ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืน และเสียงร้องของเหล่านกฮูก
ในตอนที่หลินลั่วหรานและหรงตงหลินขึ้นมาบนฝั่งแสงรุ่งอรุณก็เริ่มจะปรากฏขึ้นมายังขอบทะเลสาบ เพียงไม่กี่อึดใจเรือของเหล่าเลี่ยวก็หายไปในทะเลสาบที่เต็มไปด้วยหมอกปกคลุมอย่างไร้ร่องรอย
“เขายังไม่ได้บอกที่อยู่ของราชวังัให้เราเลยนี่!” ให้ตายเถอะ ตาแก่นั่น นี่มันหลอกเอาเงินพวกเราชัดๆ!
หลินลั่วหรานรีบปิดปากของเขาเอาไว้ หรงตงหลินมีดีไปเสียทุกอย่างมีแค่เื่ที่เขาชอบพูดอะไรออกมาไปเรื่อยนี่แหละที่ดูน่ารำคาญ
“ไปเถอะ ฉันรู้ว่าอยู่ที่ไหน เธอพูดอะไรให้มันเบาๆ หน่อยตอนนี้พวกเราถือว่าเข้ามาโดยพลการกันอยู่นะ” เมื่อเห็นว่าหรงตงหลินพยักหน้าลงหลังจากได้ยินดังนั้นเธอก็ปล่อยเขาออก
โดยปกติแล้วในสถานที่ท่องเที่ยวต่างก็จะมีแผนที่เอาไว้ให้ดูบริเวณหน้าทางเข้าไม่ว่าจะเป็ตรงไหนทิศทางใดก็สามารถดูออกได้ง่ายๆหลินลั่วหรานคิดพิจารณาแผนที่อยู่สักพัก ก่อนที่จะลากลงหรงตงหลินให้เดินออกไปเมื่อเห็นว่าหรงตงหลินเป็เพียงนักศึกษาแสนบอบบางคนหนึ่ง เธอก็หยิบเอา ‘กระดาษสีเหลือง’ ออกมาจากอากาศพร้อมกับแปะมันลงที่เท้าของหรงตงหลิน
หรงตงหลินที่น่าสงสารตลอดการใช้ชีวิตมายี่สิบกว่าปีของเขานี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่ดูเหมือนกับว่าร่างกายทั้งส่วนบนและส่วนล่างของเขาประกอบเข้าหากันได้อย่าง‘พอดิบพอดี’หากจะพูดให้มันเข้าใจง่ายๆ หน่อยก็คือ อยู่ๆเขาก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเองเบาราวกับปุยนุ่นขึ้นมา
วิธีการของพวกเทพ วิธีการของพวกเทพ...หรงตงหลินะโไปมาก่อนที่จะรีบตามมาที่ด้านหลังของหลินลั่วหรานโดยที่ไม่เห็นเลยว่าใบหน้าของคนด้านหน้าอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
เธอไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองกำลัง ‘เอาคืน’ เขาอยู่ เธอจึงตั้งใจนำเอาอักษรเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ที่คัดลอกมาจากเหวินกวนจิ่งมาทำใช้แกล้งเขาใเล่น
สำหรับอักษรเวทที่แปะอยู่ที่ขาของหรงตงหลินนั้นเขากลับรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็ของเล่นสปริงบางอย่างที่ติดเข้าที่ขาของเขาจนทำให้ทุกๆ ก้าวเดินดูเหมือนกับเขากำลังเดินอยู่บนเตียงสปริงนุ่มๆและสามารถก้าวะโผ่านสิ่งกีดขวางทั้งสูงและต่ำต่างๆ มาได้ง่ายๆ
