามที่อบอวลด้วยเมฆมงคลแห่งยอดเขาชิงอวิ๋น แต่เป็เพดานสีขาวโพลนที่ดูสะอาดตาจนน่าขนลุก มีหลอดแก้วและสายประหลาดห้อยระโยงระยางอยู่รอบตัวนางราวกับใยแมงมุม
"ฟื้นแล้ว! ชิงเซียน ลูกแม่ฟื้นแล้ว!"
เสียงสะอื้นไห้ที่สั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความปิติยินดีดังขึ้นอยู่ข้างเตียง พร้อมกับััจากมือที่สั่นเทาและชุ่มไปด้วยเหงื่อที่เข้ามากุมมือของนางไว้ หลินชิงเซียนพยายามปรับโฟกัสสายตาที่พร่าเลือน จนเริ่มมองเห็นใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฟุบอยู่ข้างเตียง
ผู้หญิงคนนี้คือ เว่ยหลาน ใบหน้าของเธอซีดเซียวและซูบผอมจนเห็นโหนกแก้ม ดวงตาคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับไม่ได้ดูแลตัวเองมานาน แต่ในแววตาที่จ้องมองมายังนางนั้น กลับบรรจุไว้ด้วยความรัก ความโหยหา และความหวังที่แรงกล้าจนหลินชิงเซียนรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งหัวใจ
ทันทีที่ผิวัักัน ความทรงจำของร่างเดิมก็ะเิออกในสมองของเทพธิดาโอสถดั่งเขื่อนที่พังทลาย!
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไหลบ่าเข้ามาในหัวของเธอราวกับหนังที่ฉายซ้ำด้วยความเร็วสูง นี่คือโลกที่แปลกประหลาด โลกที่ไร้ซึ่งพลังศรัทธาและวิถีแห่งเซียน ผู้คนไม่ได้ขี่กระบี่บินแต่กลับนั่งอยู่ใน กล่องเหล็กสี่ล้อ ที่พ่นควันพิษ โลกที่ไม่มีใครฝึกบำเพ็ญเพียรแต่กลับใช้ คลื่นไฟฟ้า และ กล่องที่มีหน้าจอแก้ว ในการสื่อสาร
และที่น่าสลดใจที่สุด หลินชิงเซียนในโลกนี้ไม่ใช่เทพธิดาผู้ยิ่งใหญ่ที่มีผู้คนกราบไหว้ทั่วมหาสมุทรดาราดั่งเช่นหลินชิงเซียนในโลกเซียน แต่เธอเป็เพียงเด็กสาววัย 18 ปีที่โชคร้ายและอ่อนแอจนน่าเหลือเชื่อ
‘ช่างน่าเวทนานัก’ ชิงเซียนรำพึงในห้วงคำนึงขณะสำรวจความทรงจำที่ได้รับมา
ในโลกนี้ นางเป็ลูกสาวของเว่ยหลาน หญิงสาวผู้งดงามที่ครั้งหนึ่งเคยเป็สะใภ้ของตระกูลหลินอันมั่งคั่ง แต่กลับถูกเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองภายในตระกูลบีบคั้นจนต้องระเห็จออกมาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากตามลำพังกับลูกสาว
เื้ัรอยยิ้มที่อ่อนโยนของ หลินชิงเซียนในวัยเยาว์ คือรอยน้ำตาที่เหือดแห้งไปบนใบหน้าของ เว่ยหลานผู้เป็แม่
