ต้องกล่าวว่าคำพูดของติงเหว่ยมีเหตุผลมาก กงจื้อิได้ฟังแล้วก็คลายคิ้วที่ขมวดอยู่ลงไปเกือบครึ่ง
“ตกลง งั้นพวกเรากลับไปที่จวนอู่โฮ่วกันก่อน”
อันเกอเอ๋อร์เห็นว่าพ่อที่เขาคุ้นเคยกลับมาแล้ว ก็รีบปีนออกจากอ้อมแขนแม่ไปเกาะคอพ่อทันที ทำให้ติงเหว่ยหัวเราะและพูดหยอกไปว่า “เ้าตัวน้อยไม่มีหัวใจ ถ้าแน่จริงเ้าก็ไปเกาะพ่อทั้งวันเลยนะ อย่าหวังว่าแม่จะป้อนข้าวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เลย”
กงจื้อิกลับกอดลูกชายตัวนุ่มๆ ไว้อย่างรักใคร่ มุมปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้นอย่างช้าๆ…
เหล่าทหารม้าภายนอกรถม้า เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากในรถก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก โดยเฉพาะอวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ ที่นั่งเบียดกันอยู่บนคันรถ แต่เดิมพวกเขายังคิดว่าจะต้องรีบส่งข่าวไปบอกท่านผู้าุโเหว่ยเสียแล้ว
แต่เดิมท่านผู้าุโไม่อยากให้ฐานะนักเลงพเนจรของตนมาสร้างความลำบากให้กับลูกศิษย์ จึงอ้างว่าทนดูหน้าตาพวกขุนนางพูดจานุ่มนวลไม่ไหว และไม่ยอมเข้าเมืองพร้อมกันแต่แรก ไม่เช่นนั้นด้วยนิสัยของท่านอาจารย์ หากเห็นใครกล้าดูถูกศิษย์รักของตนในตอนนั้น คงไม่พ้นต้องปาผงพิษ จนทำให้ทุกคนพ่นฟองสีขาวออกมาตามๆ กัน
พอได้ยินเสียงนายหญิงดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมาก พวกนางก็ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังถือขุนนางสองคนนั้นเป็ศัตรูไปตลอดชีวิต ถ้ามีโอกาสเมื่อใด ก็ต้องล้างแค้นให้นายหญิงให้ได้
ถนนชิงหลงกับถนนจู๋เชวี่ยนั้นอยู่ติดกัน เฉิงเถียหนิวสะบัดแส้ตีม้าอย่างขยันขันแข็งขึ้นไปอีก รถม้าจึงมาถึงหน้าจวนอู่โฮ่วในเวลาเพียงครู่เดียว
ตระกูลแม่ทัพผู้พิทักษ์ซีเฮ่าซึ่งสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ย่อมมีศักดิ์ศรีและความกล้าหาญเป็ของตนเอง ทั้งสองฝั่งประตูใหญ่มีป้ายให้ลงจากม้าตั้งห่างออกไปถึงสามจั้ง ไม่ว่าผู้ที่สัญจรผ่านไปมาจะเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊ ก็ต้องลงจากเกี้ยวหรือม้า เหล่าราษฎรก็ต้องคำนับ เพื่อเป็การแสดงความเคารพต่อจวนอู่โฮ่ว
หากมีใครขาดความเคารพในมารยาทนี้ จวนอู่โฮ่วไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ใด สามารถจับตัวคนผู้นั้นมาซ้อมจนปางตายได้ทันที โดยไม่มีใครกล้าพูดคำว่า “ไม่” แม้แต่ครึ่งคำ
แต่สำหรับคนในจวนก็ไม่จำเป็ต้องปฏิบัติตามกฎนี้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเช่นนี้
ดังนั้นพอรถม้าของเฉิงเถียหนิวจอดหน้าจวนอู่โฮ่ว ก็ได้ยินเสียงะโดังขึ้นมาสองเสียงจากด้านในประตูสีแดงเข้ม
“ไอ้หนุ่มที่ไหนกัน กล้าดียังไงไม่ลงจากม้า จวนอู่โฮ่วนี้ใช่ที่ที่เ้าจะมาล่วงเกินได้งั้นหรือ!”