เขาจวินชานนั้นไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่มากหากมองมาจากหอคอยเย้ว์หยางหรือมองลงมาจากทางบนอากาศก็จะพบว่ามันมีรูปร่างเหมือนกับเต่าทะเลตัวหนึ่งและถูกฝังอยู่ที่ใจกลางทะเลสาบต้งถิงแห่งนี้ มันก็เป็เกาะเล็กๆที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม
ที่นี่มีสามสิบหกศาลา และอีกสี่สิบแปดศาลพวกหลินลั่วหรานกำลังเดินผ่านสุสานเอ้อร์เฟยที่โด่งดังอยู่
เอ๋อหวงและหนี่ว์ยิงไม่สามารถจะอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนได้ ดังนั้นบริเวณศาลเซียงเฟยจึงสร้างรูปปั้นของหญิงงามทั้งสองเอาไว้ให้กราบไหว้ด้านในสีสันของรูปปั้นชัดเจนสดใส เสื้อผ้าบนร่างปลิวสยายไปตามลมบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยเมฆล่องลอย นกกระเรียนแดง ไม้ไผ่ ล้อมไปด้วยทะเลสาบและูเาตัวรูปปั้นนั้นดูท่าทางราวกับจะโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้
แม้แต่ตัวหลินลั่วหรานเองก็ยังต้องหยุดฝีเท้าลงต้นไผ่ที่อยู่บริเวณแถวนี้พากันขยับเสียดสีส่งเสียงออกมาราวกับกำลังร้องไห้และกำลังพูดพึมพำบางอย่างอยู่...ให้ความรู้สึกที่แสนจะแปลกประหลาดและดูลึกลับเมื่อคิดไปคิดมาแล้ว เธอก็หยุดลงและกราบไหว้ไปทางทิศทางของรูปปั้น
แม้ว่าจะไม่มีธูปเทียนอะไร แต่สิ่งสำคัญก็อยู่ที่จิตใจมากกว่าอย่างไรท่านทั้งสองก็คงจะไม่ได้ว่าอะไร
ทั้งสองนั้นเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วแสงรุ่งอรุณส่องผ่านตามรอยแยกของต้นไผ่ลงมายังดวงตาของรูปปั้นเกิดเป็แสงส่องเปล่งประกายขึ้นมาจนทำให้รูปปั้นของสาวงามทั้งสองต่างก็ดูราวกับมีชีวิตช่างดูน่าอัศจรรย์และแปลกประหลาดเสียเหลือเกิน
พวกเขาเดินไปยังทิศทางตรงกันข้ามจากทางฝั่ง ราวกับกำลังเดินข้ามเกาะไปก่อนที่จะเดินมาถึงบริเวณจุดหมายในบริเวณเขตแดนของทะเลสาบต้งถิง บริเวณด้านนอกเขื่อนทะเลสาบถูกปกคลุมไปด้วยหมอกในตอนนี้หญ้าน้ำกำลังพากันขยับสั่นไหวไปมา แสงอาทิตย์ปรากฏขึ้นจากขอบฟ้าสีของแสงแรกของวันและเมฆสีทองสลับซับซ้อนกันสะท้อนลงไปบนทะเลสาบต้งถิงอันแสนกว้างใหญ่ผืนน้ำต่างถูกแสงตะวันยามเช้าย้อมให้กลายเป็สีแดงอันอบอุ่น
หรงตงหลินเป็เด็กที่ชอบอ่านหนังสือซึ่งหาได้ยากในเมืองใหญ่เมื่อเห็นว่า้าศาลาเขียนเอาไว้ว่า ‘บ่อน้ำหลิ่วอี้’เขาก็ถอนลมหายใจออกมายาวๆ
“รุ่นพี่หลิน ที่นี่มัน...เป็เพียงแค่ตำนานไม่ใช่เหรอครับ!”
แสงสีเขียวปรากฏขึ้นในมือของหลินลั่วหราน ภายในชั่วพริบตาของหรงตงหลินมันก็กลายเป็ไผ่สีเขียวที่ดูราวกับไผ่ที่เขาได้พบเห็นบริเวณศาลเซียงเฟยก่อนหน้านี้เธอใช้ไม้ไผ่นั้นเคาะลงที่หัวของเขา “ถ้าแบบนั้นนี่ก็เป็ของปลอมเหรอ?”
