พลังิญญา คือพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากแก่นแท้จิติญญาของทุกสรรพสิ่งบนโลก หรือเปรียบได้ดั่งิญญาของทุกสรรพสิ่งบนโลก
พลังแห่งรูปลักษณ์คือกำลัง จิตแห่งพลังคือิญญา
ผู้มีพลังิญญา เพียบพร้อมด้วยจิติญญา
วัตถุชิ้นหนึ่งหากปลดปล่อยพลังิญญาได้ ก็แสดงว่าวัตถุชิ้นนั้นสื่อสารกับิญญาที่เพียบพร้อมด้วยจิติญญา หาใช่วัตถุที่ตายแล้ว
ปกติแล้วพลังิญญาก็มิอาจจะปลดปล่อยออกมาจากวัตถุที่ตายแล้วได้ โดยเฉพาะวัตถุที่มีชีวิต หากไม่ใช่เพราะเติบโตอยู่ในสถานที่ที่มีพลังิญญาเข้มข้นเป็พิเศษ การปลดปล่อยพลังิญญาก็มิอาจเป็ไปได้
หากคนคนหนึ่งสามารถทำให้วัตถุนั้นปลดปล่อยพลังิญญาออกมาได้ นั่นแสดงว่าพลังิญญาภายในตัวของเขาแข็งแกร่งมาก ถึงขั้นที่ติดต่อกับิญญาแก่นแท้ของสรรพสิ่งได้ โดยเฉพาะการปลุกิญญาก่อนตายของวัตถุที่ตายไปแล้ว
แต่กับซูฮ่าว กลิ่นอายพลังที่ไร้รูปมากมายแผ่ออกมาจากรอบตัวเขา มันทำให้วัตถุที่อยู่รอบๆ ตัวเขาเริ่มสั่นไหว พู่กัน กระดาษสำหรับเขียนพู่กันจีน โต๊ะไม้จันทน์ที่ใช้เขียนพู่กันจีน และสิ่งใดก็ตาม คิดไม่ถึงว่าล้วนเต็มไปด้วยจิติญญา และปลดปล่อยพลังิญญาออกมาได้เช่นนี้
“ิญญาคนกับิญญาวัตถุรวมเป็หนึ่ง นั่นคือขอบเขตสูงสุดของการประดิษฐ์ตัวอักษร ซึ่งมีแค่เทพแห่งอักษรในตำนาน ‘หวางซีจือ’ เท่านั้นที่ทำสำเร็จ คิดไม่ถึงว่า ซูฮ่าวที่อายุแค่ยี่สิบต้นๆ จะทำมันได้ด้วย” คุณจ้าวกับคุณหลิ่วจ้องซูฮ่าวด้วยความตื่นตระหนกใโดยไม่ละสายตา
หวางซีจือเทพแห่งอักษรในตำนาน ทั้งชีวิตมีผลงานการเขียนอักษรนับไม่ถ้วน ชำนาญการเขียนอักษรแบบต่างๆ และการเขียนอักษรโบราณสี่แบบ ได้แก่ ลี่ ข่าย เฉ่า สิง ถึงแม้ไม่มีรูปแบบการเขียนแบบฮั่นเว่ยแล้ว แต่กลับมีรูปแบบการเขียนที่โดดเด่นเป็ของตนเอง และมีอิทธิพลอย่างมาก
ทั้งชีวิตเขาอุทิศให้กับการประดิษฐ์ตัวอักษร จนในที่สุด่บั้นปลายชีวิตของเขาก็เข้าถึงพลังิญญาได้ ในขณะเดียวกัน่ที่ิญญาคนกับิญญาวัตถุรวมกันเป็หนึ่งก็จะกระตือรือร้นอย่างเต็มที่ น้ำหมึกจางๆ หยดลง สร้างสรรค์หลานถิงจี๋ซวี่ที่สืบต่อกันมานานนับพันปี ั้แ่นั้นเป็ต้นมาก็ทำให้นักประดิษฐ์ตัวอักษรของแต่ละยุคเกิดความเคารพเลื่อมใส และยกให้เป็เทพแห่งอักษร
แต่ซูฮ่าวเพิ่งจะอายุยี่สิบปี เขาอายุยังน้อยแต่กลับสร้างเหตุการณ์ที่ิญญาคนกับิญญาวัตถุรวมกันเป็หนึ่งเช่นนี้ได้
นี่มันเป็ไปไม่ได้ชัดๆ !
ภายในใจของทั้งสองท่านราวกับถูกคลื่นโหมซัดสาด คนด้านล่างต่างมีสีหน้างุนงง
พวกเขาไม่รู้ว่าพลังิญญาที่คุณจ้าวกับคุณหลิ่วพูดถึงคืออะไร และยิ่งไม่มีทางเข้าใจได้ว่าทำไมทั้งสองท่านจึงมีอาการตื่นตระหนกและหวาดกลัวเช่นนั้น แค่มองจากอาการบนใบหน้าของทั้งสอง การประดิษฐ์ตัวอักษรที่จะเขียนในลำดับต่อไปของซูฮ่าวก็น่ากลัวเป็อย่างยิ่ง
ในขณะที่ซูฮ่าวซึ่งอยู่บนเวทีดูไม่ได้ร้อนรนอะไร เขาสงบนิ่งและสะบัดพู่กันไปมา ระหว่างที่วาดไปทีละขีด ก็เกิดความรู้สึกราวกับว่าได้เห็นนางรำทัดดอกไม้ที่สง่างาม เสมือนหญิงงามยุรยาตรขึ้นสู่เวที หรือเทพธิดากำลังร่ายรำ กล่าวได้ว่าเหมือนดอกบัวแดงที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ หรือแสงสุริยันเหนือผิวน้ำสีเขียวมรกต
“ในปีที่เก้าของรัชศกหย่งเหอ ปีกุ๋ยโฉ่ว ใน่ต้นของฤดูใบไม้ผลิ เหล่าปราชญ์ต่างมาชุมนุมกันที่ศาลาหลานถิงของกุ้ยจีชานหยิน เพื่อลอยจอกสุรา”
“มีทั้งบรรดาเหล่านักปราชน์ที่อายุมากและน้อย ที่นี่มียอดเขาสูง ต้นไม้เขียวขจี ต้นไผ่สูงชะลูด มีลำธารไหลผ่าน นั่งลอยจอกสุราอยู่ตรงริมลำธาร ถึงแม้ไร้ซึ่งเครื่องดนตรีบรรเลง แต่แค่ได้ดื่มสุราต่อบทกวี ก็เพียงพอที่จะระบายความในใจได้แล้ว”
………………..
อักษรที่ทรงพลังสองแถวบรรจงเขียนอยู่บนกระดาษอย่างมีชีวิตชีวา คุณจ้าวกับคุณหลิ่วมองจนตัวสั่นเทาและวิตกกังวล
การประดิษฐ์ตัวอักษรของซูฮ่าว (หลานถิงจี๋ซวี่) คือผลงานการเขียนตัวอักษรสิงชูอันดับหนึ่งในใต้หล้า อักษรสิงชูที่เขาเขียนออกมา อ่อนโยนเป็ธรรมชาติ ลีลาการเขียนพลิ้วไหวดูคลุมเครือ แต่งามสง่าทรงพลัง ขยับพู่กันอย่างประณีต มีโครงสร้างหลากหลาย ให้ความรู้สึกราวกับว่าเขียนอักษรสิงชูให้มีชีวิตขึ้นมา
“ตัวอักษรสง่างามทรงพลัง ราวกับัะโประตู์ พยัคฆ์หมอบอยู่หน้าพระราชวังก็มิปาน!” หวางไป่ว่านจ้องมองอย่างหวาดกลัว ไม่กล้าเชื่อว่าผู้ประดิษฐ์ตัวอักษรตรงหน้านี้คือชายหนุ่มอายุยี่สิบปีต้นๆ คนหนึ่งเท่านั้น
ลายมือสองแถวนั้น พอกวาดตามอง ราวกับห่านหงส์บินว่อน ัแหวกว่าย
ราวกับเมฆบดบังดวงจันทร์!
สายลมพัดพาหิมะ!
ผู้คนมากมายที่อยู่ด้านล่างต่างพากันสูดหายใจเข้า โดยเฉพาะคนที่เข้าใจการประดิษฐ์ตัวอักษร ล้วนมีใบหน้าที่ตื่นตระหนกใ
ตอนที่ซูฮ่าวตวัดพู่กันออกไป ราวกับมีนกบินออกมา ขนาดตัวอักษรก็พอเหมาะ และดูชำนิชำนาญในการเขียนอย่างยิ่ง
ถึงเป็คุณจ้าวปราชญ์แห่งอักษรสิงชู ก็ไม่แน่ใจว่าจะแสดงความสามารถอย่างซูฮ่าวออกมาได้หรือไม่
ซูฮ่าวมองเห็นสายตาตื่นตระหนกที่อยู่โดยรอบ สำหรับเื่นี้เขากลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ก็แค่เขียนตัวอักษรเหมือนที่เคยทำ
ตรงหน้าเขามีแค่การประดิษฐ์ตัวอักษร ทั้งกายและใจล้วนมุ่งมั่นอยู่กับการประดิษฐ์ตัวอักษร
“วันนี้อากาศแจ่มใส มีลมโชยมา แหงนมองความยิ่งใหญ่ของจักรวาล ก้มมองสรรพสิ่ง มองไปรอบๆ ด้วยความสบายอกสบายใจ ก็พอที่จะมองและฟังอย่างเบิกบานใจ ช่างมีความสุขจริงเอย”
“การสมาคมระหว่างคน คือทั้งชีวิตอาจจะนำความในใจมาพูดคุยกับมิตรสหาย หรืออาจจะปลดปล่อยออกมาโดยผ่านสิ่งต่างๆ ”
………………..
ปลายพู่กันแตะลงไปอย่างลื่นไหลรวดเร็วต่อเนื่องกันจนเสร็จภายในลมหายใจเดียว
ผู้คนที่อยู่โดยรอบมองเห็นควันสีเขียวจางๆ ตลบอบอวลอยู่บนกระดาษ ราวกับเทพตัวน้อยที่กระพือปีกร่ายรำ
“ชอบเลียนแบบ แต่มีลักษณะเด่นประจำตัว เขียนพู่กันแบบจำกัด ไม่หักงอแต่โค้งสวย ขุนพลฝ่ายขวาที่ว่าทำสำเร็จได้เพียงหนึ่งลมหายใจ ท่อนนี้ล้วนแสดงลักษณะเด่นของอักษรสิงชูออกมาได้อย่างเต็มที่แล้ว” คุณจ้าวตัวสั่นเทา และมองการประดิษฐ์ตัวอักษรที่ซูฮ่าวเขียนอย่างไม่กะพริบตา เพราะกลัวว่าจะพลาดรายละเอียดบางอย่างไป
คุณหลิ่วที่อยู่ข้างๆ กลืนน้ำลาย และพูดเบาๆ ว่า “ลมโชยออกมาจากแขนเสื้อ แสงจันทร์เข้าสู่อ้อมอก คุณจ้าว นี่น่าจะเป็วิธีการเขียนของหวางซีจือ!”
คุณจ้าวไม่พูดอะไร แต่ในดวงตาที่ขุ่นมัวคู่นั้นกลับเปล่งประกายแล้ว
หวางซีจือเทพแห่งอักษรผู้มีปณิธานแรงกล้า เปี่ยมด้วยการสร้างสรรค์ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยอยู่ภายใต้คนรุ่นก่อน แค่เลียนแบบ แต่ใช้เทคนิคของตนเอง ไม่จมอยู่ในยุคโบราณ และไม่ขัดต่อปัจจุบัน
เขาผสมผสานศิลปะการเขียนต่างๆ ของอักษรจ้วนและลี่ในราชวงศ์ฉินฮั่นที่ได้มาจากความรู้ในชีวิตของเขา และถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งหมดผสานเข้ากับตัวอักษรเจินสิงเฉ่า กลายเป็รูปแบบตัวอักษรที่ดีที่สุดในสมัยของเขา เป็การล้มล้างแบบเก่า ผลักดันแบบใหม่ และยิ่งเป็การเปิดโลกใหม่ให้กับชนรุ่นหลัง
นี่ก็คือเหตุผลที่หวางซีจือ “ซึมซับเอาวิธีการของผู้คนมากมายมาสร้างเป็ลักษณะเด่นประจำตัว” นั่นจึงทำให้เขาได้รับการยกย่องจากผู้คน
ซูฮ่าวที่อยู่ตรงหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็เทคนิคการเขียนหรือความเคยชิน ก็ล้วนใกล้เคียงกับหวางซีจือ
แบบอักษรของการประดิษฐ์ตัวอักษรของเขา ประกอบด้วยความรู้สึกที่เป็ธรรมชาติห้าอย่าง คือ ลีลา น้ำจิต น้ำใจ ความสนิทสนม ความสง่างาม ทั้งยังแสดงการเปลี่ยนแปลงของวิธีการแบบโบราณออกมาได้อย่างครบถ้วน
การประดิษฐ์ตัวอักษรอย่างนี้เหนือกว่าสำเนาผลงานของหลานถิงจี๋ซวี่ หากนำไปประมูล มูลค่าอย่างน้อยก็หลายร้อยล้าน
ไม่น่าเชื่อว่าซูฮ่าวคนนี้อายุแค่ยี่สิบปีต้นๆ จะแสดงแก่นแท้ของการประดิษฐ์ตัวอักษรออกมาถึงขั้นที่เรียกได้ว่าพิสดาร
ในขณะที่หลินอีหลุนที่อยู่แถวหน้าด้านล่างบีบแก้วสุราเอาไว้แน่น ถึงแม้ไวน์แดงที่อยู่ในแก้วจะกระฉอกใส่เสื้อของเขาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเบี่ยงเบนความประหลาดใจของเขาที่มีต่อสถานการณ์นี้ได้
“ไม่… เป็ไปไม่ได้ เขา… เขาประดิษฐ์ตัวอักษรระดับนี้ออกมาได้อย่างไร?”
ในใจของหลินอีหลุนตอนนี้เต็มไปด้วยความคับข้องใจ
แมลงที่เอ้อระเหยไปวันๆ ตัวหนึ่ง คนไร้ประโยชน์ที่แม้แต่ถือรองเท้าให้เขาในสายตาก็ยังไม่คู่ควร คิดไม่ถึงว่าในด้านการประดิษฐ์ตัวอักษรจะแสดงพร์ระดับนี้ออกมาได้?
ล้อเล่นน่า!
มือที่ขาวใสดั่งหยกของไป๋เหวินหลิงที่อยู่แถวหลังยกขึ้นปิดปากน้อยๆ ของตนเอง สายตาของเธอจับจ้องไปที่ชายหนุ่มที่อยู่้าอย่างใจจดใจจ่อ และไม่ว่อกแว่กแม้แต่น้อย บนใบหน้าที่งดงามนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
เธอค้นพบว่าตนเองผิดไปแล้ว และผิดพลาดอย่างรุนแรง
ซูฮ่าวในเมื่อก่อน ไปที่ไหนก็ล้วนเป็ตัวประกอบ และเป็ตัวตลกของคนอื่น
แต่ซูฮ่าวในวันนี้ แม้จะยืนอยู่ที่เดิมอย่างเงียบๆ ก็ล้วนมีแรงดึงดูดที่แรงกล้า ซึ่งดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งหมดแล้ว
เธอใช้สายตาก่อนหน้านี้มองซูฮ่าวมาตลอด แต่กลับไม่เคยคิดเลยว่า ซูฮ่าวในเวลานี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนนานแล้ว เขาต่างกันราวฟ้ากับดิน
ซูฮ่าวในเวลานี้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและไม่สะทกสะท้าน ดวงตาทั้งคู่เป็ประกาย งานเขียนตัวอักษรที่เขียนออกมา ราวกับบทกวีที่ไร้คำบรรยาย การเต้นรำที่ไร้ท่า ราวกับรูปภาพที่ไร้รูป ดนตรีที่ไร้เสียง ความยอดเยี่ยมของงานเขียนตัวอักษรยากที่จะหาคำพูดไหนมาชื่นชมได้
ทุกๆ ครั้งที่ซูฮ่าวตวัดพู่กัน เสียงใโดยรอบก็ยิ่งเพิ่มขึ้น คนในห้องโถงล้วนถูกซูฮ่าวดึงดูดและกระตุ้นความสนใจ
“นี่คือตัวตนที่แท้จริงของเขา... ” ไป๋เหวินหลิงมองร่างเปราะบางที่อยู่บนนั้น ด้วยั์ตาประหลาดใจ
หวางไป่ว่านที่อยู่้า และนิ่งเงียบมาตลอด กลับอึ้งไปเลยทีเดียว สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ตัวของซูฮ่าวอย่างไม่ละสายตา
ปีศาจ?
อัจฉริยะ?
โอรสคนโปรดของ์?
หรือหากใช้คำพวกนี้มาบรรยายซูฮ่าวเวลานี้ ก็ล้วนเป็แค่คำพูดผิวเผินเท่านั้น
เมื่อชำเลืองมองไปทั้งงาน ซูฮ่าวเห็นอาการตื่นเต้นของคุณจ้าวกับคุณหลิ่ว ได้ยินเสียงทอดถอนใจของหวางไป่ว่าน เห็นอาการคับข้องใจของหลินอีหลุน และเห็นอาการใของไป๋เหวินหลิง
เขาก็หัวเราะออกมาทันที
หัวเราะอย่างสะใจที่สุด
ในชาติก่อน สถานการณ์เช่นนี้แทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ แต่ในวันนี้ของชาตินี้ สถานการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับเขาแล้ว
เขากลายเป็ตัวเอกของเื่อย่างแท้จริงแล้ว!
วันนี้แหละที่เขารอมานาน!
ซูฮ่าวสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ยกมือขึ้น พู่กันตวัดออกไป ราวกับแสงอาทิตย์อัสดงและห่านแตกฝูงโผบิน แม่น้ำในฤดูใบไม้ร่วงกับท้องฟ้าเป็สีเดียวกัน
หลังจากนั้นการเคลื่อนไหวพู่กันของเขาก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
“หือ?” ทุกคนตะลึงงัน และต่างพากันมองไปที่ซูฮ่าวด้วยความไม่เข้าใจ
“ทุกท่าน การเขียนตัวอักษรของกระผมเป็ไปตามใจนึกคิด ไม่ถูกความเป็จริงควบคุม ตอนที่จิตใจของกระผม้าให้หยุด กระผมก็จะไม่เขียนต่อ ทุกท่านโปรดให้อภัยกระผมด้วย” ซูฮ่าววางพู่กันลงและโค้งตัวเล็กน้อยพลางกล่าวขอโทษผู้คนในงาน
คำพูดประโยคนี้ก็ไม่ใช่เจตนาเดิมของเขา แต่เพราะการ์ดประสบการณ์แสดงอักษรวิจิตรหมดอายุแล้ว ตอนนี้เขากลับคืนสู่สภาพที่ไม่รู้เื่การประดิษฐ์ตัวอักษรแม้แต่น้อย แน่นอนว่าการเขียนอักษรก็ต้องหยุดลง มิฉะนั้นก็จะเป็การเผยไต๋
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเสียใจ
กว่าจะได้เห็นการประดิษฐ์ตัวอักษรที่ดีเช่นนี้ แต่กลับต้องมาหยุดกลางคัน จึงทำให้รู้สึกเสียดายจริงๆ
พอเห็นซูฮ่าวหยุดมือ คุณจ้าวกับคุณหลิ่วก็แสดงสีหน้าเข้าใจออกมา ในขณะเดียวกันก็รีบเดินมาด้านหน้าอย่างรวดเร็ว และมองงานเขียนอักษรของซูฮ่าวอย่างละเอียด
ยิ่งมองอย่างละเอียดเท่าไร อาการตกตะลึงบนใบหน้าของทั้งสองท่านก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
“ลีลาการเขียนทรงพลัง ยอดเยี่ยม สง่างาม และเป็ประวัติการณ์… หลานถิงจี๋ซวี่นี้ถึงแม้เขียนไม่เสร็จ แต่ก็พอที่จะแสดงถึงความยอดเยี่ยมของงานเขียนตัวอักษรของคุณซูออกมาได้แล้ว”
ทั้งสองท่านในฐานะปรมาจารย์อักษรวิจิตรที่เปรียบเสมือนตัวแทนที่สุดยอดของเมืองฉวนโจว โดยปกติแล้วพวกเขาก็เคยพบเจอช่างอักษรวิจิตรที่มีพร์หลายคน สามสิบปีมานี้ก็เคยพบเจอคนที่เขียนหลานถิงจี๋ซวี่มาไม่น้อย
แต่ว่าในความทรงจำของพวกเขากลับไม่มีคนที่สามารถทำได้เท่ากับซูฮ่าว ไม่มีแม้แต่คนเดียว ซึ่งในทุกๆ การวาดเขียน เปี่ยมไปด้วยเทคนิคการเขียนของหวางซีจือ
ถึงแม้หลานถิงจี๋ซวี่ตรงหน้านี้ยังเขียนไม่เสร็จ แต่ในด้านคุณค่า กลับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย
ถึงขนาดผู้เชี่ยวชาญการประดิษฐ์ตัวอักษรที่ชำนาญแค่ไหน ถ้าได้เห็นการประดิษฐ์ตัวอักษรตรงหน้านี้แล้ว ก็ล้วนต้องอุทาน
อุทานว่า... อภิชาตบุตร ออกมา!
