การเก็บเกี่ยวในการต่อสู้ครั้งนี้อุดมสมบูรณ์มากๆ หลังจากที่ซุนเฟยและเอเลน่าเปลี่ยนไอเทมและชุดเกราะใหม่เรียบร้อยแล้ว ซุนเฟยก็จูงมือเอเลน่าสำรวจที่นี่สักรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสมบัติชิ้นไหนตกหล่นอีก สุดท้ายซุนเฟยก็หาทางเข้าสีดำแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของห้องโถงแห่งนี้พบ เมื่อเข้าไปในทางเข้านั้น ทิวทัศน์ตรงหน้าก็เปลี่ยนไปราวกับกำลังเดินทางข้ามมิติก็ไม่ปาน ไม่ช้าก็มาถึงห้องโถงขนาดใหญ่อีกห้องหนึ่งที่ดูคล้ายกับห้องโถงของสุสานใต้ดิน
ที่นี่มีูเาขนาดเล็กลอยอยู่กลางอากาศ ูเาขนาดเล็กนี้เต็มไปด้วยโซ่ตรวนหนักๆ ที่แขวนอยู่ ปลายด้านหนึ่งของแต่ละโซ่จะติดกับูเาเล็กๆ และทั้งูเาเต็มไปด้วยคำจารึกเวทมนตร์อยู่เต็มไปหมด ที่นี่ทั้งสองคนได้เห็นอัครเทวทูตทีเรียลที่ถูกขุมขังและปล่อยให้ตายอย่างทรมาน อัครเทวทูตผู้นี้สวมชุดเกราะเทวทูตที่งดงาม ทั่วร่างเต็มไปด้วยหนวดเทนทาเคิลที่เรืองแสงสีขาวเงิน และดูเหมือนว่าหนวดเทนทาเคิลนี้จะไม่มีสติปัญญาเป็ของตัวเอง ทุกอย่างไม่ได้ผิดไปจากความทรงจำของซุนเฟยเท่าไร ที่สองพี่น้องเดียโบลและบาอัลได้ออกเดินทางไปยังฝั่งตะวันออก ทำให้ซุนเฟยได้สวมบทพระเอกสังหารลาสบอสได้ถึงสองตัว ซุนเฟยคาดหวังไว้ว่าอัครเทวทูตคนนี้อาจจะมอบของรางวัลอะไรสักอย่างให้แก่เขา แต่ใครจะรู้ว่า มันเป็การทำงานหนักให้ฟรีๆ ซุนเฟยโมโหมาก เข้ารีบดึงเอเลน่าเดินจากไปทันที...
หลังจากกลับมาที่ 'ลุกค์ โกลไลน์' ซุนเฟยก็ไปหา NPC พ่อค้าเพื่อขายไอเทมที่ไม่ใช้บางส่วนและได้รับเงินมาทั้งหมดสามหมื่นเหรียญทอง ทำให้ซุนเฟยฮัมเพลงออกมาอย่างเบิกบานใจ ถึงแม้ว่าเขาจะเคลียร์เควสทั้งหมดของแผนที่ที่สองเสร็จสิ้น และสามารถไปหากัปตันเรือมาซีฟเพื่อมุ่งหน้าไปยังแผนที่ที่สาม 'ท่าเรือคูแรสท์' แต่เมื่อคิดไปคิดมา ซุนเฟยก็ตัดสินใจหยุดความคิดนี้ไว้ก่อน รอจนอีกหกตัวละครเคลียร์เควสทั้งหมดของ 'ลุกค์ โกลไลน์' จนครบแล้วค่อยไปก็ยังไม่สาย
เมื่อได้อยู่กับเอเลน่าตามลำพัง ซุนเฟยก็รู้สึกว่า โลก Diablo ที่เต็มไปด้วยปีศาจร้ายดูโรแมนติกขึ้นเยอะเลย
ซุนเฟยเล่าถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างเมืองแซมบอร์ดในอนาคตให้เอเลน่าฟัง เพื่อนำไปบอกเบสท์อีกทีหนึ่ง พระจันทร์สีเืในโลก Diablo ลอยขึ้นสู่จุดสูงสุดบนท้องฟ้า มือของทั้งสองคนก็ยังคงเกาะกุมกันแน่น การมีสาวงามเคียงข้างร่วมชมจันทร์ไปด้วยเป็เื่ที่ซุนเฟยเคยเพ้อฝันอยู่หลายครั้ง ไม่คิดไม่ฝันว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซุนเฟยก็ออกจาก 'โหมดคนเถื่อน' แล้วเลือกตัวละครจอมเวท ก่อนจะเข้าไปในแผนที่ 'ลุกค์ โกลไลน์' อีกครั้ง ซุนเฟยไม่รอช้า เขาเริ่มสังหารมอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวล ตอนนี้ตัวละครจอมเวทเลเวล 33 และเนื่องจากตัวละครตัวนี้ได้รับชุดเกราะ 'ทักษะของอาร์แคนน่า' ทำให้ตัวละครจอมเวทแข็งแกร่งมากขึ้นและอัพเลเวลได้เร็วมากขึ้น
……
ป้อมปราการแบล็กสโตน ณ เทือกเขาอาทิตย์
