ตอนที่ 6 ความโกลาหลที่บ้านมู่
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงบนถนนสายหลักของเมืองกิมจิว รถม้าไม้พะยูงสลักลวดลายวิจิตรของตระกูลเฉินเคลื่อนผ่านฝูงชนอย่างมั่นคง เสียงฝีเท้าของม้าพันธุ์ดีสี่ตัวดังสม่ำเสมอเป็จังหวะที่ประกาศถึงฐานะอันสูงส่งของผู้ที่นั่งอยู่ภายใน ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดมองและคาดเดาว่าคนในรถม้านั้นเป็ใคร
ภายในรถม้าที่บุด้วยผ้าไหมหนานุ่มและมีเตาพกให้ความอบอุ่น มู่เสี่ยวสือนั่งตัวเกร็งพลางลูบอาภรณ์ชุดใหม่สีฟ้าอ่อนที่ทำจากผ้าฝ้ายบุขนสัตว์อย่างดี เขาแทบไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวจะทำให้รถม้าราคาแพงนี้เปื้อน
“พี่สาว... นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหมขอรับ?” เด็กน้อยเงยหน้าถาม มือน้อยๆ ยังกอดถุงถังหูลู่ (ผลไม้เคลือบน้ำตาล) ไว้แน่นราวกับกลัวมันจะหายไป
มู่หว่านเอ๋อร์ยิ้มละไม นางหยิบถังหูลู่ลูกหนึ่งขึ้นมาจ่อที่ปากน้องชาย
“ถ้ามันคือความฝัน เ้าก็ต้องฝันให้คุ้มค่าที่สุด เสี่ยวสือ ั้แ่นี้ไป พี่สาวจะไม่มีวันยอมให้เ้าต้องกลับไปกินน้ำละลายหิมะปนดินอีกเด็ดขาด”
ในรถม้าตอนนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่นางเลือกซื้อมาจากร้านค้าที่ดีที่สุดในเมือง ทั้งข้าวสารขาวบริสุทธิ์นับสิบกระสอบ น้ำมันหมู เกลือ เครื่องปรุงรสชั้นเลิศ ผ้าห่มขนเป็ดหนานุ่ม และที่สำคัญที่สุดคือชุดเข็มเงินเล่มใหม่และยาสมุนไพรหายากที่นางตั้งใจจะนำไปขยายพันธุ์ในมิติิญญา
“ท่านคนขับ หยุดที่ร้านค้าธัญพืชข้างหน้าอีกครู่หนึ่ง ข้า้าเมล็ดพันธุ์ผักกาดและข้าวสาลีฤดูหนาวเพิ่ม” หว่านเอ๋อร์สั่งการเสียงเรียบ
แม้ในมิติิญญาจะมีเมล็ดพันธุ์ชั้นยอด แต่การจะนำออกมาใช้ทั้งหมดในครั้งเดียวจะดูน่าสงสัย นางจำเป็ต้องมีเมล็ดพันธุ์ทั่วไปจากโลกภายนอกมา บังหน้า เพื่อเริ่มแผนการพลิกฟื้นทุ่งร้างท้ายหมู่บ้านให้กลายเป็ขุมทอง
เมื่อรถม้าของตระกูลเฉินเคลื่อนเข้าสู่เขตหมู่บ้านมู่ซาน ความสงบเงียบของหมู่บ้านชายแดนที่หิวโหยก็ถูกทำลายลง ชาวบ้านที่กำลังกวาดหิมะหน้าบ้านต่างพากันชะงักงัน รถม้าคันนี้หรูหรายิ่งกว่ารถม้าของนายท่านเ้าเมืองเสียอีก!
