พี่น้องต่างสายเื
“นายท่าน...ผู้ใดกันตามเรามา...อ๊ะ!...ฟางซิน...ไฉนเ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้”
เสียงของหวังซื่อแทรกเข้ามา ผู้ติดตามคนสนิทวิ่งลนลานและต้องหยุดกึกเมื่อเห็นฟางซินนั่งคุกเข่าตรงหน้าแม่ทัพหนุ่ม หวังซื่อย่นคิ้วไม่เข้าใจการกระทำของนาง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมนางถึงได้...”
“นางจะตามเราไปสำนักเฟิงอี้ ข้ามิอาจให้นางไปด้วยได้”
จิ้นเหอตอบพลางผินหน้าไปทางอื่นเสมือนว่าม่อยากเห็นหน้าหญิงสาวผู้ตกทุกข์ให้ใจอ่อน หวังซื่อมองนางแล้วให้นึกสงสารขึ้นมาจับใจ
“ฟางซิน...ลุกขึ้นเถิด เ้าจะไปกับพวกเราได้เช่นไร ใยเ้าจึงมิกลับบ้านของเ้า”
“ข้ามิมีใครอีกแล้ว”
“อ้าว...แล้วไหนว่าเ้ามาตามหาญาติของเ้าที่หมู่บ้านแห่งนี้อย่างไรกันเล่า”
“มิมีใครรู้จักญาติของข้าสักคน ข้าจนใจเหลือเกินมิรู้ว่าจะไปตามหาคนใกล้ชิดครอบครัวของข้าได้ที่ไหน ชีวิตข้านี้โดดเดี่ยวยิ่งนัก เพียงแค่ขอติดตามรับใช้ท่านแม่ทัพ แต่จักมิให้เป็ภาระแต่อย่างใด”
“ท่านแม่ทัพ...นี่เ้าเรียกจิ้นเหอว่าท่านแม่ทัพกระนั้นหรือ”
“นางรู้เื่ยของเราแล้ว ข้าเป็คนบอกนางเอง”
จิ้นเหอตอบแต่ยังไม่ยอมหันกลับมามองหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าไม่ยอมลุกขึ้น ฟางซินน้ำตาไหลพรากและก้มหน้าลงต่ำ
“ได้โปรดเถิดท่านจิ้นเหอ ได้โปรดให้ข้าติดตามท่านไปด้วย แค่เพียงเวลามินานเพราะข้าไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ท่านก็เห็นว่าข้านี้เพียงตัวคนเดียว หากพบภยันตรายอย่างเมื่อครั้งก่อนข้าคงต้อง...”
“นายท่าน...ได้โปรดเถิด”
หวังซื่อเสริมขึ้นอีกเสียงและทำให้จิ้นเหอถึงกับถอนหายใจด้วยลำบากใจนักกับการร้องขออันน่าเวทนาของหญิงสาว เขาพยายามใจแข็งแต่กลับได้ยินเสียงคนสนิทว่า
“นายท่าน...ให้นางไปกับเราด้วยเถิด นางคงลำบากจริง ๆ เพราะแม้แต่จะมาตามหาคนรู้จักต่างบ้านต่างเมืองก็ยังมิพบใคร หนทางเบื้องหน้าก็ยังอีกยาวไกล ท่านจะปล่อยให้นางต้องระหกระเหินไปในดินแดนนี้แต่เพียงลำพังกระนั้นหรือ”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้ หวังซื่อ!”