ทหาราุโสองนายที่หนวดเคราขาวโพลนออกมาจากประตู คนหนึ่งแขนขาดไปครึ่งหนึ่ง อีกคนขาเป๋ไปข้างหนึ่ง แต่ทั้งสองต่างชูดาบและหอกขึ้นอย่างดุดันและองอาจ
เพราะไม่คิดว่าจะมีทหารม้ามากมายรวมตัวกันอยู่หน้าประตู ทั้งสองคนจึงหยุดกึก หันหลังกลับเตรียมจะปิดประตูแล้วตีระฆังเตือนภัย
“ลุงอู่ ลุงจิ่ง!”
กงจื้อิเปิดประตูรถม้า ะโลงไปเป็คนแรก เมื่อเห็นทหาราุโทั้งสองนายมีท่าทางเช่นนี้ก็เอ่ยเรียกขึ้นมา
เพียงประโยคเดียวราวกับวิชากดจุดที่ร้ายกาจที่สุด ทำให้ทหาราุโทั้งสองนายหยุดชะงักลงทันที เมื่อพวกเขาเพ่งสายตาที่พร่ามัวจนในที่สุดก็จำได้ว่าคุณชายที่พวกเขาเฝ้ารอคอยทั้งกลางวันและกลางคืนมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว
ทั้งสองต่างพากันคุกเข่าลง ฟุบตัวไปข้างหน้าจนหัวชนพื้นพลางร่ำไห้ “คุณชายกลับมาแล้ว คุณชายกลับมาแล้ว!”
“บ่าวไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่ คุณชายกลับมาแล้วจริงๆ!”
ทหาราุโสองนายที่อายุรวมกันมากกว่าร้อยปีร้องไห้อย่างสุดกลั้น น้ำตาน้ำมูกไหลจนเลอะเทอะ อยากจะโผกอดขาของกงจื้อิไว้ เพราะกลัวว่าเขาจะหายไปอีกครั้ง
“บ่าวรอมานานแล้ว ในที่สุดคุณชายก็กลับมา คุณชายยังมีชีวิตอยู่!”
ทุกคนแม้จะไม่รู้ว่าทหาราุโสองนายนี้ผ่านความคาดหวังอย่างไรมา แต่ก็พอเดาได้บ้าง เมื่อคิดถึงสองปีที่ผ่านมาที่พวกเขาเฝ้าคอยอย่างอกสั่นขวัญแขวน เหลือแต่ความไม่รู้ และถูกทิ้งให้เป็เหมือนสุนัขไร้เ้าของอย่างน่าเวทนา จึงอดสะท้านใจไปด้วยไม่ได้
โดยเฉพาะอวี้ฉือหุ่ย ชายชาตรีอกสามศอกกลับยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา เมื่อคราวก่อนเขาก็คิดว่าท่านแม่ทัพตายแล้ว เขารู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องนายน้อยเอาไว้ได้ เกือบจะคว้ามีดปาดคอตนเองแล้ว ต่อมาฟางซิ่นลากเขาไปหาร่องรอยพวกเชลยชาวเถียเหล่ย และต้องคอยปกป้องจวนอู่โฮ่วไม่ให้ถูกใครรังแก เขาถึงได้ยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้
สุดท้ายพวกเขาก็ได้รับข่าวการรอดชีวิตของนายน้อยในที่สุด ความยากลำบากและความสิ้นหวังที่ผ่านมานั้นยากที่จะบอกเล่าให้คนนอกเข้าใจได้
กงจื้อิเห็นทหาราุโสองนายที่ดูแลเขามาั้แ่เด็กๆ ร้องไห้จนสภาพเป็เช่นนี้ ก็อดรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาไม่ได้ เขาพยายามกลั้นน้ำตาไว้และก้มลงพยุงทั้งสองขึ้นด้วยตนเองพร้อมกับถามว่า “ลุงอู่ ลุงจิ่ง ร่างกายของพวกท่านยังแข็งแรงดีหรือไม่? และคนอื่นๆ ในจวนเป็ยังไงบ้าง แล้วแม่นมกู่กับครอบครัวของลุงหลิวล่ะ?”