ก่อนรุ่งอรุณจะมาเยือน นี่เป็่เวลาที่มืดที่สุด
ซุนเฟยกลับออกมาจากโลก Diablo หลังจากที่านองเืจบลง ป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนก็เงียบสงบมาก ไม่มีร่องรอยศัตรูคนใดบุกโจมตีในคืนนี้ ดูเหมือนว่าาาแบล็กสโตนที่หยิ่งจองหองคนนั้นจะรู้ซึ้งแล้วว่า กองทัพของตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกองทัพเมืองแซมบอร์ด ถึงได้ไม่มีคำสั่งให้กองทัพที่เหลือเข้ามาฟื้นฟูป้อมปราการแห่งนี้
แน่นอนว่าอาจจะยังมีเหตุผลอื่น ซุนเฟยคาดเดาจากคำพูดที่าาแบล็กสโตนคายออกมาวันนี้ แต่ถึงอย่างนั้น ซุนเฟยก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเลย เื่พวกนี้มันไม่สำคัญหรอก เมื่อไรที่อยู่ต่อหน้าผู้ที่แข็งแกร่ง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนกลายเป็เท็จ ความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดตอนนี้ แม้จะยังไม่สามารถเทียบชั้นระดับราชอาณาจักรได้ แต่สำหรับระดับอาณาจักรด้วยกันแล้ว ซุนเฟยมั่นใจว่าอาณาจักรแซมบอร์ดก็ไม่น้อยหน้าใครเช่นกัน
กล้าหันเขี้ยวเล็บมาใส่บิดา บิดาก็จะทำให้เ้ารู้ว่า ‘ความเสียใจ’ มันเป็อย่างไร!
ซุนเฟยนอนเอกเขนกบนยอดหอคอยป้อมปราการ มองแสงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนบนท้องฟ้าที่กำลังเปล่งแสงระยิบระยับ ทำให้ซุนเฟยได้ปลดปล่อยความคิดทั้งหมดไปกับความเงียบสงบ ซุนเฟยรู้สึกดื่มด่ำไปกับความเงียบสงบที่หาได้ยากและเพลิดเพลินไปกับท้องฟ้ายามราตรีที่แสนเงียบสงัด คืนนี้เป็คืนที่ดาวงดงามที่สุด ดวงดาวแต่ละดวงกระจ่างใสดุจเพชรเม็ดงาม เสริมให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนดูสวยงามจนไม่อาจละสายตาไปได้
ไม่ช้าซุนเฟยก็เริ่มนึกคึกขึ้นมา
เขาเลียนแบบฉากค้นหากลุ่มดาวราศีบนท้องฟ้ากว้าง
แต่ที่ทำให้เขาแปลกใจก็คือ เขาได้ค้นพบกลุ่มดาวราศีที่คุ้นเคยบนท้องฟ้าจริงๆ ในฐานะแฟนคลับเซนต์เซย่าตัวยง มีอยู่่หนึ่งที่ซุนเฟยหมกมุ่นอยู่กับกลุ่มดาวราศีต่างๆ ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับตำแหน่งของกลุ่มดาวทั้งแปดสิบแปดกลุ่มที่อยู่บนท้องฟ้า ซุนเฟยเริ่มโยงดวงดาวบนท้องฟ้าให้กลายเป็กลุ่มดาวต่างๆ กลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่เขาเห็นตอนนี้ แม้จะมีบางกลุ่มที่ผิดแปลกไปจากความทรงจำอยู่บ้าง แต่ถ้าลองใช้ใจทำก็สามารถวาดรูปแบบที่คล้ายๆ กันออกมาได้
“กลุ่มดาวเพกาซัส...กลุ่มดาวั...กลุ่มดาวคนแบกงู...ฮ่าๆๆ ข้าหาเจอแล้ว แปลกจริงๆ ที่หามันพบ!” ซุนเฟยลูบคางตัวเองเบาๆ เมื่อนึกถึงความคิดที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งขึ้นมา
ไม่ช้า
“มาหาข้าที่ยอดหอคอยป้อมปราการ”
เสียงของซุนเฟยดังขึ้นข้างหูของแฟรงก์ แลมพาร์ด พัศดีโอเลเกร์ ราชองครักษ์เฟร์นันโด ตอร์เรสและ 'สองอสูรกาย' ดร็อกบากับเพียร์ซ คนเหล่านี้ไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน นอกจากจะคอยเฝ้ายามทั้งคืนแล้ว พวกเขายังฝึกฝนพลังของตัวเองเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้วย ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาจะต้องเอาชนะการประลองเดี่ยวในการซ้อมรบที่จะถึงครั้งนี้ให้ได้ พวกเขาอยากจะช่วยแบ่งเบาความกดดันของซุนเฟย ดังนั้น พวกเขาจึงต้องพยายามอย่างหนักในการฝึกฝนตัวเอง