จิ้นเหอเสียงเครียด เขากระชับดาบที่เอวไว้มั่นและหันหลังให้คนทั้งสองก่อนตอบกลับไปในที่สุด
“อยากจะตามข้ากับหวังซื่อไปสำนักเฟิงอี้ก็ตามใจเ้าเถิดฟางซิน แต่หากเกิดอะไรขึ้นก็อย่าหาว่าข้านี้มิได้เตือนเ้าเพราะข้าได้บอกทุกอย่างแก่เ้าแล้ว”
กล่าวจบก็เดินนำหน้าไปยังอาชาสีเผือกที่หวังซื่อจูงตามมาด้วย คนสนิทของแม่ทัพหนุ่มเข้าไปประคองร่างของฟางซินให้ลุกขึ้นและยิ้มกับนาง
“ฟางซิน...นายท่านของข้าให้เ้าไปกับพวกเราด้วยแล้วนะ”
“ขอบคุณท่านหวังซื่อ...ข้ารู้ว่าท่านจิ้นเหอคงมิพอใจ”
“นายท่านของข้าก็เป็คนเช่นนี้ เขาเป็คนแข็งนอกอ่อนใน ใจเด็ดปากแข็งและไม่ค่อยยอมรับสิ่งใดโดยง่าย เ้าอาจต้องเหนื่อยสักหน่อยกับความกระด้างของนายข้า แต่ข้าขอรับรองว่าท่านแม่ทัพนั้นเป็คนจริงจัง”
“ข้าทนได้...ขอเพียงข้าได้ติดตามท่านทั้งสองไป และเมื่อท่านทั้งสองเสร็จธุระจากที่นี่แล้วข้าก็ยินดีจะไปตามทางของข้า”
“ถ้าเช่นนั้นเราก็รีบไปกันเถิด รีบไปสำนักเฟิงอี้ก่อนจะมืดค่ำ...อืม...เอาอย่างนี้แล้วกัน เ้าขึ้นไปนั่งบนม้าของข้าเพราะมันตัวเล็ก นั่งสองคนมันคงหนักพอตัว”
“ให้นางขึ้นมานั่งบนหลังม้าของข้า!”
เสียงบัญชาดังแทรกขึ้น หวังซื่อและฟางซินหันไปมองพร้อมกัน จิ้นเหอนั่งอยู่บนหลังม้าของเขาซึ่งมันตัวใหญ่กว่าม้าของหวังซื่อมากนัก ฟางซินทำตามคำสั่งของจิ้นเหอด้วยการขึ้นไปนั่งด้านหลังของเขาบนหลังอาชาตัวใหญ่
“เกาะเอวข้าไว้...เราต้องเร่งเดินทางไปให้ถึงสำนักเฟิงอี้ก่อนฟ้ามืด”
เขาสั่งอีกครั้งด้วยน้ำเสียงกระด้าง ฟางซินรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาดแม้คิดว่าการเสแสร้งทำตัวน่าสงสารเพื่อให้เขาใจอ่อนนั้นได้ผล นางขยับเข้าไปชิดด้านหลังของแม่ทัพหนุ่มรูปงามและเกาะเอวของเขาไว้ จิ้นเหอบังคับม้าของเขาให้ห้อตะบึงไปข้างหน้าโดยมีหวังซื่อควบขี่อาชาของเขาตามหลังไปติด ๆ หนทางไปยังสำนักเฟิงอี้นั้นต้องผ่านช่องเขาและป่าใหญ่ ฟางซินเหลียวมองยอดเขาหวงซานที่เสียดยอดขึ้นฟ้าท่ามกลางหมู่เมฆทะมึน ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยจอมยุทธมากมายที่ดั้นด้นมาเพื่อฝึกวรยุทธ บ้างสำเร็จบ้างละทิ้งกลางคันด้วยยังมิอดทนพอ และนางคือหนึ่งในผู้ฝึกวรยุทธที่มีความแค้นเป็น้ำเลี้ยง หนทางข้างหน้านั้นคือสำนักเฟิงอี้ ที่พำนักของศัตรูตัวฉกาจ สักวันหนึ่งต้องเอาเืคนโฉดมาล้างเืของนางเพื่อดับแค้น
*****************************
“หยุดก่อน...พวกเ้าเป็ใคร...และมาจากไหน”
คนตัวใหญ่ราวั์ปักหลั่นที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูโค้งบานใหญ่ ้ามีป้ายเขียนว่า สำนักเฟิงอี้ เอ่ยถามเมื่อเห็นคนสามคนจูงม้าสองตัวเดินเข้ามาหยุดด้านหน้า จิ้นเหอออกตัวก่อนใครว่า
“ที่นี่คือสำนักเฟิงอี้ใช่หรือไม่?”