“สบายดีๆ ทุกคนสบายกันดี” ทหาราุโที่ถูกเรียกว่าลุงจิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็คนช่างพูดและร่าเริง เขาพยักหน้าหลายครั้งและตอบว่า “ทุกคนสบายดี เพียงแต่เฝ้ารอให้นายน้อยกลับมา แต่เดิมเราคิดว่าต้องรอให้ตำแหน่งฮ่องเต้ของนายน้อยมั่นคงก่อน ถึงจะกลับมาดูพวกเรา ใครจะคิดว่านายน้อยจะกลับมาเร็วขนาดนี้ หรือว่าตำแหน่งฮ่องเต้มันเย็นเกินไป ไม่เหมาะจะนั่งกระมัง?”
หลังจากพูดจบ ทหาราุโคนนี้ก็หัวเราะขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจที่นายน้อยของเขาได้นั่งบัลลังก์ฮ่องเต้แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่เหมาะสมและกลับมาที่จวน
กงจื้อิหัวเราะทั้งที่ยังรู้สึกจนใจ แต่ก็ยังคล้อยตามคำพูดของเขา “ลุงจิ่งพูดถูกแล้ว วังหลวงไม่สบายเท่าจวนของพวกเรา”
“ใช่แล้ว ไม่มีที่ไหนสบายเท่าบ้านตัวเองหรอก”
ทหาราุโสองคนพูดไปก็เตรียมะโเรียกคนในจวนให้รีบเปิดประตูเพื่อต้อนรับนายน้อยกลับบ้าน
แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงของหญิงาุโอีกคนหนึ่งดังมาจากในประตู “เ้าเฒ่าจิ่ง เ้าเฒ่าอู่ พวกเ้าทั้งสองคนหายหัวไปไหนกัน ทุกคนกำลังยุ่งจัดการสวนอยู่ พวกเ้านี่เอาแต่ี้เี ระวังเถอะเมื่อนายน้อยกลับมา ข้าจะฟ้องนายน้อยเสียเลย!”
เสียงยังไม่ทันขาดคำ หญิงาุโผมขาวสวมชุดผ้าไหมสีสนิมที่แต่งกายเรียบร้อย และเกล้าผมอย่างประณีตก็เดินออกมา ทันทีที่นางเห็นภาพตรงหน้าก็ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็พุ่งตัวเข้าไปหากงจื้อิราวกับลูกะุ และคว้าตัวเขาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะตีเขาสองที “เ้าลูกชายหัวดื้อ เ้ายังรู้จักกลับมาอีกหรือ! ฮือๆ ทุกคนบอกว่าเ้ารอดชีวิต แต่ข้าไม่เห็นหน้าเ้าเลย ทำให้ยายแก่คนนี้ที่ขาข้างหนึ่งย่างเข้าหลุมศพทุกคืนต้องฝันร้าย กลัวว่าเมื่อตายไปจะไม่มีหน้าไปพบนายหญิงในปรโลก! เ้า…ฮือๆ นายน้อยของข้า ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว ์ช่างมีตาจริงๆ!”
แต่เดิมหญิงาุโยังดุด่ากงจื้อิอย่างหนักหน่วง แต่สุดท้ายกลับกอดเขาและร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลเป็สายเหมือนน้ำพุ
กงจื้อิคุกเข่าลงกับพื้น โอบกอดหญิงชราเอาไว้แล้วน้ำตาคลอออกมา
“แม่นม ข้ากลับมาแล้ว เป่าเกอเอ๋อร์กลับมาแล้ว!”
เมื่อแม่นมาุโได้ยินเช่นนี้ก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม
ลุงจิ่งและลุงอู่ต่างพากันปาดน้ำตา แต่ปากก็ยังไม่วายล้อเลียนแม่นมาุโ “ปกติจะด่าว่าพวกข้าเหมือนพวกหลานๆ แต่พอมาถึงตอนนี้กลับร้องไห้หนักกว่าใคร คนที่ไม่รู้คงคิดว่าพวกเรารังแกเ้าเสียแล้ว!”