“นั่นรถม้าใครกัน? หรือว่าจะมีขุนนางใหญ่มาตรวจเยี่ยม?” เสียงชาวบ้านซุบซิบกันไปทั่ว
รถม้าไม่ได้หยุดที่บ้านใหญ่ตระกูลมู่ซึ่งเป็บ้านที่ดูดีที่สุดในหมู่บ้าน แต่มันกลับขับเลยไป... เลยไปยังทิศทางของทุ่งร้างท้ายหมู่บ้านที่ตั้งของกระท่อมผุพังที่ทุกคนต่างพากันรังเกียจ
“หยุดที่นี่แหละ” หว่านเอ๋อร์กล่าว
คนขับรถม้าซึ่งเป็คนสนิทของเศรษฐีเฉินรีบลงมาเปิดประตูพร้อมกับวางม้านั่งรองเท้าอย่างนอบน้อม
“เชิญท่านหมอมู่ และนายน้อยมู่ขอรับ”
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวบ้านคือ เด็กสาวที่เคยผอมโซหัวยุ่งเหยิง บัดนี้สวมชุดคลุมขนสัตว์สีขาวบริสุทธิ์ ผิวพรรณของนางดูเปล่งปลั่งผุดผ่องดุจหิมะเนียนละเอียด เดินลงมาจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม ตามมาด้วยมู่เสี่ยวสือที่สวมชุดใหม่เอี่ยมดูราวกับคุณชายน้อยจากตระกูลผู้ดี
“นั่น... นั่นนังหว่านเอ๋อร์ไม่ใช่หรือ!” ชาวบ้านคนหนึ่งอุทานจนไม้กวาดร่วงจากมือ
“เป็ไปได้อย่างไร? เมื่อวานนางยังเดินขุดหญ้ากินอยู่เลย วันนี้กลับได้นั่งรถม้าตระกูลเฉิน!”
ข่าวการกลับมาของหว่านเอ๋อร์แพร่กระจายไปเร็วกว่าไฟลามทุ่ง และแน่นอนว่ามันไปถึงหูของคนในบ้านใหญ่ตระกูลมู่ในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป
ปัง! เสียงถีบประตูกระท่อมดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพียงซื่อซื่อ (ป้าสะใภ้ใหญ่) คนเดียวที่มา แต่มี ท่านย่ามู่ หญิงชราผมขาวผู้กุมอำนาจสูงสุดในตระกูล และ มู่ไห่ ลุงใหญ่ที่เป็หัวหน้าครอบครัวเดินตามมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดปนความละโมบ
ในกระท่อมที่ตอนนี้ถูกจัดระเบียบใหม่ มีกลิ่นหอมของเนื้อหมูตุ๋นสมุนไพรโชยออกมา หว่านเอ๋อร์กำลังจัดวางกระสอบข้าวสารและผ้าห่มใหม่เข้าที่อย่างใจเย็น
“มู่หว่านเอ๋อร์! นังตัวแสบ แกไปขโมยของพวกนี้มาจากไหน!” ซื่อซื่อกรีดร้องทันทีที่เห็นกระสอบข้าวสารกองเป็ูเาเลากา
“ข้าบอกแล้วใช่ไหมท่านแม่ ว่ามันต้องซ่อนสมบัติของท่านพ่อมันไว้ ดูสิ! ข้าวสารขาวระดับนี้ แม้แต่เรายังไม่มีปัญญาซื้อกิน!”
ท่านย่ามู่ก้าวออกมาข้างหน้า นางใช้ไม้เท้าเคาะพื้นดินเสียงดังปึก ตาที่ฝ้าฟางกลับลุกวาวด้วยความโลภเมื่อเห็นทองคำแท่งขนาดเล็กที่หว่านเอ๋อร์ตั้งใจวางทิ้งไว้บนโต๊ะไม้ไผ่
“หว่านเอ๋อร์... เ้าเป็หลานสาวตระกูลมู่ มีของดีเช่นนี้ทำไมไม่นำไปกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่บ้านใหญ่?” ท่านย่ามู่พยายามปรับเสียงให้อ่อนโยนแต่มันกลับฟังดูน่ารังเกียจ “เงินทองและของพวกนี้ เ้ายังเด็กนัก รักษาเองไม่ไหวหรอก ส่งมาให้ย่าดูแลแทน แล้วข้าจะยอมให้เ้ากับเสี่ยวสือกลับไปอยู่ที่เรือนพักคนงานในบ้านใหญ่”
หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นจากการจัดของ นางไม่แม้แต่จะทำความเคารพ แต่กลับหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างสงบนิ่ง
“ท่านย่ามู่... ท่านจำคำพูดของท่านเมื่อสามวันก่อนได้หรือไม่? ท่านประกาศตัดขาดพวกเราพี่น้องต่อหน้าศาลบรรพบุรุษ ขับไล่พวกเราออกมาที่กระท่อมร้างโดยไม่ให้ข้าวแม้แต่เม็ดเดียว ตอนนั้นพวกท่านบอกว่าพวกเราคือ ดาวไม้กวาด ที่จะทำลายตระกูล”
นางวางถ้วยชาลงเสียงดัง กึก ดวงตาเย็นเยียบจ้องมองไปที่คนทั้งสาม
“แล้ววันนี้... ดาวไม้กวาดอย่างข้ามีค่าพอที่จะให้ท่านมาดูแลเงินทองให้แล้วหรือ?”