เมื่อได้ยินเสียงของซุนเฟย ร่างของพวกเขาก็พากันทะยานขึ้นมาที่ยอดหอคอยอย่างเงียบๆ ท่ามกลางความมืด
“ฝ่าา!” ทหารหกคนต่างพากันคุกเข่าลงทำความเคารพ
“ลุกขึ้นเถอะ!” ซุนเฟยยืนหันหลังให้พวกเขาอย่างสงบ สายลมยามราตรีพัดเข้ามาทำให้ชุดของเขาโบกสะบัดไปตามแรงลม ซุยเฟยเงยหน้ามองบนท้องฟ้า ก่อนจะใช้นิ้วชี้ไปที่ดวงดาวบนท้องฟ้าแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “พวกเ้าดูสิ ดวงดาวบนท้องฟ้างดงามมากแค่ไหน สว่างสดใสมากเพียงใด อีกทั้งมีจำนวนเท่าไรก็ไม่แน่ใจนัก แต่พวกเ้าอาจจะรู้จักตำนานที่น่าอัศจรรย์เื่หนึ่ง ดวงดาวบนท้องฟ้าความจริงแล้วมันไม่ได้กระจัดกระจายแบบมั่วๆ นะ พวกมันแค่พื้นที่ที่แตกต่างกันและยังรวมกลุ่มกันกลายเป็รูปที่น่าทึ่ง ซึ่งรูปพวกนั้นเราเรียกขานกันว่า กลุ่มดาวราศี ดวงดาวบนท้องฟ้าสามารถแบ่งออกเป็แปดสิบแปดกลุ่มดาวราศี...”
กลุ่มดาวราศี?
แม้ว่าบนแผ่นดินอาเซรอทจะมีการค้นคว้าเกี่ยวกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้ามาอย่างยาวนาน และมีความสำเร็จทางทฤษฎีบางส่วน อีกทั้งยังมีตำนานเล่าขานอยู่หลายเื่ แต่สำหรับเื่กลุ่มดาวราศีนี้ ถือเป็ครั้งแรกที่ได้ยิน หลายคนก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ องค์าาถึงมาพูดเื่พวกนี้ หรือสมองเกิดผิดเพี้ยนอะไรขึ้นมา?และถึงแม้ในใจจะนึกสงสัย แต่พวกเขาก็ยอมฟังอย่างเงียบๆ
“ในตำนานกล่าวไว้ว่า กลุ่มดาวราศีทั้งแปดสิบแปดกลุ่ม มีตัวแทนนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดแปดสิบแปดคน นักรบเหล่านี้ดำรงอยู่เพื่อปกป้องความยุติธรรมและความรัก หมัดของพวกเขาสามารถแหวกอากาศ การเตะของพวกเขาสามารถผ่าปฐี และพวกเขายังทรงพลังยากที่จะมีใครต้านทานพวกเขาได้ นามของพวกเขา พวกเ้าคงคุ้นเคยกันดี นั่นก็คือเซนต์! นี่เป็เหตุผลว่าทำไมข้าถึงได้ตั้งชื่อทหารองครักษ์าาเมืองแซมบอร์ดว่าอัศวินเซนต์...พวกเ้าดูดีๆ อีกครั้งสิ กลุ่มดาวที่อยู่ห่างออกไปบนท้องฟ้าทางทิศเหนือที่มีดวงดาวอยู่รวมกันทั้งเก้าสิบหกดวง เ้าว่ามันเหมือนราชสีห์ทองคำกำลังร้องคำรามอยู่หรือเปล่า?”
ทุกคนมองไปตามทิศทางที่ซุนเฟยชี้ พวกเขามองเห็นดาวมากมายกระจายทั่วผืนฟ้า เมื่อพวกเขาลองใส่ใจลงไปในจินตนาการแล้ววาดกลุ่มดาวราศีขึ้นมา ผลก็คือเป็ไปอย่างที่องค์าาพูด มันเหมือนราชสีห์ทองคำกำลังคำรามจริงๆ ด้วย
“ในตำนานเรียกกลุ่มดาวราศีนี้ว่า กลุ่มดาวราศีสิงห์”
ซุนเฟยหมุนร่างกลับมามองทุกคน ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ร่างของแลมพาร์ดแล้วพูดต่อไปว่า “นักรบกลุ่มดาวราศีสิงห์ เขาเป็อัศวินโกลด์เซนต์ ในตำนานเล่าไว้ว่า เขี้ยวของราชสีห์ทองคำสามารถขย้ำกระดูกข้าศึกจนแหลกละเอียดได้ และหมัดของนักรบกลุ่มดาวราชสีห์ทองคำก็ทรงพลังและรวดเร็วดุจสายฟ้า!”