แม่นมาุโร้องไห้จนสาแก่ใจแล้ว ก็ถลึงตาใส่ทั้งสองคน พลางดึงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาและน้ำมูก แล้วะโด่า “พูดจาเหลวไหลอะไรกัน รีบไปเปิดประตูใหญ่เสียก่อน ถ้ายังี้เีอยู่ คืนนี้ข้าจะไม่ให้ข้าวพวกเ้ากิน!”
พูดจบนางก็นึกได้ว่านายน้อยยังคุกเข่าอยู่กับพื้น จึงรีบพยายามพยุงเขาขึ้นด้วยความลนลาน “รีบลุกขึ้นเถอะ รีบลุกขึ้นเร็วเข้า ท่านกำลังจะเป็ฮ่องเต้แล้วนะ ทำแบบนี้จะทำให้บ่าวแก่ๆ อย่างข้าลำบากใจ พวกเรารีบไปพูดคุยกันในบ้านเถอะ”
ขณะที่พูดนางก็กำลังจะดึงกงจื้อิเข้าไปในจวน
ติงเหว่ยยืนอุ้มลูกชายไว้ในอ้อมแขนอยู่ข้างรถม้า นางมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างขบขัน จวนอู่โฮ่วไม่เสียชื่อที่เป็ตระกูลของแม่ทัพ แม้แต่บ่าวและคนรับใช้ก็ยังมีอารมณ์ร้อนแรงและตรงไปตรงมาเช่นนี้ พวกนางสองแม่ลูกยืนอยู่กับอวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ มาได้พักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังถูกเมินเฉย
โชคดีที่ในความยินดีที่ได้พบกับครอบครัวเก่าอีกครั้ง กงจื้อิก็ยังไม่หลงลืมภรรยาและลูกชายของตน เขาส่งสัญญาณให้แม่นมหยุดครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมาจูงมือติงเหว่ยและลูกชายให้เดินไปข้างหน้า พลางยิ้มและกล่าวว่า “แม่นม นี่คือสตรีที่ข้าจะแต่งงานด้วยในอนาคต และนี่คือลูกชายคนโตของข้าอันเกอเอ๋อร์”
แม่นมาุโตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นก็ทุบขาตนเองด้วยความดีใจและพูดว่า “ไอ๊หยา นี่คือคุณชายน้อยหรือ! เ้าเฒ่าอวิ๋นโอ้อวดผ่านจดหมายมากี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ ในที่สุดวันนี้ก็ถึงคราวที่ข้าจะได้ดูแลคุณชายน้อยบ้างแล้ว”
ในขณะที่พูดอยู่นางก็รับอันเกอเอ๋อร์ไปอุ้มอย่างระมัดระวัง นางมองดวงตาของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์เป็เวลานาน ก่อนจะเช็ดน้ำตา “คุณชายน้อยหน้าตาเหมือนกับนายน้อยตอนเด็กๆ ไม่มีผิด ถ้าหากท่านผู้าุโกับนายหญิงยังมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ว่าจะยินดีกันขนาดไหน?”
แม้ว่าอันเกอเอ๋อร์จะไม่กลัวคนแปลกหน้า แต่เขาก็ยังต่อต้านอยู่บ้าง เมื่ออยู่ในอ้อมแขนของแม่นมาุโได้สักพักก็เริ่มยื่นมือไปหาแม่
แม่นมาุโจึงหันสายตาไปที่ติงเหว่ย และมองไปที่นางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการสำรวจอย่างไม่ปิดบัง
ติงเหว่ยทำเหมือนไม่ได้สังเกตเห็น นางยิ้มและก้มลงคำนับ “คารวะท่านแม่นม ข้าแซ่ติง ท่านเรียกข้าว่า ‘เสี่ยวติง’ ก็ได้”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะนางยิ้มอย่างจริงใจ หรือเพราะเห็นแก่หน้าอันเกอเอ๋อร์ แม่นมจึงก้มหน้าลงทำความเคารพตอบเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปที่ทรงผมของนาง สุดท้ายจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น
“บ่าวมิกล้า ข้าขอคารวะแม่นางติง ต้องขอขอบคุณแม่นางที่คอยดูแลนายน้อยเป็อย่างดี”
“แม่นมพูดเกินไปแล้ว ข้าเพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น”
ติงเหว่ยยิ้มตอบ ไม่มีการเอาใจหรือแสดงท่าทีหยิ่งยโสใดๆ นางอุ้มอันเกอเอ๋อร์กลับมา สองแม่ลูกแนบใบหน้าชิดกัน ทำให้แม่นมที่เห็นมีความรู้สึกซับซ้อนอยู่ในใจเล็กน้อย
“ไปกันเถอะ รีบเข้าไปในจวนเร็วๆ ทุกคนเฝ้ารอกันมานานแค่ไหนแล้ว หากรู้ว่านายน้อยกลับมาเร็วขนาดนี้ คงจะดีใจกันจนแทบบ้า!”
