วันนี้ ระหว่างทางที่ซูชิงเฟิงกับจวินเชียนโม่กำลังเดินกลับมาที่เมืองหลวง ทั้งสองคนก็ได้พบกับกลุ่มคนชรา หญิงสาวและเด็กที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ซึ่งพวกเขา้าเข้ามายังเมืองหลวงเพื่อตามหาญาติ
แต่ละคนดูราวกับเป็คนที่นอนกลางดินกินกลางทราย เนื้อตัวมอมแมม สวมเสื้อผ้าซอมซ่อและยังดูมีร่างกายอ่อนแออีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ซูชิงเฟิงจึงทำการช่วยฝังเข็ม รักษาคนเ่าั้โดยที่ไม่ได้คิดค่ารักษาด้วยความเมตตา
ทว่า ในขณะที่เขากำลังทำการฝังเข็มเพื่อรักษาแม่เฒ่าผู้หนึ่ง กลับมีเด็กสาวที่อายุราวสิบปีแอบย่องเข้ามาทางด้านหลัง อีกฝ่ายเจตนาที่จะขโมยของจากในกล่องยาของเขา
ต่อมา หญิงสาวตัวน้อยถูกจวินเชียนโม่จับได้และเตรียมจะลงมือ หากไม่ใช่เพราะซูชิงเฟิงห้ามไว้ได้ทันท่วงที จวินเชียนโม่ต้องเอาชีวิตเด็กสาวคนนั้นเป็แน่
แน่นอนว่าซูชิงเฟิงคิดจะตำหนิในการกระทำของจวินเชียนโม่อยู่แล้ว แต่จวินเชียนโม่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญและใส่ใจกับเื่นี้เท่าไรนัก เพียงแค่เห็นซูชิงเฟิงโกรธจึงรีบยอมรับผิด ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับรู้ว่าตนเองทำผิดเื่อะไร
เมื่อจวินเชียนโม่เห็นท่าทีจริงจังซูชิงเฟิง ในใจพลันรู้สึกไม่สงบสุขและไม่อาจเอ่ยวาจาโหดร้ายใดๆ ออกไปได้ เขาจึงทำได้เพียงเอ่ยออกไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ “นางทำผิดก็ควรจะต้องชดใช้สิ!”
“แต่การชดใช้เช่นนี้มันหนักหนาเกินไป นางยังเด็ก…”
จวินเชียนโม่กล่าวต่ออย่างไม่เข้าใจนัก “...หากทางการจัดการเื่นี้ไม่ได้ละ? หากเ้าสั่งสอนนางแล้วนางไม่ฟังละ แผ่นดินนี้มันไม่มีเหตุผล ผิดก็คือผิด ความผิดพลาดบางอย่างก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง”
“แต่นางไม่ได้ทำผิดมากอะไร…”
“แต่นางอาจจะทำผิดอีกก็ได้!” จวินเชียนโม่ะโออกมา เขารีบขัดถ้อยคำของซูชิงเฟิงโดยพลัน
หลังจวินเชียนโม่ะโออกไปก็เริ่มมีท่าทีใจเย็นลง แต่ดวงตายังคงแดงก่ำ “หากเป็เช่นนั้น เ้ายังจะให้โอกาสนางอีกหรือ?”
