แม่ม่ายต่งทำหูทวนลม แสร้งทำเป็ไม่ได้ยินคำไล่ตะเพิดของชูผิง เธอยังคงหน้าด้านเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงคนป่วยอย่างถือวิสาสะ “ฉันจะนั่งอยู่ตรงนี้แหละ ใครจะทำไม”
หลี่ไหลฮวาโกรธจนตัวสั่น อยากจะลุกขึ้นไปกระชากนางออกจากห้องเสียเดี๋ยวนี้ แต่ชูชิงรีบเข้ามาห้ามไว้ก่อน
“แม่คะ ใจเย็นๆ นะคะ นอนพักเถอะค่ะ หนูรับรองว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย หนูสัญญากับแม่กับพ่อว่าจะจัดการให้”
เมื่อปลอบประโลมมารดาจนสงบลง ชูชิงก็หันไปส่งยิ้มสุภาพให้หวังฟาง “น้าฟางคะ หนูขอยืมโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์พยาบาลสักครู่ได้ไหมคะ?”
หวังฟางพยักหน้ายิ้ม “ได้สิ ชิงชิงจะโทรหาใครเหรอจ๊ะ?”
ชูชิงปรายตามองไปยังแม่ม่ายต่ง ก่อนจะตอบเสียงดังฟังชัด “จะโทรแจ้งตำรวจค่ะ มีผู้หญิงคนหนึ่งพยายามทำลายครอบครัวคนอื่น หนูไม่เชื่อหรอกค่ะว่าจะไม่มีกฎหมายข้อไหนจัดการคนประเภทนี้ได้”
แม่ม่ายต่งสะดุ้งเฮือก แต่ยังคงทำปากแข็ง “ป้าชุนฮวาฝากให้ฉันมาดูแลพี่ชูผิงต่างหากล่ะ อย่ามาใส่ร้ายฉันนะชูชิง ทำลายครอบครัวอะไรกัน”
ชูชิงแค่นหัวเราะในลำคอ “ใครจะพิสูจน์ได้ล่ะ? ป่านนี้ย่าชุนฮวาคงกลับไปถึงบ้านแล้ว ส่วนพี่ชายของเธอก็นอนอยู่ในคุก... เอาอย่างนี้ไหม? เดี๋ยวฉันจะโทรแจ้งตำรวจว่าเธอเป็ผู้สมรู้ร่วมคิด ให้เขามาลากตัวเธอไปอยู่เป็เพื่อนพี่ชายในคุก จะได้สอบสวนกันให้รู้เื่ไปเลยว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายแม่ฉันด้วยหรือเปล่า”
สีหน้าของต่งกว๋าเฝ่ยเริ่มซีดเผือด “ชูชิง แกพูดบ้าอะไร เื่ที่พี่ชายฉันทำ ฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น อย่าเอามาเกี่ยวกับฉันนะ”
ชูชิงส่ายหน้าเบาๆ แสร้งทำสีหน้าเห็นใจ “เธอนี่โลกสวยจริงๆ เลยนะ คิดเหรอว่าพี่ชายเธอจะเป็คนซื่อสัตย์ขนาดนั้น? เพื่อให้ตัวเองได้ลดหย่อนโทษ เธอคิดว่าเขาจะไม่ยอมคายอะไรออกมาบ้างเลยเหรอ?”
ทันใดนั้น ประตูห้องผู้ป่วยก็เปิดผัวะ จางผิ่นในชุดเครื่องแบบตำรวจเดินอาดๆ เข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “ต่งจิ้ง ฉันตามหาตัวเธอมาเป็ชั่วโมงแล้ว... ตามฉันมาเดี๋ยวนี้”
ต่งกว๋าเฝ่ยหรือ ‘ต่งจิ้ง’ ใจนลุกพรวด “ฉ...ฉันไม่ได้ทำผิดอะไรนะคะ”
จางผิ่นไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบกุญแจมือออกมาคล้องข้อมือหญิงสาวทันที “จากคำให้การของต่งปิ่ง เธอเป็คนยุยงส่งเสริมให้เขาสร้างสถานการณ์ทำร้ายหลี่ไหลฮวา และเธอยังมีส่วนรู้เห็นในการจัดหายาที่ขโมยมาอีกด้วย”
ชูชิงลอบยิ้มในใจ ไม่นึกเลยว่าชาตินี้ต่งปิ่งจะยอมเปิดปากซัดทอดน้องสาวตัวเอง ต่างจากชาติที่แล้วที่เขาปิดปากเงียบ... ดีเหมือนกัน เธอจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงโทรแจ้งตำรวจเอง
ต่งกว๋าเฝ่ยถลึงตาใส่ชูชิงด้วยความอาฆาตแค้น “นังเด็กบ้า แกต้องแอบไปแจ้งตำรวจจับฉันแน่ๆ พี่ชายฉันไม่มีทางหักหลังฉันหรอก”
ชูชิงแบมือยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เธอก็เห็นว่าฉันยังยืนอยู่ตรงนี้ เป็พี่ชายเธอเองต่างหากที่ทรยศเธอ โวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์ เก็บแรงไว้ไปเถียงกับพี่ชายเธอในคุกดีกว่าไหม?”