“นังเด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!” มู่ไห่ ลุงใหญ่ตวาด
“เ้าใช้ชื่อเสียงตระกูลมู่ไปหลอกลวงผู้อื่นมาใช่ไหม? รถม้านั่น ป้ายหยกนั่น! ข้าจะไปแจ้งทางการว่าเ้าเป็หัวโมย!”
“แจ้งเลยสิเ้าคะ” หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ รัศมีแห่งความกดดันแผ่ออกมาจนมู่ไห่ถึงกับผงะ
“ป้ายหยกที่ท่านเห็น คือป้ายหยกเกียรติยศของตระกูลเฉิน มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองกิมจิว ข้าช่วยชีวิตนายน้อยตระกูลเฉินจากการฝังเข็มเทวะ ท่านคิดว่าทางการจะเชื่อคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านยากจนอย่างท่าน หรือจะเชื่อคำพูดของมหาเศรษฐีเฉินที่เป็สหายสนิทของท่านเ้าเมือง?”
คำว่า เ้าเมือง ทำให้มู่ไห่หน้าซีด ท่าทางพยศของเขาหดหายไปทันที
“และอีกอย่าง...” หว่านเอ๋อร์หยิบสัญญาฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“นี่คือสัญญาซื้อขายที่ดินทุ่งร้างท้ายหมู่บ้านจำนวนสิบหมู่ (ประมาณ 10 ไร่) รวมถึงกระท่อมหลังนี้ ข้าซื้อขาดจากทางการแล้ว พื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ดินของตระกูลมู่อีกต่อไป หากพวกท่านยังไม่ไสหัวไป ข้าจะถือว่าพวกท่าน บุกรุก ที่ส่วนบุคคล และป้ายหยกเฉินนี้สามารถเรียกมือปราบมาลากคอพวกท่านเข้าคุกได้ในทันที!”
“เ้า... เ้ากล้าหรือ!” ซื่อซื่อสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
“ข้าเป็ป้าของเ้านะ!”
“ป้าที่กระชากผ้าห่มผืนสุดท้ายไปจากหลานที่กำลังจะแข็งตายงั้นหรือ?” หว่านเอ๋อร์แค่นเสียง
“ออกไป! ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจไม่ให้พวกท่านเดินออกไปในสภาพปกติ!”
หว่านเอ๋อร์ขยับนิ้วมือเพียงเล็กน้อย นางสะบัดเข็มเงินขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกไปสามเล่ม ปักเข้าที่จุดเส้นประสาทบนขาของทั้งสามคนอย่างแม่นยำ
“โอ๊ย! ขาข้า! ทำไมมันถึงชาจนไม่มีแรงเยี่ยงนี้!” ท่านย่ามู่ร้องลั่น ไม้เท้าหลุดมือร่างล้มลงไปกองกับพื้น ซื่อซื่อและมู่ไห่เองก็ล้มพับลงไปเช่นกัน
“นั่นคือการเตือนครั้งสุดท้าย” หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเย็น
“จุดที่ข้าฝังเข็มไปจะทำให้พวกท่านเดินกะเผลกไปสามวัน เป็บทลงโทษที่พวกท่านทำให้เสี่ยวสือต้องหลั่งเืเมื่อวานนี้ หากมีครั้งหน้า... เข็มต่อไปจะอยู่ที่จุดตายของพวกท่าน!”
คนทั้งสามหวาดกลัวจนถึงขีดสุด พวกเขาพยายามตะเกียกตะกายลานออกจากกระท่อมด้วยสภาพที่น่าอนาถ ชาวบ้านที่มายืนมุงดูต่างพากันสมน้ำหน้าและตกตะลึงในความเด็ดขาดของมู่หว่านเอ๋อร์
หลังจากความวุ่นวายจบลง หว่านเอ๋อร์หันมาหาเสี่ยวสือที่แอบดูอยู่หลังตู้ด้วยแววตาชื่นชม
“พี่สาว... ท่านเป็เทพธิดาลงมาจุติใช่ไหมขอรับ?”