เจ็บ…แน่นอนว่ามันไม่ใช่ของปลอม หรงตงหลินนั้นซื่อเกินไปเขาไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำว่า หากคนอย่างหลินลั่วหรานยังมีอยู่ได้ตํานานในประเทศจีนบางทีก็อาจจะมีความจริงปนอยู่ไปกว่าครึ่ง
ในทะเลแห่งเมฆหมอกจะมีประตู์อยู่หรือไม่ ก็ยังไม่อาจจะแน่ใจได้ดังนั้นการพูดถึงชื่อของราชวังัแห่งต้งถิงใน ‘เื่เล่าของหลิ่วอี้’ ก็ดูเหมือนว่าอาจจะไม่ได้ไร้ซึ่งเหตุผลเสียเลยทีเดียว
ทั้งสองต่างมองพิจารณาบ่อน้ำบริเวณด้านหน้าอย่างละเอียดมันดูไม่เหมือนกับแผ่นหินทางเดิน บริเวณปากบ่อน้ำมีลวดลายปลาสองตัวล้อมรอบอยู่ทั้งสองต่างก็มีลักษณะเป็ครึ่งวงกลม และไม่ได้เชื่อมต่อกันด้านในมีขั้นบันไดยืดยาวลงไปยังด้านใต้ของบ่อน้ำราวกับว่ามันจะสามารถนำพาไปถึงด้านในของราชวังัที่น่าอัศจรรย์ใต้ทะเลสาบแห่งนี้ได้จริงๆ
สำหรับคนธรรมดาแล้ว ก็อาจจะเพียงสามารถคิดจินตนาการไปได้แต่ด้วยจิตความคิดของหลินลั่วหรานในทุกวันนี้ มันสามารถยืดยาวขยายออกไปได้หลายลี้เธอจึงส่งจิตความคิดลงไปตรวจสอบ ก่อนจะพบว่าบันไดเหล่านี้เป็เพียงแค่การหลอกตาความจริงแล้วมันยืดยาวลงไปเพียงแค่ไม่กี่สิบขั้นก็สิ้นสุดลงแล้ว
หลินลั่วหรานไม่ได้รู้สึกสิ้นหวัง หากว่าบันไดนี้ยาวลงไปยังราชวังัจริงแม้ว่าด้านในจะมีทรัพย์สมบัติมากมายก็เกรงว่าแม้แต่ผ้าเช็ดเท้าของเ้าแห่งัก็น่าจะถูกนำออกไปแล้วแล้วจะไปมีอะไรเหลือถึงพวกเขาได้อย่างไร
“รุ่นน้องหรง เธออ่านหนังสือมามาก ลองนึกกลับไปถึงเนื้อหาด้านใน ‘เื่เล่าของหลิ่วอี้’ อย่างละเอียดอีกทีสิโดยเฉพาะวิธีการที่ทำให้เขาเข้าไปในราชวังัแห่งต้งถิงได้”
แม้ว่าเขาจะรู้สึกเหนื่อยใจกับความคิดประหลาดของหลินลั่วหรานแต่เขาก็ได้รับเงินเดือนมาจากหลินลั่วหรานแล้ว ดังนั้นเขาจึงทำตามที่เธอบอกและนึกย้อนกลับไปถึงเนื้อหาของตำนานนั่น ในระหว่างที่นักศึกษาหลิ่วอี้กำลังเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดในเมืองฉุนฮั่วแห่งส่านซีหลังจากที่เขาบอกลากับเพื่อนแล้วเขาก็ได้พบกับเด็กสาวเลี้ยงแกะที่ดูน่าสงสารคนหนึ่ง เขาเข้าไปพูดคุยด้วยความกล้าหาญก่อนจะต้องใเมื่อรู้ว่าหญิงสาวที่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา แต่กลับมีใบหน้าที่สวยงดงามคนนี้คือลูกสาวคนที่สามของเ้าแห่งัและก็เป็ในตำนาน เธอถูกครอบครัวของสามีรังแกทารุณจึงมาเลี้ยงแกะอยู่ที่นี่
แน่นอนว่าหลิ่วอี้ไม่สามารถจะทนต่อการอ้อนวอนของธิดาเ้าัผู้มีหน้าตาสวยงามน่ารักแบบนั้นได้เขาจึงตอบตกลงไปว่าจะนำเอาจดหมายของเธอไปส่งให้กับราชวังัและเรียกหาการปกป้องจากครอบครัวของเธอ
แต่คนธรรมดาคนหนึ่ง แม้จะรู้ว่าทางเข้าอยู่ที่ไหนแต่จะสามารถเข้าไปในราชวังัได้อย่างไร?