เป็ดังที่แม่นมาุโพูดไว้ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย
เมื่อลุงจิ่งและลุงอู่เปิดประตูใหญ่ ทุกคนเพิ่งจะก้าวเข้าไปข้างใน ก็มีข่าวลือไปทั่วทั้งจวนอู่โฮ่ว
คนเฒ่าคนแก่และคนหนุ่มอีกหลายสิบคนต่างก็มารวมตัวกัน และคุกเข่าลงกับพื้นจนเต็มพื้นที่ไปหมด แต่ละคนก็หลั่งน้ำตาอย่างสุดซึ้ง
สองปีมานี้ ไม่เพียงแต่เป็่เวลาแห่งความยากลำบากของกงจื้อิเท่านั้น แต่ยังเป็การทดสอบครั้งใหญ่ของจวนอู่โฮ่วอีกด้วย หลังจากที่ท่านผู้าุโเสียชีวิต จวนอู่โฮ่วก็ค่อยๆ ร้างรา จนกระทั่งนายน้อยออกศึกและฟื้นฟูชื่อเสียงของจวนอู่โฮ่วได้สำเร็จ นึกไม่ถึงว่าจากความปีติยินดีจะกลายเป็ความเศร้าโศก นายน้อยพลาดพลั้งและเสียชีวิตระหว่างทางกลับเมืองหลวง ทายาทเพียงคนเดียวของสกุลกงจื้อขาดสะบั้นลง และความหวังของจวนอู่โฮ่วก็พังทลายลงไปด้วย
แม้ว่าเหล่าบ่าวและคนรับใช้ที่ไม่มีนายจะเข้มแข็งเพียงใด แต่พวกเขาก็ยังคงเป็บ่าว ผู้ที่เข้ามาใหม่บางคนได้ออกจากจวนไป ทิ้งไว้เพียงคนเก่าแก่ที่ยังอยู่ โชคดีที่สกุลฟางและบรรดาแม่ทัพยังคงระลึกถึงมิตรภาพในอดีต จึงให้ความช่วยเหลือในบางครั้ง ปราบปรามคนที่คิดจะฉวยโอกาสรังแกจวนอู่โฮ่วทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ไม่มีใครกล้ามาสร้างปัญหา แม้แต่นกกระจอกยังไม่กล้าบินผ่านประตูจวนแม้สักตัวเดียว
บรรดาบ่าวและคนรับใช้เก่าแก่ได้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าจากท้องถนนมากว่าสิบคน ตั้งใจเลี้ยงดูเด็กๆ เ่าั้จนเติบใหญ่ หวังว่าจะให้พวกเขาคอยดูแลพวกตนในวัยชรา อีกทั้งจะได้มีคนดูแลจวนอู่โฮ่วตราบเท่าที่ยังมีอยู่
แต่แล้วเมื่อปีที่แล้ว พวกเขากลับได้รับข่าวว่านายน้อยยังมีชีวิตอยู่ และกำลังนำกองทัพบุกเข้ามา ทุกคนต่างยินดีจนแทบอยากตีกลองร้องรำ
บัดนี้ในที่สุดนายน้อยก็กลับมาแล้ว จวนอู่โฮ่วทั้งหมดถูกประดับประดาด้วยผ้าสีแดง รอเพียงนายน้อยจัดการธุระสำคัญก่อนจะกลับมาดู แต่ไม่คาดคิดว่ายังไม่ทันเก็บข้าวของกันเสร็จ นายน้อยก็กลับมาก่อนแล้ว ทุกคนดีใจจนหลั่งน้ำตาออกมาโดยปริยาย