พูดถึงตรงนี้ซุนเฟยก็ขยับมือเหมือนลาดเส้นไปทีละจุดเพื่อวาดรูปราชสีห์ ทันใดนั้น บนท้องฟ้าก็บิดหมุนวนท่ามกลางสายตาตื่นใของทุกคน ก่อนจะปรากฏกล่องเหล็กขึ้นมากลางอากาศ ซุนเฟยหยิบกล่องนั้นมาเปิด ด้านในเป็ราชสีห์เหล็กสีดำที่อยู่ในลักษณะกำลังจะพุ่งเข้ามา มันดูเหมือนจริงมาก บรรยากาศที่แผ่ออกมารอบๆ ดูสง่างามไม่มีใครเทียบเคียงได้ และเมื่อสังเกตดูดีๆ จะพบว่า ชุดเกราะที่ประกอบกันเป็ราชสีห์เหล็กนี้มีชิ้นส่วนทั้งหมดเก้าสิบหกชิ้น
“ชุดเกราะอัศวินโกลด์เซนต์เลโอ แลมพาร์ด ชุดเกราะนี้เหมาะสำหรับเ้า สวมมันเสีย แล้วเ้าจะรู้สึกได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งของกลุ่มดาวราชสีห์ทองคำ”
สิ้นเสียงซุนเฟย ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น
ชุดเกราะราชสีห์ตรงหน้าเหมือนมีชีวิต ฉับพลันก็แพร่กระจายพลังแปลกๆ ออกมา ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ในขณะเดียวกัน แลมพาร์ดรู้สึกถึงแรงดึงมหาศาล แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดจะโคจรคลื่นพลังออกมาต่อต้าน ทำให้ร่างของเขาค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เขาเห็นเพียงชุดเกราะอัศวินเซนต์สีดำกำลังพุ่งเข้ามาด้วยแสงเจิดจรัส ก่อนจะกระจายตัวแยกเป็ชิ้นส่วนทั้งเก้าสิบหกชิ้น แล้วลอยเข้ามาประกอบกันที่ร่างของแลมพาร์ด
ตูม!
ทันทีที่เท้าลงสู่พื้น หอคอยั์ก็พลันสั่นะเื
พัศดีโอเลเกร์และ 'สองอสูรกาย' ดร็อกบากับเพียร์ซ และคนอื่นๆ พากันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ใบหน้าพวกเขาฉายแววตื่นใ
เพราะฉากที่ปรากฏเบื้องหน้าเขามันน่าเหลือเชื่อสุดๆ ชุดเกราะแปลกๆ เหล่านี้พุ่งเข้ามาสวมที่ร่างของแลมพาร์ด ไม่ว่าจะเป็ส่วนนิ้วมือ ฝ่ามือ ข้อมือ แขน ไหล่ หัว ส่วนหลัง หน้าอก เอว ต้นขา เป้า เข่า ขา ฝ่าเท้า เท้า...แทบทุกส่วนที่ได้รับการปกป้องจากชิ้นส่วนของชุดเกราะทั้งเก้าสิบหกชิ้นนี้ องค์ประกอบทุกชิ้นต่างเหมาะเจาะเข้ากับทุกส่วนของร่างกายเหนือกว่าที่คาดคิดไว้ มันสามารถป้องกันได้แทบทุกส่วนของร่างกาย อีกทั้งยังไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ไม่คิดไม่ฝันว่าโลกนี้จะมีชุดเกราะที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้อยู่ด้วย โอ้พระเ้า
แลมพาร์ดก็ดูใมากเช่นกัน
เขารู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลที่ไม่เคยมีมาก่อนกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในร่าง และดูเหมือนชุดเกราะนี้จะเชื่อมต่อกับร่างกายของเขาด้วยเื แทบจะรวมเป็หนึ่งในร่างกายของเขา นอกจากนี้ยังไม่รู้สึกถึงความหนักหรือติดขัดใดๆ จากการสวมชุดเกราะนี้ กลับกัน มันมีความยืดหยุ่นอย่างมาก เหมือนกลายเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเขา
แข็งแกร่งมาก!
นี่คือความรู้สึกเดียวที่ชุดเกราะอัศวินเซนต์มีให้แก่แลมพาร์ดในตอนนี้
และแม้แต่ผู้กำกับการแสดงอย่างซุนเฟยก็ยังต้องอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง เพราะเขาได้ยินเสียงเ็าลึกลับกระซิบข้างหู คอยอธิบายฉากที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
---------------------------------