ธิดาับอกวิธีการให้กับเขาเธอบอกให้เขาหาต้นส้มจีนต้นหนึ่งที่อยู่บริเวณข้างทะเลสาบต้งถิงหลังจากนั้นก็ให้เคาะลงที่ต้นไม้สามครั้งทันใดนั้นภายในคลื่นน้ำใสก็ปรากฏนายทหารกุ้งปูออกมาแยกน้ำเปิดทางให้เขาและพาเขาเข้าไปยังราชวังั
หลังจากที่หรงตงหลินเล่าจบ ในใจของทั้งสองก็ไม่ได้สู้ดีนัก
นี่เป็เื่เล่าั้แ่สมัยราชวงศ์ถัง ต้นส้มจีนต้นหนึ่งหากไม่ได้กลายเป็ต้นไม้ปีศาจมันจะสามารถมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร...บริเวณใต้ดินของที่นี่เธอก็สำรวจมาแล้วแม้แต่รากของต้นส้มจีนที่ดูน่าสงสัยต่างก็ถูกความเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาทำให้หายไปจนไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่ร่องรอย
“รุ่นพี่หลิน ที่นี่ไม่มีต้นส้มจีนนะครับ”
ท้องฟ้าเริ่มจะสว่างขึ้นมาแล้วไม่นานนักก็จะเป็เวลาที่เขาจวินชานเรียกเอานักท่องเที่ยวเข้ามามากมายถ้าหากว่าพวกเขาไม่รีบหาทางเข้าให้พบ วันนี้ก็คงจะต้องมาเสียเปล่า
หลินลั่วหรานนั่งยองๆ ลงสำรวจดูรูปปั้นปลาบริเวณขอบบ่อน้ำมันถูกแกะสลักเอาไว้อย่างละเอียดสวยงาม แต่กลับดูไร้ซึ่งจิติญญาของประวัติศาสตร์แววตาของหลินลั่วหรานเต็มไปด้วยความเฉียบคม เพียงการมองคร่าวๆเธอก็รู้ได้แล้วว่ามันเป็เพียงแค่ของที่คนยุคหลังนำติดมาด้วยและไม่ใช่ของโบราณในสมัยราชวงศ์ถัง
ดังนั้นบ่อน้ำแห่งนี้เองก็ไม่ต้องพูดถึงมันต้องเป็ของที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในภายหลังอย่างแน่นอน
เดี๋ยวนะ พวกนายทหารกุ้งปูเ่าั้ปรากฏตัวออกมาจากคลื่นน้ำและเปิดทางน้ำให้กับหลิ่วอี้...เธอใช้จิตความคิดลงไปตรวจสอบภายใต้จุดสิ้นสุดของขั้นบันไดอีกครั้งมันถูกขวางกั้นเอาไว้ด้วยกำแพงหินที่มีตะไคร่ขึ้นอยู่เต็มไปหมดจนไม่สามารถจะบอกได้ว่ามันเป็ก้อนหินอะไร
จิตความคิดของหลินลั่วหลานไม่สามารถที่จะข้ามผ่านกำแพงนี้ไปได้และนี่ก็คือสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกสนใจขึ้นมา
ไม่มีต้นส้มจีนแล้วจะอย่างไรล่ะ? ในเมื่อเธอไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษาอย่างหลิ่วอี้การเป็นักปราชญ์ระดับพื้นฐานที่มีพื้นฐานพลังธาตุน้ำคนหนึ่งถ้าหากว่าเพียงแค่ร่าย ‘เวทแยกน้ำ’ ออกมาไม่ได้ก็คงจะดูน่าอายเกินไป
ในตอนที่เธอเป็เพียงนักปราชญ์ระดับฝึกลมปราณตอนปลายเธอก็กล้าที่จะร่ายเวทออกมาแยกน้ำในแม่น้ำชาเฮอแล้วด้วยระดับการฝึกศาสตร์ของเธอในตอนนี้กับแค่บ่อน้ำที่ยืดยาวออกไปจะไปมีอะไรที่น่ากังวลกัน