“ใช่...แล้วพวกเ้าเป็ใคร”
“ข้าเฉิงจิ้นเหอ...มีความประสงค์ที่จะพบหัวหน้าสำนักของท่าน”
ชายผู้นั้นหรี่ตามองคนทั้งสามอย่างพินิจพิเคราะห์ โดยเฉพาะฟางซินที่ยืนอยู่ข้างหลังสุด นางก้มหน้าทำเสมือนว่ามิค่อยกล้าสบตา
“แล้วนั่นใครกัน”
คนถามพยักเพยิดหน้าไปทางชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสอง จิ้นเหอเอียงหน้าก่อนตอบ
“นางเป็น้องสาวของข้า และอีกคนคือผู้ติดตามของข้าเอง”
แม้จิ้นเหออธิบายแต่ชายผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็ยามเฝ้าประตูกลับยังมองคนทั้งสามด้วยสายตาไม่ไว้วางใจและแม่ทัพหนุ่มอ่านสายตาคู่นั้นออก เขาจึงกล่าวต่อไปว่า
“ข้ามีธุระสำคัญที่จะต้องพบเ้าสำนักเฟิงอี้...หาใช่แวะเวียนมาด้วยไร้เหตุผลหากเขากำลังสนใจข่าวของนางมารหมื่นบุปผาเช่นข้า”
คนเฝ้าประตูเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินเช่นนั้น ยิ่งได้เห็นแววตาแน่วแน่ของคนพูด
“เปิดประตู!”
เขาตัดสินใจสั่งพรรคพวกอีกสองคนให้เปิดประตู
“พวกเ้าเยข้าไปข้างในได้แต่ต้องล่ามม้าไว้ข้างนอกนี่”
เขาออกคำสั่ง หวังซื่อรีบปฏิบัติตามแต่โดยดีก่อนที่คนทั้งสามเดินผ่านเข้าไปยังอาณาเขตหลังรั้วกั้นสูงใหญ่ของสำนักฝึกวิทยายุทธอันเลื่องชื่อที่ทำให้หวังซื่อตาโตด้วยความตื่นใจ เขาขยับเข้าใกล้จิ้นเหอและกระซิบเมื่อเห็นศาลาหลังใหญ่อลังการเบื้องหน้า
“นายท่าน...ข้ามินึกว่าสำนึกฝึกวรยุทธห่างไกลจากพระราชวังจะสร้างได้น่าตื่นตาเช่นนี้ เ้าสำนักคงเป็ผู้ทรงอิทธิพลและได้รับการนับถือจากคนในแว่นแคว้นนี้”
“เป็ธรรมดาของผู้เยี่ยมยุทธ เสือตัวใหญ่อยู่ถ้ำใหญ่ พญาอินทรีย่อมสร้างรังในที่สูงและเข้าถึงได้ยาก...อย่าพึ่งตื่นเต้นไปเลยหวังซื่อ เรายังมิรู้ว่าไป๋เจี้ยนนั้นเป็คนเช่นไร เขาจะเป็ดังพญาเสือหรือไม่”
จิ้นเหอตอบด้วยความสุขุม เขาสงบนิ่งราวทะเลไร้คลื่น ขณะนั้นเองฟางซินก็เหลียวมองไปรอบ ๆ สำนักเฟิงอี้ สำนักที่คนทั้งยุทธภพให้ความยำเกรงและนับถือเ้าสำนักราวกับเขาเป็พญาสิงห์
หึ!...พญาสิงห์เช่นนั้นรึ ไป๋เจี้ยนก็แค่เสือกระหายเหยื่อ แต่ทำตัวเป็ผู้ยิ่งใหญ่ที่เื้ัเต็มไปด้วยคราบเืและหยาดน้ำตาของผู้บริสุทธิ์ นางอยากกระชากหน้ากากคนเลวเช่นเขาออก ฆ่าให้ตายแล้วสับเป็หมื่นชิ้นโยนให้พวกสุนัขป่ากินเสีย
“พวกเ้าเป็ใคร...มาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อันใด?”
เสียงกังวานกว้างที่ดังขึ้นทำให้คนทั้งสามหยุดชะงัก บุรุษร่างสูงสง่ายืนตระหง่านบนบันไดทางขึ้นศาลาใหญ่ แม้ใบหน้านั้นคือหนุ่มวัยไม่ถึงยี่สิบทว่าท่าทีในชุดขาวน่าเกรงขามยิ่ง จิ้นเหอก้าวไปข้างหน้า
“ข้าจิ้นเหอ ้าพบเ้าสำนัก ไม่ทราบว่าเขาอยู่หรือไม่”
“้าพบท่านลุงของข้ามีธุระอันใด”
“ข้ามีธุระสำคัญ...มันเป็เื่ของนางมารหมื่นบุปผา”
