หลินลั่วหรานรู้สึกว่า เมื่อถูกรัดเข้าที่บริเวณเอวแขนและขาของเธอก็รู้สึกปวดชาราวกับโดนรถทับ เธอพยายามที่จะก้มหน้ามองก่อนจะพบว่ามันคือเศษผ้าสกปรกเลอะเทอะผืนหนึ่งกำลังพันตัวของเธออยู่และเมื่อถูกดึงขึ้นมา ร่างของหลินลั่วหรานก็กลิ้งกลับเข้ามาที่บริเวณผืนทรายอีกครั้งและเธอก็รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ในทะเลทรายจะมีหมอกด้วย เศษผ้าผืนนั้นหดกลับไปภายใต้ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมอกหนา ทำให้เธอมองเห็นได้ไม่ชัดและคิดไม่ออกว่าใครกันแน่ที่เข้ามาช่วยเธอ
เสียงหอบหายใจของเหวินกวนจิ่งถูกส่งมาจาก้าเขาอยากจะมาช่วยหลินลั่วหรานแต่ก็ช้าเกินไปสุดท้ายก็ถูกสัตว์สี่ขาที่ได้รับาเ็โจมตีเข้าตัวเขากระเด็นไปด้านหลังของหลินลั่วหราน ในตอนที่กำลังจะกระแทกเข้าไปกับม่านแสงเศษผ้าสกปรกผืนเดิมก็รับตัวของเหวินกวนจิ่งเอาไว้อีกครั้ง และนำตัวเขากลิ้งมาในบริเวณข้างตัวของหลินลั่วหรานก่อนที่จะหายไป
เขาไม่ทันได้เตรียมตัวอะไรเลยทำให้ดูเหมือนว่าการโจมตีครั้งนี้จะหนักพอสมควร ริมฝีปากของเขาเต็มไปด้วยรอยเืก่อนที่ตัวของเขาจะเป็ลมสลบไป เ้าจิ้งจอกน้อยเขย่าเขาไปมามันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมชายชาวมนุษย์คนนี้ถึงเป็ลมสลบไป
การปรากฏขึ้นของเศษผ้าสกปรกนั่นดึงดูดความสนใจของนักบุญสาวไป
ม่านแสงหยุดการขยับบีบตัวลงชั่วขณะ ทำให้สัตว์ส่วนหนึ่งรอดชีวิตอยู่แต่ว่าสัตว์และสิ่งมีชีวิตมากมายที่ตายไปแล้วก็ไม่มีทางที่จะมีชีวิตกลับมาอีกได้ครั้งเืเนื้อของพวกมันกระจายไปทั่วม่านแสงทั้งแปดก่อนจะกลายเป็พลังที่หลินลั่วหรานยังไม่อาจจะเข้าใจ พร้อมกับถูกส่งไปยังบันไดหยกแห่งนั้น
“เ้าพวกเด็กน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในเมฆหมอก...” นักบุญสาวไม่ได้เดินสูงขึ้นต่อไปเธอหยุดเดินและมองจ้องมายังทางของหลินลั่วหรานผ้าสกปรกผืนนั้นพุ่งออกมาจากในหมอกหนา
เสียงหัวเราะถูกส่งออกมาจากด้านในกลุ่มหมอก มันเป็เสียงของชายคนหนึ่ง
“เส้นทาง์โครงกระดูก...ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วแผนการของเ้าก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง”
หลินลั่วหรานหันไปตรวจสอบเหวินกวนจิ่งก่อนจะมั่นใจว่าเขาเพียงแค่ได้รับการสั่นะเืในเส้นพลังมาก จึงเป็ลมสลบไปเธอก็สบายใจขึ้นมา คนลึกลับที่ช่วยพวกเขาเอาไว้คือผู้ชายคนหนึ่งหลินลั่วหรานมั่นใจแต่ว่าเสียงหัวเราะของชายคนนั้นฟังดูบ้าคลั่งผิดปกติ?
สีหน้าของนักบุญสาวดูไม่สู้ดีนัก
“หลายปีที่ผ่านมา พูดมาแบบนี้ เ้าคือใครทำไมถึงได้กล้ามาเล่นตลกกับข้าแบบนี้?”