หว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ
“ไม่ใช่หรอกเสี่ยวสือ พี่สาวก็แค่คนที่รักเ้าที่สุดในโลกเท่านั้น ไปกินข้าวเถอะ คืนนี้เรามีงานต้องทำอีกเยอะ”
เมื่อความมืดเข้าปกคลุม หว่านเอ๋อร์ไม่ได้พักผ่อน นางเข้าสู่มิติิญญาสถิตหยกทันที บรรยากาศภายในมิติยามนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก หลังจากที่นางนำเงินทองและพลังปราณจากการรักษาคนมาเติมเต็ม
นางเดินไปที่สวนสมุนไพรเทวะที่เพิ่งปลดล็อก ดินสีม่วงอ่อนดูมีพลังงานมหาศาล หว่านเอ๋อร์นำโสมที่เหลืออยู่และเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีฤดูหนาวที่ซื้อมาลงปลูก
[แจ้งเตือน: ตรวจพบเมล็ดพันธุ์ทั่วไป... ทำการปรับปรุงดีเอ็นเอด้วยพลังิญญา... สำเร็จ] [ข้าวสาลีฤดูหนาวกลายเป็ -> ข้าวสาลีเกล็ดหิมะิญญา: ทนความเย็นได้ถึง -40 องศา โตเร็ว 10 เท่า และมีรสชาติหวานละมุน]
หว่านเอ๋อร์มองดูยอดอ่อนที่แทงทะลุหน้าดินออกมาภายในไม่กี่นาทีด้วยความตื่นเต้น “ในเมื่อโลกภายนอกกำลังเผชิญกับภัยหนาวที่โหดร้ายที่สุด ข้าจะใช้ ข้าวสาลีเกล็ดหิมะ นี่แหละ พลิกทุ่งร้างให้กลายเป็ขุมทอง และทำให้คนทั้งแคว้นต้องก้มหัวขอร้องข้าเพื่อเศษอาหาร!”
แต่นางรู้ดีว่าการปลูกพืชในมิตินั้นง่ายเกินไป สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการปลูกพืชิญญาใน โลกภายนอก ที่ดินแห้งแล้งและหนาวเหน็บ นางจำเป็ต้องใช้น้ำพุิญญามาปรุงดิน และสร้างระบบชลประทานที่ไม่มีใครเคยเห็น
ในขณะที่นางกำลังวางแผนการเกษตรอย่างขะมักเขม้น เสียง กริ๊ง ของหยกัคาบแก้วในมิติก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับภาพสะท้อนในน้ำพุิญญาที่ปรากฏร่างของใครบางคน...
บุรุษชุดดำที่นางเคยช่วยชีวิตไว้... เซียวจิ้งเหยียน!
เขากำลังยืนอยู่บนหลังคากระท่อมร้างของนางในโลกความจริง ดวงตาคมกริบจ้องมองลงมาที่หน้าต่างห้องนอนของนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“มู่หว่านเอ๋อร์... เ้าเป็ใครกันแน่? ในกระท่อมซอมซ่อนี้กลับมีกลิ่นอายพลังปราณที่เข้มข้นยิ่งกว่าวังหลวงเสียอีก” เซียวจิ้งเหยียนพึมพำกับตัวเอง
เขาสะบัดนิ้วมือเบาๆ ทิ้งจดหมายเล็กๆ ฉบับหนึ่งไว้ที่ขอบหน้าต่างก่อนจะหายตัวไปดุจภูตพราย
หว่านเอ๋อร์ออกจากมิติทันทีเพราะััได้ถึงความผิดปกติ นางรีบเปิดหน้าต่างและพบจดหมายนั้น เมื่อคลี่ออกดู ข้อความภายในทำให้หัวใจของนางเต้นระรัว
“ทุ่งร้างของเ้าไม่ได้มีแค่ดิน... แต่มันมีความลับ ของราชวงศ์ที่ถูกฝังไว้เมื่อร้อยปีก่อน หากเ้า้าขุดทอง จงระวัง ัใต้ดิน ให้ดี... พรุ่งนี้ข้าจะมาจิบชาที่กระท่อมของเ้า”
หว่านเอ๋อร์ขยำจดหมายในมือ ดวงตาหรี่ลง
“ัใต้ดิน? ความลับราชวงศ์? เซียวจิ้งเหยียน... ท่านกำลังจะลากข้าเข้าสู่กระดานอำนาจของท่านงั้นหรือ?”
นางมองออกไปที่ทุ่งร้างที่มืดมิด บัดนี้นางไม่ได้มองเห็นเพียงผืนดินที่เพาะปลูกได้ แต่นางมองเห็น า และ โอกาส ที่จะทำให้ชื่อของ มู่หว่านเอ๋อร์ สั่นะเืไปถึงบัลลังก์ั!
“เอาสิ... ในเมื่อจะพลิกทุ่งร้างเป็ขุมทองแล้ว ถ้าต้องพลิกแผ่นดินหาความจริง ข้าคนนี้ก็จะลองดูสักตั้ง!”