ความจริงที่แสนโหดร้ายซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของตระกูลหลิน มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลลำดับต้นๆ ของปักกิ่ง เมื่อสิบแปดปีก่อน เว่ยหลานก้าวเข้าสู่คฤหาสน์หลังนั้นในฐานะสะใภ้รองที่ได้รับความรักอย่างท่วมท้นจากทุกคนในครอบครัวและจากสามี ทว่า์กลับไร้เมตตา สามีของนางด่วนจากไปในอุบัติเหตุที่ต่างประเทศ ทิ้งให้หญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์แก่ต้องเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าในคราบของญาติผู้หวังดี
ทันทีที่สิ้นพิธีศพของสามี กงล้อแห่งความริษยาก็เริ่มหมุนวน เหล่าพี่น้องและญาติ ของสามีต่างจ้องมองมรดกมหาศาลที่เป็ส่วนของสายเืรองด้วยตาเป็มัน พวกเขาไม่้าแบ่งเค้กชิ้นโตนี้ให้สะใภ้ที่ไร้หัวนอนปลายเท้าและเด็กที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลก
“ผู้หญิงคนนี้ดวงกินผัว! ทำให้ลูกชายฉันตาย แล้วยังจะมาชูคอขอส่วนแบ่งมรดกอีกหรือ!” เสียงก่นด่าของแม่สามีดังก้องไปทั่วห้องโถงสีขาวที่ดูสะอาดตาแต่กลับโสมมไปด้วยจิตใจคน
แผนการชั่วร้ายถูกวางอย่างเป็ระบบ พวกเขาจ้างวานคนมาสร้างหลักฐานเท็จ จัดฉากว่าเว่ยหลานแอบคบชู้กับชายแปลกหน้าใน่ที่สามียังมีชีวิตอยู่
ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเหน็บในห้องโถงตระกูลเว่ย ภาพถ่ายที่ถูกตัดต่ออย่างหยาบๆ และเอกสารคำให้การเท็จถูกโยนลงบนตักของ เว่ยหลาน ที่เพิ่งคลอดหลินชิงเซียนได้เพียงไม่กี่วัน ร่างกายของนางยังซูบซีดและอ่อนแรงจากการเสียเื กระดาษเ่าั้บาดผิวหน้าของนางจนเป็รอยแดง แต่นั่นยังไม่เ็ปเท่ากับสายตาเหยียดหยามที่รุมล้อมมาจากทุกทิศทาง
"ดูสิ! หลักฐานตำตาขนาดนี้ เธอยังจะกล้าเงยหน้าอวดดีในบ้านหลังนี้อีกเหรอ?" เสียงตวาดจากผู้าุโในตระกูลดังก้องประดุจสายฟ้าฟาด
เว่ยหลานก้มลงมองภาพเ่าั้ด้วยดวงตาที่พร่าเบลอ มือที่สั่นเทาพยายามจะเอื้อมไปหาทารกน้อยที่หลับอยู่ในเปลข้างกาย นางรู้ดี รู้แก่ใจว่าชายในรูปคือใคร และรู้ว่านี่คือหลุมพรางที่ถูกขุดไว้อย่างเืเย็นเพื่อเขี่ยนางและลูกออกไปจากกองมรดก
นางอ้าปากจะประท้วง แต่แล้วก็ต้องนิ่งงันไป เมื่อเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากของเหล่าญาติที่ยืนรายล้อม ในโลกที่อำนาจและเงินทองคือความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว เสียงของหญิงม่ายที่ไร้ที่พึ่งอย่างนางจะมีน้ำหนักได้อย่างไร?
ต่อให้ะโจนเืกบปากว่า ฉันถูกใส่ร้าย ก็ไม่มีใครยอมรับฟัง เว่ยหลานทำได้เพียงก้มหน้าลงจนคางชิดอก ปล่อยให้น้ำตาหยดลงบนภาพคาวโลกีย์เ่าั้ทีละหยด นางไม่ได้โต้ตอบ ไม่ได้แก้ตัว และไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาใคร ความโกรธแค้นถูกกดทับไว้ใต้ความสิ้นหวัง นางจำต้องกล้ำกลืนความอัปยศที่ถูกยัดเยียดให้ราวกับต้องมนต์สะกดที่เลวร้ายที่สุด
เสียงสะอื้นของนางถูกกักไว้ในลำคอจนตัวสั่นเทิ้ม มือที่ผอมแห้งเอื้อมไปกุมมือเล็กๆ ของหลินชิงเซียนไว้แน่น ในใจได้แต่พร่ำบอกลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกว่า
'ลูกรัก แม่ขอโทษที่ปกป้องเกียรติของพวกเราไว้ไม่ได้ แต่แม่จะยอมรับความอัปยศนี้ไว้เอง ขอเพียงแค่เ้าได้มีชีวิตรอดต่อไปก็พอ'
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะและคำสาปแช่ง เว่ยหลานทำเพียงหลับตาลง ยอมรับบทบาท หญิงคบชู้ที่พวกเขาขีดเขียนให้ด้วยหัวใจที่แตกสลายเป็เสี่ยงๆ เพราะนางรู้ดีว่าในศึกที่มองไม่เห็นหัวคนเช่นนี้ การนิ่งเงียบคืออาวุธสุดท้ายที่นางมีเพื่อรักษาลมหายใจของลูกสาวไว้
“ไสหัวไป! ตระกูลหลินไม่ต้อนรับหญิงแพศยาที่เอาลูกชู้มาแอบอ้างเป็ทายาท!”
ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ เว่ยหลานถูกลากกระชากออกจากคฤหาสน์หรูหรา ร่างกายที่ยังอ่อนแอจากการคลอดบุตรสั่นสะท้าน นางกอดทารกน้อยในอ้อมอกไว้แน่นจนแทบจะจมหายไปในอก เสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้นถูกโยนลงบนพื้นโคลนข้างถนน พร้อมกับคำประณามที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของความเป็แม่จนไม่มีชิ้นดี
"เอาผ้าขี้ริ้วของแกไป! แล้วอย่ากลับมาให้เสนียดจัญไรติดประตูคฤหาสน์ตระกูล เว่ยอีก!"
เสียงะโด่าทอถูกกลบด้วยเสียงฟ้าร้อง เสื้อผ้าเก่า เพียงไม่กี่ชิ้นถูกโยนลงมาใส่โคลนข้างกายนาง พร้อมกับบานประตูไม้แกะสลักอันโอ่อ่าที่ปิดกระแทกใส่หน้าอย่างไม่ใยดี ทิ้งให้นางจมอยู่กับคำตราหน้าว่าเป็ หญิงแพศยา ที่คบชู้สู่ชายจนถูกขับไล่
เว่ยหลานสะอื้นไห้จนตัวโยน แต่น้ำตาของนางกลับถูกน้ำฝนชะล้างไปจนหมดสิ้น นางไร้เงินทอง ไร้ที่พึ่ง มีเพียงลมหายใจแ่เบาของลูกน้อยที่คอยย้ำเตือนให้นางต้องมีชีวิตอยู่
ท่ามกลางความมืดมิดที่ชั้นบนของคฤหาสน์ ท่านปู่เว่ย ยืนอยู่หลังม่านหน้าต่างบานใหญ่ สายตาฝ้าฟางจ้องมองลงไปยังร่างสั่นเทา อยู่นอกรั้วอย่างเงียบเชียบ
เงาของชายชราดูโดดเดี่ยวและมั่นคงราวกับขุนเขา มือที่เหี่ยวย่นไพล่หลังไว้แน่นจนเส้นเืปูดโป่ง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ไม่ว่าจะเป็ความสงสารหรือความเกลียดชัง
เขายืนมองดูหลานสะใภ้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ที่รัก ถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางพายุเพียงลำพัง
มีเพียงั์ตาที่สั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเ็าดังเดิม ราวกับกำลังรอคอยดูว่าท่ามกลางกองโคลนและคำตราหน้านี้ เว่ยหลานจะดับสูญไปพร้อมกับพายุ หรือจะลุกขึ้นมาด้วยแรงอาฆาตที่เขาเป็คนจุดมันขึ้นมาเองกับมือ
นางออกมาตัวเปล่า ไร้เงินทอง ไร้ที่พึ่ง และแบกรับคำครหาว่าเป็หญิงแพศยาที่ถูกตระกูลใหญ่ขับไล่
เว่ยหลานต้องกระเสือกกระสนใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าแคบๆ รับจ้างทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้าขอเพียงได้เงิน ั้แ่ล้างจานจนมือเปื่อยพอง จนถึงแบกหามของหนักเพื่อแลกกับนมเพียงไม่กี่กล่องให้ลูกสาว นางยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้หลินชิงเซียนมีนมกิน
ในวันที่พายุหิมะพัดกระหน่ำกรุงปักกิ่ง หรือในวันที่แดดแผดเผาจนถนนยางมะตอยแทบละลาย ภาพของหญิงสาวร่างผอมบางที่มี ผ้าแถบสีซีดจาง มัดทารกน้อยไว้แนบแผ่นหลังกลายเป็ภาพที่ชินตาของเหล่าผู้ใช้แรงงานในย่านสลัม
เว่ยหลานไม่มีเงินจ้างพี่เลี้ยง และไม่มีญาติมิตรที่ไหนให้พึ่งพา สิ่งเดียวที่นางทำได้คือการใช้ผ้าฝ้ายเก่าๆ ผืนยาวพันทบไปมาหลายรอบ มัดลูกสาวตัวน้อยเอาไว้กับหลังของนางอย่างแ่า
ในขณะที่นางต้องก้มตัวลงเหนืออ่างล้างจานขนาดมหึมาหลังร้านอาหารราคาถูก น้ำเย็นจัดที่ผสมน้ำยาซักล้างเข้มข้นกัดกร่อนจนิัที่ปลายนิ้วซีดเผือดและหลุดลอกออกเป็แผ่นๆ ทุกครั้งที่นางขยับแขนขัดถูจานชามด้วยความเร่งรีบ แรงเหวี่ยงนั้นจะทำให้ทารกน้อยที่อยู่บนหลังโยกคลอนไปมา
“แง้ แง้” เสียงร้องไห้จ้าของเด็กหญิงตัวน้อยดังขึ้นข้างหู
“ชู่ว ชิงเซียน คนดีของแม่ อดทนหน่อยนะลูก อีกนิดเดียว อีกไม่กี่ใบแม่จะได้ค่าจ้างไปซื้อนมให้เ้าแล้ว” เว่ยหลานกระซิบปลอบลูกสาวทั้งที่ตัวเองก็เหนื่อยจนแทบจะยืนไม่อยู่ นางโยกตัวเบาๆ เป็จังหวะขณะที่มือยังคงขะมักเขม้นขัดคราบไขมัน เหงื่อกาฬไหลซึมจากไรผมหยดลงในอ่างน้ำที่เต็มไปด้วยฟองสบู่ ผสมปนเปไปกับหยดน้ำตาที่นางแอบเช็ดด้วยหัวไหล่เพราะมือไม่ว่าง
ในวันถัดมาที่ตลาดสดซานหลี่เหอ ท่ามกลางเสียงะโขายของและกลิ่นคาวปลาที่อบอวล ร่างของเว่ยหลานที่ดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อต้องแบกกระสอบมันฝรั่งหนักอึ้งไว้บนบ่า ขณะที่บนแผ่นหลังของนางมีร่างน้อยๆ ของหลินชิงเซียนในวัยทารกถูกมัดติดไว้ด้วยผ้าแถบสีซีดจนเกือบเป็สีขาว
เส้นผ้านั้นรัดตึงรั้ง่ไหล่และหน้าอกของนางจนิัถลอกและขึ้นรอยแดงช้ำห้อเื ทุกครั้งที่นางก้าวเดินขึ้นบันไดไม้ชันๆ เพื่อนำของไปส่งที่ชั้นลอย กระดูกสันหลังของนางจะส่งเสียงลั่นประท้วงประหนึ่งจะแตกหักออกมาเสียให้ได้
"นี่ เว่ยหลาน หยุดพักก่อนเถอะ" ป้าหวัง แม่ค้าขายผักใจดีเรียกพลางยัดห่อหมั่นโถวอุ่นๆ และผักกาดขาวห่อใหญ่ใส่ลงในมือที่สั่นเทาของนาง
"รับไปเถอะ เ้าต้องกินบ้างนะ ไม่เห็นแก่ตัวเองก็เห็นแก่ลูกที่อยู่บนหลังนั่น"
"ขอบคุณค่ะป้าหวัง ขอบคุณจริงๆ ค่ะ" เว่ยหลานพยายามฝืนยิ้มทั้งที่เหงื่อไหลเข้าตาจนแสบพร่า นางก้มหัวขอบคุณซ้ำๆ พลางกระชับปมผ้าที่รัดลูกสาวไว้แน่นขึ้น
ทว่า ความเมตตานั้นมักมาพร้อมกับสายตาชิงชังของคนอีกกลุ่มหนึ่งเสมอ
"หึ! ทำเป็มานั่งเรียกคะแนนความสงสาร" เสียงของ นางจาง แม่ค้าเขียงหมูฝั่งตรงข้ามดังกระทบหู
"พวกเองอย่าไปเข้าใกล้เชียวนะ เดี๋ยวเสนียดจะติดตัว หญิงแพศยาที่คบชู้จนสามีตายห่า แล้วโดนตระกูลหลินเตะโด่งออกมาแบบนั้น ยังจะมีหน้ามาแบกลูกชู้เร่ร่อนอยู่ในตลาดนี้อีก"
"จริงเหรอแม่จาง? ฉันก็นึกว่านางเป็หม้ายที่น่าสงสารเสียอีก" แม่ค้าอีกคนร่วมวงนินทาด้วยสีหน้าขยะแขยง
"มิน่าล่ะ ถึงไม่มีญาติโกโหติกาที่ไหนมาดูแล ทิ้งให้ลำบากลำบนแบบนี้ คงเป็เพราะทำตัวไม่รักดีจริงๆ นั่นแหละ"
เว่ยหลานก้มหน้าต่ำลงจนคางชิดอก หยดน้ำตาอุ่นๆ หยดลงบนหลังมือที่หยาบกร้าน แต่นางกลับไม่กล้าสะอื้นออกมา เพราะกลัวว่าแรงสั่นะเืจะทำให้ลูกที่กำลังหลับปุ๋ยบนหลังตื่นขึ้นมาได้ยินถ้อยคำโสมมเหล่านี้
"แม่ขอโทษนะลูก ที่ให้เ้าเกิดมาในสภาพแบบนี้" นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะเดินหลบเข้าไปในมุมมืดของตลาด
นางยอมแบกของหนักจนหลังค่อม ยอมถูกตราหน้าว่าเป็หญิงแพศยา ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ลูกสาวมีชีวิตรอด นางภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอว่า ขอให้ความโชคร้ายทั้งหมดหยุดอยู่ที่นาง และขอให้ลูกสาวคนนี้เติบโตขึ้นไปอย่างสง่างาม ไม่ต้องมาถูกใครเหยียบย่ำเหมือนที่นางเจอ
ตัดกลับมาสู่ปัจจุบัน ห้องไอซียู
ภาพความทรงจำที่ขมขื่นนั้น ราวกับถูกฉายซ้ำในดวงจิตของ หลินชิงเซียน (เทพธิดาโอสถ) ที่กำลังผสานเข้ากับร่างมนุษย์ ความรู้สึกเจ็บร้าวที่แผ่นหลังและรอยรัดของผ้าที่แม่เคยใช้มัดนางไว้นั้น ช่างแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
"นี่คือความรัก ที่ข้าไม่เคยได้รับในโลกเซียนงั้นหรือ?"
ดวงจิตของเทพธิดาโอสถสั่นสะท้านด้วยความะเืใจ ความโกรธแค้นต่อตระกูลหลินที่สร้างรอยแผลให้แม่ของนางเริ่มแผ่ซ่านออกมาเป็ออร่าสีทองจางๆ รอบกาย