เมื่อคิดขึ้นมาว่า บางทีอาจจะเป็พวกศัตรูที่ฆ่าไม่ตายเสียทีใบหน้าของนักบุญสาวก็ไม่สู้ดีนัก ในความทรงจำของเธอไม่มี ‘ศัตรู’ ที่เข้ากันได้ดีสักคนกว่าครึ่งก็จะต้องเป็ศัตรูกับเธออย่างแน่นอน
ชายคนนั้นไม่หลบซ่อนตัวอยู่เฉยอีกต่อไป เขาค่อยๆ เดินออกมาจากกลุ่มหมอก
เขาไม่ได้มีแสงส่องประกายราวกับฮีโร่คนที่ช่วยเหลือหลินลั่วหรานเอาไว้คนนี้ ไม่ใช่เ้าชายขี่ม้าขาวเขาเป็เพียงนักปราชญ์คนหนึ่งที่สวมชุดคลุมสกปรก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยคราบและมีเศษกิ่งไม้ปักอยู่บนหัว ดูเหมือนว่าเขาจะมีอายุประมาณห้าสิบกว่าปีแต่เพราะว่าไม่ได้ใส่ใจกับรูปลักษณ์ภายนอก จึงทำให้เขาดูแก่มากขึ้นไปอีก
แม้ว่าจะรู้สึกคุ้นตากับท่าทางของเขาเป็พิเศษ แต่เธอก็มั่นใจว่าเธอไม่เคยพบกับนักปราชญ์คนนี้มาก่อน
นักบุญสาวเอง ก็รู้สึกเช่นเดียวกันเธอไม่ได้รู้จักกับนักปราชญ์ที่สวมเสื้อผ้าสกปรกขาดวิ่นคนนี้แต่ว่าทำไมเขาถึงได้รู้ถึง ‘เส้นทาง์’ เส้นนี้?
“ยิ่งมีชีวิตอยู่ ก็ยิ่งขี้ขลาดขึ้นทุกที...” นักบุญสาวกดเสียงลงพูดกับตัวเองก่อนที่จะหมุนตัวกลับไป
นักปราชญ์บ้าคลั่งคนนั้นไม่สนใจอะไรหลินลั่วหรานั้แ่แรกเขาตบมือขึ้นพร้อมกับหัวเราะ “บนโลกนี้ใครน่าสงสารที่สุดจักรพรรดิเหลืองน่าสงสารที่สุด ลูกสาวถูกเปลี่ยนตัวไป ก็ยังคงไม่รู้เื่บนโลกนี้ใครคือคนที่น่าสงสารที่สุด คนที่น่าสงสารที่สุดคือชือโหยว...นักบุญสาวจิ่วหลีอะไรนั่นช่างน่าขำให้ฟันหลุดเสียจริง”
คำพูดของนักบวชทำให้หลินลั่วหรานได้แต่งงงวย เธอจับใจความสำคัญได้แค่คำสำคัญทั้งหลาย อย่างเช่น องค์จักรพรรดิเหลือง ชือโหยว และนักบุญสาวจิ่วหลีแน่นอนว่าองค์จักรพรรดิและชือโหยวเธอก็เคยได้ยินมาจากตำนานเื่เล่าในสมัยก่อนมาบ้าง
เมื่อพูดถึง ‘ตระกูลจิ่วหลี’ คนทั่วไปอาจจะไม่รู้จัก แต่ว่าเมื่อพูดถึงชือโหยวขึ้นมาหลายๆคนต่างก็นึกถึง ‘าไล่ล่ากวาง’ ชือโหยวก็คือผู้นำแห่งตระกูลจิ่วหลีเมื่อหลินลั่วหรานนึกไปถึงตำนานที่เคยได้ยินมา เธอก็รู้ได้ทันทีว่านักบุญสาวคนนี้ดูเหมือนว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวละครในตำนานสมัยก่อนแต่ว่าลูกสาวขององค์จักรพรรดิเหลืองนั้น หลินลั่วหรานเคยได้ยินว่าชื่อ ‘ป๋า’ อะไรสักอย่าง ไม่ได้มี ‘นักบุญสาวจิ่วหลี’ อยู่
นี่มันเกิดอะไรขึ้นมันเป็เพียงแค่การพูดจาไปเรื่อยเปื่อยของนักปราชญ์บ้าคลั่งคนนี้หรือว่าเื่ราวตำนานในสมัยก่อนถูกปิดบังเอาไว้ในระยะเวลาอันเนิ่นนานเ่าั้?
เมื่อหญิงสาวนักบุญได้ยินดังนั้น ร่างกายของเธอก็สั่นสะท้านขึ้นดวงตาเรียวสวยที่ดูเหมือนกับของเป่าเจียไม่มีผิดเพี้ยนปรากฏความใและความกลัวขึ้น
“ไม่ว่าเ้าจะเป็ใคร วันนี้ เ้าต้องตาย”
นักบุญสาวขี่สัตว์สี่เท้าพุ่งลงมาเมื่อถูกนักปราชญ์บ้าคลั่งคนนี้จี้จุดเข้าในที่สุดเธอก็ยอมที่จะเดินลงมาจากบันไดที่เดินขึ้นไปสูงและกลับลงมาที่ทะเลทรายอีกครั้ง
ในระยะใกล้แบบนี้ ใบหน้าของนักบุญสาวเต็มไปด้วยประกายแสงสะดุดตาคนหากไม่มองไปที่สายตาของเธอ เธอก็ดูเหมือนกับเป่าเจียไม่มีผิดเพี้ยน...เมื่อนึกถึงเป่าเจียขึ้นมาหลินลั่วหรานก็นิ่งไป เธอลอบมองไปยังนักปราชญ์บ้าคลั่งคนนี้ในที่สุดเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่า ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูคุ้นตาผิดปกติ
นักปราชญ์บ้าคลั่ง คำนิยามแบบนี้เธอได้ยินมาจากปากของผู้บังคับบัญชาฉินแล้วตั้งไม่รู้กี่ครั้งทำไมเธอถึงจะจำมันไม่ได้กันล่ะ?
ใช่แล้ว ใครจะเข้ามาช่วยพวกเธอได้อีกนอกจากนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งที่มีสายเืเดียวกันกับเป่าเจียคนนี้!
ที่แท้เขาก็ยังไม่ตาย
หลินลั่วหรานนึกขึ้นมาได้ทีละน้อย คนคนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็บรรพบุรุษของย่าทวดของท่านผู้บังคับบัญชาฉินระดับพื้นฐานนั้นมีอายุขัยสองร้อยปี ดังนั้นแล้ว อย่างน้อยเขาก็น่าจะเป็ระดับ ‘รวมพลัง’ ขึ้นไปแล้วใช่ไหม?
โลกแห่งนี้ยังมีมีนักปราชญ์ระดับรวมพลังอยู่!
หลินลั่วหรานเก็บสายตากลับมาเมื่อนึกไปถึงคนที่มีความเกี่ยวข้องกับเื่ราวในอดีตอย่างนักบุญสาวแม้แต่การมีอยู่แบบนี้ก็ยังมีอยู่แล้วการที่จะมีนักปราชญ์ระดับรวมพลังอยู่ก็คงไม่แปลกนัก
นักบุญสาวเริ่มลงมือกับนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่ง เธอไม่ได้ใช้พลังเวทและไม่ได้ใช้วิชาดาบ แต่เป็การโจมตีโดยใช้พลังจากจิตใจหลินลั่วหรานรู้สึกว่าในหัวสมองของเธอปวดแสบขึ้นมาเ้าสัตว์ที่เท้าทั้งสี่เต็มไปด้วยประกายไฟพุ่งเข้ามาหาเห็นได้ชัดว่ามัน้าจะจัดการกับหลินลั่วหรานผู้อ่อนแอคนนี้
เดิมทีหลินลั่วหรานก็ถูกนักบุญสาวที่มองข้ามทุกสิ่งนอกเสียจากตัวเองทำเอาโมโหขึ้นมาแล้วเมื่อเห็นว่าเ้าสัตว์สี่ขาวิ่งเข้ามาเธอก็ตวัดเจาเจี้ยนลงบนตัวของมันโดยไร้ซึ่งปรานี
เมื่อนักปราชญ์บ้าคลั่งคนนั้นขยับตัว สุดท้ายเขาก็อดที่จะปกปิดท่าทางของตัวเองไม่ได้หลินลั่วหรานมั่นใจว่าเขาไม่ได้มีระดับการฝึกศาสตร์เพียงแค่ขั้นพื้นฐานแต่ที่น่าประหลาดใจก็คือเมื่อมองดูแล้วก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่หยั่งไม่ถึงอย่างนักบุญสาวคนนั้นแต่เขากลับไม่ได้เกรงกลัวการโจมตีทางจิตใจของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย
“เ้าเป็ใครกันแน่!” นักบุญสาวส่งเสียงแหลมขึ้นมันคือความโมโหที่เกิดขึ้นเมื่อการโจมตีของเธอไม่ได้ผล
มุมปากของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งยกยิ้มขึ้น “ข้าคือคนที่จะมาส่งเ้า...แต่ว่าร่างกายนี้เ้าต้องทิ้งเอาไว้”
อยู่ๆ นักบุญสาวก็ยิ้มขึ้นมา เธอดูงดงามเสียจนยากจะอธิบาย
“การที่ได้เดินทางไปกับตัวข้า นับได้ว่าเป็เกียรติของนางมากแล้วโลกในทุกวันนี้ จะดีไปกว่าสถานที่ที่ตัวข้าจะไปได้อย่างไร?”
น้ำเสียงของเธอดูเต็มไปด้วยความสงบ และรอยยิ้มที่ดูสง่างามในตอนนี้เธอดูเหมาะแก่คำที่ใช้เรียกตัวเองว่า ‘นักบุญสาว’ ขึ้นมาแล้ว หลินลั่วหรานเหลือบตามองก่อนที่ในใจของเธอจะแอบเห็นด้วยกับความคิดของเธอขึ้นมา ถ้าหากว่านี่เป็ความจริงการได้เดินทางไปกับเธอก็คงจะเป็เส้นทางที่ดีทางหนึ่ง
เมื่อสัตว์สี่เท้าเห็นว่าเธอกำลังสูญเสียสติไป มันก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาราวกับสายฟ้าหลินลั่วหรานได้สติกลับมาทันทีและความเศร้าในใจของเธอก็ถูกเสียงกรีดร้องของเ้าสัตว์สี่เท้านี่ทำลายลง
นักปราชญ์พูดขึ้นมา “เ้าวัวขาเดียวทรยศเมื่อนักบุญสาวจิ่วหลีมอบขาทั้งสามให้แก่เ้า เ้าก็ลืมกำพืดของตัวเองไปเสียแล้ว” นักปราชญ์บ้าคลั่งพูดออกมาด้วยความโมโหเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้รับความรู้สึกใดๆ มาจากนักบุญสาวเลยแม้แต่น้อยเมื่อตวาดใส่เ้าวัวขาเดียวเสร็จเรียบร้อย เขาก็หันไปตวาดใส่นักบุญสาวต่อ
“ข้าเพียงแค่บ้าคลั่งไป แต่ข้าไม่ได้โง่ อะไรคือที่ที่ดีกว่าด้วยร่างกายที่บอบบางแบบนี้ ก็มีแต่จะถูกช่องว่างของอวกาศบีบเอาแตกกระจายเ้าแยกร่างของนางไป จะมีประโยชน์อะไร รีบคืนกลับมา แล้วข้าจะปล่อยเ้าไป...”
ในหัวของหลินลั่วหรานเต็มไปด้วยความมึนงงดูเหมือนว่าตำนานของจีนที่เคยมีอยู่จะพังทลายลงในคืนนี้
เธอรู้จักวัวขาเดียว ในตำนานบอกว่าองค์จักรพรรดิเหลืองจับสัตว์ที่ดูรูปร่างเหมือนวัวที่อาศัยอยู่ในคลื่นูเาทะเลภายใต้การดลใจของเ้าแม่จิ่วเทียนเซวียนนี่ มันมีขาเพียงข้างเดียวแต่สามารถเดินเหินได้ มีแววตาที่ดูเหมือนกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์น้ำเสียงดุดันดุจดั่งสายฟ้า เขานำเอาหนังของมันมาใช้ในการทำเป็กลองเพื่อใช้ในการต่อกรกับชือโหยว
แต่สิ่งที่อยู่ต่อหน้าเธอในตอนนี้ นอกจากเสียงร้องราวกับฟ้าผ่าพลังอันมหาศาล เขาเดี่ยวบนหัว รูปร่างเหมือนวัว แต่มันกลับมีขาครบทั้งสี่ข้างไม่เหมือนกับในตำนานว่าไว้
คำว่าฏนั้น หลินลั่วหรานไม่ได้เข้าใจนักและเธอก็ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นักบุญหญิงอะไร สัตว์เทพอะไร เธอรู้เพียงแค่ร่างกายนั้นคือของเป่าเจียจริงๆ... เป่าเจียยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?
หลินลั่วหรานเองก็ไม่อาจจะรับรู้ได้
แต่ว่าแม้จะตายไปแล้ว เธอก็ไม่สามารถปล่อยให้ร่างของเป่าเจียถูกบีบให้แตกสลายไปได้หลินลั่วหรานกำหมัดเอาไว้แน่นก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงแรงกระตุ้นที่ทำให้เธออยากจะทำลายให้นักบุญสาวคนนั้นแตกละเอียดเป็ชิ้นๆ
นักบุญสาวมองจ้องไปยังแววตาของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งแววตาของเธอเป็ประกายขึ้นมา “ยุทธศาสตร์ต่างเริ่มขึ้นแล้วความจริงตัวข้าก็สามารถละทิ้งร่างกายนี้ไปได้ แต่ว่าเ้าเป็ใครเหตุใดจึงกล้ามาสั่งให้ข้าทำกระทำตามคำสั่ง?”
อยู่ๆ เธอก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ราวกับเป็บ้า
“พวกเ้าต่างก็สมควรตาย พวกผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมทั้งหลายเ้ามีกันอยู่เพียงแค่นี้ ยังคิดจะต่อกรกับนักบุญผู้สูงส่งอย่างตัวข้าแม้แต่จักรพรรดิเหลืองหรือชือโหยวรวมทั้งพวกนักฝึกลมปราณอย่างพวกเ้าต่างก็ก้าวร้าวแบบนี้ดูเหมือนว่าเวลาที่ไหลผ่านพ้นไป จะทำให้พวกเ้าลืมความเก่งกล้าของตัวข้ากันไปหมด!”
หลินลั่วหรานไม่เข้าใจว่า ทำไมเธอถึงได้เรียกทุกๆ คนว่า ‘ผู้อาศัยดั้งเดิม’ แต่ว่าหลังจากที่นักบุญสาวะเิอารมณ์ออกมาเรียบร้อยแล้วเธอก็โบกมือทั้งสองออกไปก่อนที่หลินลั่วหรานจะรู้สึกว่าผืนทรายภายใต้เท้าของเธอนั้น ร้อนระอุขึ้นมา
ทรายประกายสีทองขยับเปิดออก ก่อนที่จะมีลาวาพุ่งทะลักขึ้นนักปราชญ์บ้าคลั่งไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย หลินลั่วหรานนำตัวของเ้าจิ้งจอกน้อยและเหวินกวนจิ่งที่สลบไปขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าหลินลั่วหรานจะไม่รู้เื่ของตำนานเหล่านี้เอาเสียเลยยิ่งเมื่อประกอบรวมเข้าไปกับทะเลทราย และลาวาที่พุ่งขึ้นมายามที่นักบุญสาวตวัดมือ รวมเข้ากับองค์จักรพรรดิเหลืองและชือโหยวที่เป็ประเด็นสำคัญ หากเธอยังไม่รู้ว่านักบุญสาวคนนี้คือใครก็คงน่าอับอายมากทีเดียว
ปัญหาก็คือ หากเธอเป็ลูกสาวขององค์จักรพรรดิเหลืองอย่างฮั่นป๋าแล้วทำไมเธอถึงเรียกพวกเขาว่า ‘ผู้อาศัยดั้งเดิม’?
หลินลั่วหรานมองตรงไปยังวัวขาเดียวที่ยังไม่ละความสนใจไปจากตัวเธอเมื่อเห็นว่าลาวามาขยับมาใกล้ตัวขึ้นเรื่อยๆเธอจึงต้องคอยเตรียมพร้อมที่จะเอาตัวรอดอยู่ตลอดเวลา
คนทั้งสองและสัตว์อีก 1 ตัวยืนอยู่บนผืนทราย ลาวาเดือดปะทุไปมาโดยที่นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งคนนั้นไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยไม่รู้เหมือนกันว่าเขาใช้อะไรเป็ตัวยึดมั่น
ไม่นานนักหลินลั่วหรานก็ได้รู้ว่า ทำไมนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งคนนั้นถึงได้มีความมั่นใจแบบนี้
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ มาจากบันไดหยกก่อนที่บันไดหยกที่ดูมั่นคงเ่าั้จะขยับสั่นไหวขึ้นมาภายใต้การตบมือของชายผู้บ้าคลั่ง ในระหว่างที่หลินลั่วหรานไม่อยากจะเชื่อและในความโมโหปนใของนักบุญสาว บันไดหยกนั้นก็
พังทลายลง!
ใช่แล้ว ไม่เพียงแค่บันไดหยกเท่านั้นที่พังทลายลงแม้แต่ม่านแสงเองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยกลุ่มเหล่าสัตว์กว่าครึ่งยืนมึนงงอยู่ในกองเืโดยไม่อยากจะเชื่อว่าพวกมันมีชีวิตรอดออกมาได้
เสียงขยับสั่นไหวดังขึ้น ก่อนที่พื้นที่ราบเ่าั้จะจมลึกลงไปอย่างตอนที่ขึ้นมาใน่วินาทีนั้น นอกจากพวกเขาไม่กี่คน และลาวาที่ขยายออกมาเศษหยกที่พังทลายต่างก็กลายเป็ทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไร้ขอบอีกครั้ง
เส้นทาง์ที่ใช้โครงกระดูกสร้างมาอย่างเนิ่นนานพังทลายลงด้วยเหตุนี้
ในที่สุดนักบุญสาวก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไป เธอส่งเสียงกรีดร้องออกมาลาวานั้นปะทุไปทั่ว และสุดเธอก็บ้าคลั่งขึ้นมาแล้ว