ซูชิงเฟิงพลันตกตะลึงกับท่าทีของอีกฝ่าย
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าตัวตนและนิสัยที่แท้จริงของจวินเชียนโม่เป็อย่างไร แต่เป็เพราะปกติเขามักจะเห็นจวินเชียนโม่ร่าเริง ระบายยิ้มพร้อมหัวเราะให้เขาอยู่เสมอ จนแทบจะลืมตัวตนของอีกฝ่ายที่เป็เช่นนี้ไปแล้ว
ตัวตนและสถานะของทั้งคู่นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ซูชิงเฟิงเป็หมอที่ผู้คนล้วนพากันยกย่อง เขาเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ส่วนจวินเชียนโม่มักทำตามอำเภอใจ กำเริบเสิบสานไปทั่วยุทธภพ
ในสายตาของคนทั่วทั้งแผ่นดินนี้ คนผู้หนึ่งนั้นสูงส่งอย่างกับเป็พระพุทธเ้า อีกผู้หนึ่งกลับเปรียบเสมือนปีศาจชั่วร้าย
เมื่อเห็นเป็เช่นนั้นแล้ว ความคิดของทั้งคู่จะเหมือนกันได้อย่างไรกันละ
“เชียนโม่” ซูชิงเฟิงไม่อยากเห็นอีกฝ่ายเป็เช่นนี้ เขายกมือขึ้น อยากจะเอื้อมไปััจวินเชียนโม่ในเวลานี้ แต่ก็ไม่กล้าพอ
ฉับพลัน จวินเชียนโม่กลับเป็ฝ่ายขยับเข้ามาใกล้เขาเสียเอง
จวินเชียนโม่ก้มศีรษะลง วางศีรษะตนเองไว้บนฝ่ามือของซูชิงเฟิงที่ยกขึ้นมา
“ครอบครัวของข้าถูกสังหารจนหมดสิ้นอย่างไร้เหตุผล พวกเขามิได้มีความผิดประการใด...แต่ก็มิอาจไปพึ่งพาใครได้”
นี่เป็ครั้งแรกที่ซูชิงเฟิงได้ยินจวินเชียนโม่บอกเล่าเื่ราวของตนเอง
เพียงครู่เดียว เขาพลันรู้สึกใจอ่อนขึ้นมา ฝ่ามือของเขาที่ััอยู่บนใบหน้าของจวินเชียนโม่กลับมาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
ณ ตอนนี้ ซูชิงเฟิงไม่คิดโต้เถียงกับจวินเชียนโม่อีก เขาอยากที่จะปลอบโยนอีกฝ่าย แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยอะไร
นอกจากนี้ สิ่งที่จวินเชียนโม่พบเจอมานั้นก็ทำให้เขารู้สึกปวดใจไม่น้อย
สำนักเฉียนจวินและการสั่งสอนของสำนัก...นั่นถือเป็เื่ของจวินเชียนโม่ เพราะที่แห่งนั้นนับเป็ยุทธภพของเขา
นี่หากไม่ใช่เพราะจวินเชียนโม่เอ่ยออกมา ซูชิงเฟิงก็ไม่คิดจะไปยุ่งวุ่นวายกับเื่ของอีกฝ่ายหรอก
่แรกที่จวินเชียนโม่กล่าว ซูชิงเฟิงคิดว่า นี่อาจเป็โอกาสดีที่เขาจะได้รู้เื่ราวของจวินเชียนโม่มากขึ้น แต่ไม่คิดเลยว่าเมื่ออีกฝ่ายได้รับการปลอบโยนจากเขาแล้ว กลับไม่เอ่ยปากพูดอะไรต่ออีกแม้แต่คำเดียว
ซูชิงเฟิงจึงคิดว่า อาจเป็เพราะตัวเขากับจวินเชียนโม่ยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถพูดเื่ส่วนตัวกันได้อย่างเป็ธรรมชาติ และตามมารยาทแล้ว ซูชิงเฟิงก็ไม่ได้คิดจะถามอะไรเขาอีกกระมัง
“เชียนโม่ ต่อไปเื่ที่เกี่ยวกับข้า ข้าอยากให้เ้าถามความคิดเห็นข้าและปล่อยให้ข้าจัดการเื่ของข้าด้วยตัวข้าเอง ได้หรือไม่?”
ซูชิงเฟิงใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าของจวินเชียนโม่ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
จวินเชียนโม่เริ่มมีท่าทีอ่อนลง ท่าทีที่ดูอ่อนแอและน่าสงสารเช่นนี้ของเขา มีเพียงซูชิงเฟิงเท่านั้นที่ได้เห็น
จวินเชียนโม่เอียงหัวเล็กน้อยให้ัักับฝ่ามือของซูชิงเฟิงก่อนพยักหน้ารับ จากนั้นแสดงท่าทีออดอ้อนออกมาดังเดิมอย่างไม่เขินอาย “ข้ารู้แล้ว ข้าจะฟังเ้า”
่เวลานี้เอง ซูชิงเฟิงถึงได้มีสีหน้าดีขึ้น
เขามองจวินเชียนโม่ด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย ละทิ้งความคิดต่างๆ ของตนเองที่มีต่อจวินเชียนโม่ลง เพราะถึงอย่างไร เขาก็ยังคงห่วงใยและใจกว้างกับศิษย์น้องผู้นี้เสมอ
จากนั้น ทั้งคู่ก็นั่งเงียบอยู่ด้วยกันครู่ใหญ่ ่ที่ซูชิงเฟิงไม่ทันได้ระวังตัวนั่นเอง จวินเชียนโม่จึงประทับจูบลงบนฝ่ามือเขา เป็เหตุให้ตัวเขารีบผละตัวออกห่างจากอีกฝ่ายทันที
………
อีกด้านหนึ่ง
อวี้ฉู่หลิงที่ติดโรคระบาดนั้น ฉับพลันก็อาการหนักขึ้น เหล่าหมอหลวงประจำวังหลวงต่างก็พากันไปที่ตำหนักขององค์ชายเพื่อที่จะไปตรวจอาการและทำการรักษา
ทว่า หมอหลวงเ่าั้ล้วนไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคนี้คือโรคอะไร และควรทำการรักษาอย่างไร
ภายในวังหลวง ฮ่องเต้ฉงเต๋อก็รู้สึกร้อนใจเป็อย่างมาก อีกทั้งพระสนมลี่ พนะสนมเอกซึ่งเป็พระมารดาขององค์ชายอวี้ฉู่หลิงยังได้มาขอร้องกับพระองค์หลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระองค์เองรู้สึกร้อนรนเช่นกัน
ฮ่องเต้ฉงเต๋อได้ส่งคนมาดูแลพระสนมเอกของพระองค์ พร้อมทั้งสั่งให้หมอหลวงรีบไปที่โรงยาเพื่อทำการตรวจรักษาโดยเร็ว นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ส่งคนไปตรวจสอบต้นตอของโรคระบาดนี้อีกด้วย
………
วันต่อมา ในท้องพระโรง
ฮ่องเต้ฉงเต๋อได้นำเื่โรคระบาดนี้เข้ามาหารือด้วยตนเอง ถึงอย่างนั้น กลับไม่มีใครเอ่ยปากถึงเื่ราวในเขตผิงแม้แต่คนเดียว
หลังจากการหารือในท้องพระโรงเสร็จสิ้น พระองค์ก็ได้ส่งคนไปตรวจสอบที่มาของโรงระบาดในชานเมืองเล็กๆ เพื่อเตรียมหาวิธีป้องกัน ไม่ให้เกิดการระบาดขึ้นมาอีก
หลังจากนั้น พระองค์ยังมีรับสั่งให้หมอหลวงในราชสำนักทำการศึกษายาสำหรับยับยั้งโรคระบาด อีกทั้งให้ไปติดประกาศพระราชโองการเพื่อตามหาท่านหมอที่เก่งกาจจากทั่วทุกสารทิศ
เมื่อเป็เช่นนั้นแล้ว เื่เกี่ยวกับโรคระบาดนี้จึงได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง
………
ภายหลังอวี้ฉู่จาวเข้าร่วมหารือราชการบ้านเมืองเสร็จ เขาก็กลับมายังตำหนักอ๋องแล้วพบว่า ที่ตำหนักกำลังมีการพ่นยาเพื่อทำการป้องกันโรคระบาดไปจนทั่ว
วันนี้ หลินหร่านก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้า ซึ่งตอนนี้เขากำลังยืนสั่งการเหล่านางกำนัลและคนรับใช้อยู่