ต่งกว๋าเฝ่ยอ้าปากจะด่าต่อ แต่พอเจอกับสายตาคมกริบของจางผิ่น เธอก็ต้องหุบปากฉับ และยอมเดินตามตำรวจหนุ่มออกไปแต่โดยดี
เมื่อความวุ่นวายสงบลง หวังฟางก็เข้ามาฉีดยาให้หลี่ไหลฮวาและชูผิง ชูชิงอยู่เฝ้าจนมั่นใจว่าอาการของพ่อแม่คงที่ จึงขอตัวออกมา
เป้าหมายของเธอคือการโทรหาเถาอี้เฉิน แต่ติดปัญหาตรงที่เธอไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของเขา
ชูชิงจึงตัดสินใจตรงไปหาผู้อำนวยการเฝิง
โชคดีที่ผู้อำนวยการเฝิงกำลังว่างเว้นจากการตรวจคนไข้พอดี ชูชิงกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม “ผู้อำนวยการเฝิงคะ หนูมีธุระจะคุยกับเถาอี้เฉิน รบกวนขอเบอร์โทรศัพท์บ้านของเขาได้ไหมคะ?”
ผู้อำนวยการเฝิงบอกชุดตัวเลขออกมาอย่างแม่นยำ
“ท่านความจำดีจังเลยค่ะ” ชูชิงกล่าวชม
ผู้อำนวยการเฝิงยิ้มบางๆ “เมื่อวานเพิ่งคุยโทรศัพท์กับคุณปู่ของอี้เฉินมาน่ะ เลยยังจำได้... เอ้านี่ ไปใช้โทรศัพท์ในห้องทำงานฉันได้เลยนะ” เขายื่นกุญแจดอกหนึ่งให้
“นี่กุญแจห้องทำงานท่านเหรอคะ?”
“ฉลาด”
“ขอบคุณค่ะผู้อำนวยการเฝิง เสร็จธุระแล้วหนูจะเอาค่าโทรศัพท์มาจ่ายให้นะคะ คิดตามนาทีเลย”
“ไม่ต้องหรอก ถือว่าเป็ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ แทนคำขอบคุณจากฉันแล้วกัน”
“ขอบคุณ? ขอบคุณหนูเื่อะไรคะ?”
“ก็เื่ที่เธอช่วยเขียนจดหมายชี้แจงความจริงไปยังหน่วยงานระดับสูงไงล่ะ”
“หนูไม่ได้ทำอะไรมากหรอกค่ะ แค่เล่าความจริงไปตามเนื้อผ้า”
“นั่นแหละที่ต้องขอบคุณ ขอบใจที่เธอกล้าพูดความจริง... เอาล่ะ รีบไปโทรเถอะ”
เมื่อเห็นความเป็กันเองของผู้ใหญ่ ชูชิงจึงแกล้งแหย่กลับบ้าง “งั้นหนูขอรับน้ำใจนี้ไว้นะคะ ถือว่าหนูก็ขอบคุณท่านด้วยเหมือนกัน ที่เคยตัดสินคดีให้ครอบครัวหนูอย่างยุติธรรม”
“นั่นเป็หน้าที่ของฉัน... อ้อ ถ้าปู่อี้เฉินรับสาย ฝากทักทายท่านด้วยนะ”
“ได้ค่ะ”
ชูชิงรับกุญแจแล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการ
ลับหลังเด็กสาว ผู้อำนวยการเฝิงหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ จดบันทึกสั้นๆ ว่า “โทรศัพท์ทางไกลส่วนตัว 1 ครั้ง 1 หยวน”
จะมีก็แต่พนักงานบัญชีของโรงพยาบาลเท่านั้นที่รู้เื่นี้... ทุกครั้งที่มีการใช้โทรศัพท์ส่วนตัว ผู้อำนวยการเฝิงผู้ซื่อสัตย์จะควักเงินส่วนตัวจ่ายคืนให้โรงพยาบาลเสมอ
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบ ชูชิงยกหูโทรศัพท์ขึ้นและหมุนหมายเลขปลายทาง
เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นสามครั้ง ก่อนจะมีคนกดรับ “ฮัลโหล...”
เสียงทุ้มต่ำของผู้ชาย... แต่ไม่ใช่เสียงของเถาอี้เฉิน
“สวัสดีค่ะ ขอสายเถาอี้เฉินหน่อยค่ะ เขากลับถึงบ้านหรือยังคะ?”
ปลายสายถามกลับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เธอเป็ใคร?”