ดังนั้นในตอนที่หรงตงหลินไม่อาจจะกะพริบตาได้ลง หลินลั่วหรานก็ได้ร่าย ‘เวทแยกน้ำ’ ออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้วแสงสีฟ้าที่ดูใสสะอาดเสียยิ่งกว่าสีน้ำในมหาสมุทรประกายอยู่บริเวณมือขวาของเธอหลังเสียงคำว่า “เปิดออก” ถูกเอ่ยออกมาน้ำในบ่อก็เริ่มขยับแยกออกไปอยู่บริเวณข้างๆ ตัวบ่อและปรากฏขั้นบันไดหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำออกมา
โอ้ นึกออกแล้ว นี่คือเวทมนตร์ที่ลั่วตงพูดถึงใช่ไหม? หรงตงหลินรู้สึกแปลกประหลาดใจเป็อย่างมาก ตอนที่ใช้อักษรเวทเขาก็เห็นเป็เพียงแค่แสงประกายขึ้นมา และหลังจากติดลงที่เท้าของเขาแล้วทั่วทั้งตัวของเขาก็รู้สึกเบาสบายราวกับนุ่น ทุกๆ การขยับก้าวเดินดูราวกับกำลังโบยบินแต่ในการร่ายเวทของหลินลั่วหรานในครั้งนี้ เขาสามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนแน่นอนว่าเขานั้นไม่ได้เข้าใจถึงเื่การฝึกศาสตร์มากอย่างลั่วตงและเมื่อลั่วตงเรียกพลังเวทเหล่านี้เป็เวทมนตร์หรงตงหลินจึงยิ่งไม่รู้ถึงความแตกต่างของพวกมัน
“ไปเถอะ!”
น้ำในบ่อถูกแยกให้ออกเป็สองฝั่ง หลินลั่วหรานเดินนำไปข้างหน้าหรงตงหลินเดินตามติดเธอไปด้านหลัง หลังจากที่ทั้งสองเดินผ่านไปแล้วน้ำก็กลับมารวมกันเหมือนเดิม
หรงตงหลินคิดว่าภายใต้บ่อน้ำมันจะดูย่ำแย่แต่หลังจากที่แสงสีฟ้าประกายออกมาหรงตงหลินก็พบว่าบริเวณรอบตัวของเขาและหลินลั่วหรานปรากฏเกราะโปร่งใสขึ้นกันน้ำในบ่อให้ออกไปห่างจากตัวของพวกเขาประมาณหนึ่งเมตร
มือของหลินลั่วหรานประกายแสงไฟออกมา เพื่อส่องสว่างให้กับโลกใต้บ่อน้ำแห่งนี้
และมันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากที่เธอใช้จิตความคิดตรวจสอบ ทางเข้านั้นแคบมากแต่ความจริงเมื่อยิ่งเดินเข้าไปก็จะยิ่งขยายออกกว้างหลินลั่วหรานคอยระมัดระวังเอาไว้ตลอดเวลาเผื่อจะเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดคิดขึ้น อย่างไรหากที่นี่เป็ทางเข้าราชวังัอย่างที่เธอคิดเส้นทางข้างหน้านั้นก็ดูไม่แน่นอน
เธอกำลังใช้สมาธิเป็อย่างมากดังนั้นจึงไม่ได้สังเกตว่าใบหน้าของหรงตงหลินแดงก่ำขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจอีกทั้งฝีเท้าของเขาก็ยังดูไม่มั่นคงเสียเท่าไร
เกราะน้ำนี้ดูแปลกประหลาดมากการหายใจอยู่ด้านในนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อยแต่เด็กน้อยหรงตงหลินกลับกำลังรู้สึกว่าตัวเองอยู่ใกล้กับหลินลั่วหรานมากเกินไปเดิมทีเขาก็เป็เด็กวัยรุ่นที่ร้อนรนขึ้นมาได้ง่ายแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความคิดชั่วร้ายอะไร แต่เขาก็ไม่สามารถจะอดกลั้นการสูบฉีดของเืวัยรุ่นของตัวเองได้มันเป็เพราะว่าอุณหภูมิภายใต้น้ำนี้ค่อนข้างสูงหรือเป็เพราะว่าอยู่ใกล้กันมากเกินไปกันแน่?