“แล้วก็...แล้วก็มีห้องตำราของท่านอ๋อง ห้ามลืมเด็ดขาด” เขาได้ยินเสียงของหลินหร่านที่เอ่ยออกมาด้วยความนุ่มนวลมาจากหอเนี่ยนอวิ๋นเมิ่งซี
“ใช่แล้ว อาหร่วน เ้าไปบอกลุงตงด้วยว่าห้ามลืมเ้าม้าหัวเนี่ย เพราะสัตว์ก็สามารถติดโรคระบาดได้”
“พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”
หลังได้ยินคำสั่งของพระชายา ติงหร่วนจึงรีบวิ่งออกไปจนมาพบกับอวี้ฉู่จาวที่หน้าประตู
ติงหร่วนหยุดนิ่งพร้อมกับก้มศีรษะถวายความเคารพ “ถวายบังคมท่านอ๋อง”
“ไปเถิด” ถึงแม้น้ำเสียงของอวี้ฉู่จาวจะยังคงดุดัน แต่ลึกๆ กลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยน
อวี้ฉู่จาวก้าวเข้าไปยังตัวเรือนด้านในก็พบกับหลินที่กำลังคอยกำชับ สั่งพวกหลานจื่ออยู่
อวี้ฉู่จาวค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้ “อวิ๋นซี”
หลินหร่านหันมามอง “ท่านอ๋อง กลับมาแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ รีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด จะได้ให้พวกหลานจื่อรีบทำความสะอาด ฆ่าเชื้อบนเสื้อผ้าที่สวมใส่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หลินหร่านรีบลากอวี้ฉู่จาวเข้าไปในห้องบรรทม เขาช่วยท่านอ๋องเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยตนเอง
การแสดงออกของหลินหร่านเต็มไปด้วยความจริงจัง เพียบพร้อมไปด้วยความรับผิดชอบ
อวี้ฉู่จาวเห็นก็รู้สึกพึงพอใจ
หากอวิ๋นซีของเขามีเื่ให้คอยจัดการ ได้ค้นพบคุณค่าในตนเองแล้ว นี่ก็นับเป็เื่ดีทีเดียว
“เ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ?” อวี้ฉู่จาวที่กำลังยืนให้หลินหร่านถอดเสื้อผ้าให้เอ่ยถามขึ้น
“ข้ากำลังทำการขจัดเชื้อโรคร้ายออกไปจากตำหนักอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ข้าได้เรียนรู้วิธีรับมือเกี่ยวกับโรคระบาดมาจากตำราที่มารดาเขียน แม้เื่เหล่านี้ลุงตงได้ลงมือจัดการไปก่อนแล้ว อย่างไรข้าก็คิดว่าการขจัดเชื้อร้ายเ่าั้ก็ยังถือเป็เื่สำคัญพ่ะย่ะค่ะ”
แล้วหลินหร่านก็กล่าวต่อ “ท่านอ๋องก็ต้องระวังตนเองด้วย ไม่เกิดเื่อะไรขึ้นจะเป็การดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
อวี้ฉู่จาวพยักหน้ารับ เขารอจนหลินหร่านช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตนเองเป็ที่เรียบร้อย ถึงยื่นมือออกไปคว้าเอวของอีกคน พร้อมกับดึงเข้ามาใกล้จนแนบชิดกันอยู่ในอ้อมกอด
หลังจากได้เห็นหลินหร่านที่ร่าเริงสดใส และยังดูเป็ตัวของตัวเองเช่นนี้ อวี้ฉู่จาวก็รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง
อวิ๋นซีของเขาเติบโตขึ้นมากเลยทีเดียว
อวี้ฉู่จาวก้มศีรษะลง ประทับจูบบนริมฝีปากนุ่มนิ่มของหลินหร่านอย่างอ่อนโยน ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มมอบจูบอันแสนหวานต่อ รับรุ่งอรุณอย่างยาวนาน
-------------------------------------------