“หนูชื่อชูชิงค่ะ”
ทันใดนั้น น้ำเสียงเคร่งขรึมก็เปลี่ยนเป็อบอุ่นขึ้นทันตา “อ๋อ... หนูคือชูชิงคนที่ช่วยชีวิตเ้าจี้หยวนไว้ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
“โอ้ ดีใจจริงๆ ที่ได้คุยกับหนูนะ ฉันคือ ‘เถาเทียนเต๋อ’ พ่อของจี้หยวน ขอบใจมากนะลูกที่ช่วยชีวิตลูกชายฉันไว้”
ชูชิงรีบตอบรับอย่างนอบน้อม “สวัสดีค่ะคุณปู่เถา ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ... อ้อ
ผู้อำนวยการเฝิงฝากความคิดถึงมาถึงคุณปู่ด้วยนะคะ พอดีท่านติดตรวจคนไข้เลยคุยไม่ได้ค่ะ”
เสียงหัวเราะชอบใจดังลอดมาตามสาย “ฮ่าฮ่าฮ่า... หนูใช้โทรศัพท์ในห้องทำงานเ้าเฝิงใช่ไหม? วางสายก่อนนะ เดี๋ยวปู่โทรกลับไป”
“ทำไมเหรอคะ?”
“คนอื่นอาจไม่รู้ แต่ปู่รู้ดีว่าตาเฝิงเป็คนซื่อสัตย์ขนาดไหน ขนาดจะโทรธุระส่วนตัวแกยังควักเงินตัวเองจ่ายคืนโรงพยาบาลทุกหยวน วางเถอะ เดี๋ยวปู่โทรกลับไปเอง”
เถาเทียนเต๋อวางสายไป ครู่ต่อมาโทรศัพท์ในห้องทำงานก็กรีดร้องขึ้นอีกครั้ง
“คุณปู่เถาใช่ไหมคะ?” ชูชิงถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่แล้วจ้ะ ชิงชิงเอ๊ย... เ้าจี้หยวนมันกินจุมากใช่ไหมตอนอยู่บ้านยายหนู? ปู่ได้ยินกู้เจียซื่อเล่าว่ามันดื้อจะอยู่ต่อที่นั่น ปู่เลยเขียนจดหมายไปหาคุณตาหนูโดยเฉพาะ อีกสักอาทิตย์คงถึงมือ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูจะเรียนคุณตาให้... ลูกชายคุณปู่กินเก่งจริงๆ ค่ะ แต่เงินกับของที่คุณปู่ส่งมาให้ก็เหลือเฟือค่ะ ไม่ทำให้บ้านยายลำบากแน่นอน... ว่าแต่ คุณปู่ยังไม่ได้บอกหนูเลยค่ะว่าเถาอี้เฉินอยู่บ้านไหม?”
“อยู่สิๆ รอเดี๋ยวนะ ปู่ไปเรียกมันก่อน”
เสียงเถาเทียนเต๋อะโเรียกหลานชายดังลอดเข้ามาในสาย
“อี้เฉิน มารับโทรศัพท์หน่อย คนนี้ปู่ชอบมากนะ แกคุยกับเขาดีๆ ล่ะ”
ไม่นานนัก น้ำเสียงห้วนๆ ของเถาอี้เฉินก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล นั่นใคร?”
ชูชิงแอบเบ้ปาก หมอนี่มารยาททรามเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ คำเตือนปู่ดูจะไร้ผล
แต่เธอก็ข่มใจตอบกลับไปดีๆ “ฉันเอง ชูชิง มีเื่สำคัญจะคุยด้วย”
“เื่อะไร?”
“เื่ลุงต้าลี่ของฉัน...”
เถาอี้เฉินสวนกลับทันควัน “เขาไปเป็ลุงเธอั้แ่เมื่อไหร่?”
“เมื่อคืนนี้ไง ตอนนี้ฉันมีลุงแล้วนะ” ชูชิงตอบเสียงใส
“โทรมาเพื่อจะอวดเื่แค่นี้น่ะเหรอ? ว่างมากหรือไง?”
“เปล่า ฉันจะบอกเธอว่า... คุณอาจจะกำลังเข้าใจลุงต้าลี่ผิด เขาอาจไม่ได้เป็คนทำร้ายพ่อคุณ บางทีเขาอาจจะโดนสะกดจิต และคุณก็อาจจะโดนสะกดจิตด้วยเหมือนกัน ความทรงจำพวกนั้นอาจไม่ใช่ของจริงก็ได้”
“ชูชิง ฟังนะ... สิ่งที่ฉัน้าคือ ‘หลักฐาน’ ไม่ใช่แค่ข้อสันนิษฐานลอยๆ”
“ฉันไม่มีเวลาไปหาหลักฐานมาป้อนให้คุณหรอกนะ คุณมั่นใจในตัวเองนักไม่ใช่เหรอ? ถ้าเก่งจริงก็ไปสืบหาความจริงเอาเองสิ”