ขั้นบันไดเพียงไม่กี่สิบขั้นหรงตงหลินรู้สึกราวกับตัวเองกำลังนำพาลูกกวางตัวน้อยเดินอยู่แต่เมื่อในความคิดมากมายนั้นนึกไปถึงเื่ภูมิหลังที่ดีของตระกูลหลินขึ้นมาได้พอเดินมาถึงจุดสิ้นสุดของขั้นบันได ความคิดเล็กๆ น้อยๆของเสี่ยวหรงก็มลายหายไปเองโดยอัตโนมัติ
บริเวณปลายทางของขั้นบันไดคือกำแพงหนาที่ขวางกั้นเอาไว้หลินลั่วหรานได้สำรวจด้านในบ่อน้ำแห่งนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว มันไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดดังนั้นความอันตรายจึงไม่ได้มากนัก
ลำแสงสีทองปรากฏออกมาจากปลายนิ้วมือของเธอพลังที่กระฉับกระเฉงว่องไวราวกับกำลังเต้นรำอยู่หลินลั่วหรานใช้มันในการขูดเอาตะไคร่น้ำบริเวณ้ากำแพงหินออกก่อนที่มันจะปรากฏกำแพงหินราบเรียบขึ้นมา นี่มันราบเรียบเกินไปแล้วไม่มีอะไรเลยสักอย่าง!
ทั้งสองคนต่างพากันสิ้นหวัง ฝีเท้าของหรงตงหลินนั้นไม่ค่อยมั่นคงเมื่อเหยียบเข้ากับตะไคร่น้ำเขาก็ลื่นลงไปกระแทกเข้ากับกำแพงจนทำเอาเขามึนงงตาลายขึ้นมา
แต่ว่าเสียงสะท้อนที่ดังขึ้น กลับทำให้หลินลั่วหรานนึกอะไรได้ออก
ทั้งสองต่างก็สามารถััได้ พวกเขาเคาะลงที่กำแพงดูที่แท้มันก็ไม่ใช่กลไกอะไร แต่เป็เพียงกำแพงกลวงๆ ที่ใช้กั้นเอาไว้เท่านั้นหรือสามารถก็บอกได้ว่าด้านหลังของกำแพงนี้มีกำแพงอยู่อีกชั้นดูเหมือนว่าจะไม่สามารถพึ่งพาเพียงจิตความคิดได้ในทุกครั้งดูเหมือนว่าบนโลกนี้จะมีของที่จิตความคิดถูกขวางกั้นเอาไว้และมีเพียงสองมือเท่านั้นที่จะสามารถพบเจออยู่ไม่น้อย
หลินลั่วหรานถอนหายใจออกมา ก่อนจะบอกให้หรงตงหลินขยับถอยหลังออกไปเธอออกแรงไปเพียงเล็กน้อย พลังการทำลายของนักปราชญ์ระดับพื้นฐานนั้นไม่จำเป็จะต้องพูดก็รู้กันอยู่กำแพงหินนั้นจึงถล่มลงมา และกำแพงที่พวกเขาทั้งสองตั้งตารอก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า
ตัวอักษรที่ดูคุ้นตาปรากฏขึ้น หรงตงหลินลูบไล้ลงที่กำแพงก่อนจะพูดขึ้นกับตัวเอง “นี่คือชุ่ยชูที่แท้จริง...”เขาไม่สามารถจะอดกลั้นความตื่นเต้นของตัวเองเอาไว้ได้นี่มันไม่ใช่ของที่ทำขึ้นมา แต่มันคือรอยสลักจากประวัติศาสตร์ของจริงเหมือนกับบันทึกซีกไม้ไผ่ภายในสุสานโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่น
“รุ่นน้องหรง ดูเนื้อหาด้านในก่อน” การพาหรงตงหลินมาที่นี่ด้วยนั้นเป็เื่ที่ดีเกินคาดใครบอกว่าตำนานเป็เื่เชื่อไม่ได้? บางทีชุ่ยชูอาจจะเป็ภาษาของตระกูลชุ่ยจริงๆก็ได้ ใครจะบอกได้อย่างชัดเจน
หรงตงหลินพิจารณาตรวจสอบเนื้อหา ตัวอักษรนั้นมีอยู่ไม่มากนักด้วยความสามารถของเขาจึงสามารถแยกแยะออกมาได้อย่างง่ายดาย
แต่ว่าหลังจากที่อ่านจบแล้ว สีหน้าของเขาก็ดูผิดแปลกไป ราวกับ้าจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา
