ฟู่ถิงเย่มาส่งนางจนถึงหน้าประตูบ้าน
หากไม่ใช่เพราะยังมีราชการทหารรอให้เขากลับไปจัดการ เขาก็คงอยากจะแวะเข้าไปในบ้านของหวาชิงเสวี่ยสักพัก แล้วค่อยกลับค่ายทหาร
หวาชิงเสวี่ยยกหีบเตรียมจะลงจากรถม้า
“แค่ก แค่ก” ฟู่ถิงเย่ไอออกมาสองครั้ง
หวาชิงเสวี่ยหันกลับไปมองเขาด้วยความสงสัย
ฟู่ถิงเย่นั่งอยู่บนรถม้าไม่ขยับเขยื้อน มีเพียงดวงตาสีดำขลับฉายแววเฉลียวฉลาดและลุ่มลึกคู่นั้นที่จ้องมองหวาชิงเสวี่ย
นานแสนนาน...
ไม่รู้ทำไม หวาชิงเสวี่ยกลับอ่านสายตาของเขาออก!
“ไม่ได้” หวาชิงเสวี่ยยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง พร้อมกับส่ายหน้า
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ดำคล้ำลง
หวาชิงเสวี่ยแสดงสีหน้าลำบากใจ “ไม่ได้จริงๆ เ้าค่ะ หนวดเคราของท่านมันทิ่มแทง”
คนซื่อสัตย์เช่นนาง พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ยิ่งแย่ลงไปอีก
หวาชิงเสวี่ยไม่กล้ามอง รีบยกหีบลงจากรถม้า หันกลับไปมองเห็นว่าเขาไม่ได้ตามมา จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก พร้อมกับหัวเราะเสียงใส “ท่านแม่ทัพเดินทางดีๆ นะเ้าคะ ไม่ต้องมาส่งแล้ว”
ฟู่ถิงเย่เปิดม่านรถ จ้องมองนางอย่างดุดันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทิ้งคำพูดไว้ “อีกไม่กี่วันข้าจะมาหาเ้า”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะแห้งๆ “ฮะฮะ ได้สิเ้าคะ...”
รถม้าแล่นจากไปอย่างรวดเร็ว
หวาชิงเสวี่ยมองตามรถม้าค่อยๆ ห่างไกลออกไป ความรู้สึกในใจนั้นยากที่จะบรรยายได้
...ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับฟู่ถิงเย่พัฒนาไปได้พิสดารเกินไปหรือไม่?
ตอนที่อยู่ในเมืองเหรินชิว เขาเห็นนางเป็ตัวน่ารังเกียจชัดๆ ไฉนเมื่อกลับมายังเมืองผานสุ่ย ถึงได้มาสู่ขอนางโดยไม่มีเหตุผล...เื่มหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นคือ หลังจากที่ถูกปฏิเสธ หมอนี่ถึงกับบุกมาสู่ขอในยามค่ำคืน?!
หวาชิงเสวี่ยอยากจะส่องกระจกดูจริงๆ เหตุใดนางไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเองมีเสน่ห์มากมายขนาดนี้?
ตอนนี้ฟู่ถิงเย่ถึงกับกล้าเรียกร้องจูบจากนางแล้ว...
หวาชิงเสวี่ย...ไม่อาจปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเขาได้เลย
นางเป็คนที่ปฏิเสธผู้อื่นไม่เก่งอยู่แล้ว ฟู่ถิงเย่กลับเป็ผู้มีอำนาจเหนือนาง ทั้งยังเอาเปรียบนางหมดทุกทางอีก
หนึ่งปีจากนี้นางจะต้องแต่งงานกับคนโบราณจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
...เฮ้อ ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละขั้นแล้วกัน
เมื่อกลับถึงบ้าน หวาชิงเสวี่ยก็พับแขนเสื้อทำความสะอาดครั้งใหญ่
หลังจากที่จัดบ้านจนสะอาดแล้ว นางก็เข้าไปในร้านช่างไม้ เมื่อเ้าของร้านเห็นนางก็ใ รีบหยิบแม่พิมพ์ที่หวาชิงเสวี่ยเคยสั่งทำไว้ออกมาให้
“เพราะไม่ได้เห็นแม่นางเสียนาน นึกว่าแม่นางจะไม่เอาแล้วเสียอีก หากแม่นางมาช้ากว่านี้อีกเพียงนิด ของเหล่านี้คงจะถูกขายออกไปในราคาถูกแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยตรวจสอบแม่พิมพ์ทีละอัน พบว่าเหมือนกับที่นางสั่งไว้ทุกประการ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มสดใส “่ก่อนหน้านี้มีธุระนิดหน่อยเลยล่าช้าไป ต้องขออภัยด้วยนะเ้าคะ แม่พิมพ์แบบที่สั่งชุดนี้ สามารถทำเพิ่มอีกได้หรือไม่? แต่ขอเปลี่ยนรูปร่างเป็ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกับทรงกลมเ้าค่ะ”
นางจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ เ้าของร้านช่างไม้เห็นนางจ่ายเงินโดยไม่ลังเล รีบตอบด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีปัญหา แม่นางค่อยมาเอาของในอีกเจ็ดแปดวันก็แล้วกัน”
หวาชิงเสวี่ยจึงจ่ายเงินมัดจำส่วนหนึ่งให้ด้วยความยินดี
แม่พิมพ์ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าฝ่ามือชุดนี้ นางเตรียมไว้ทำสบู่จากน้ำมันหมู ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสใช้ทำสบู่น้ำมันงา และทรงกลมใช้ทำสบู่น้ำผึ้ง
ไขมันจากหมูสามารถทำสบู่สีขาวออกมาได้ เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ทำให้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมีความแข็งดี เมื่อเทียบกับสบู่ที่ทำจากน้ำมันเมล็ดพืชแล้ว พวกมันจะไม่ค่อยดูดความชื้นหรืออ่อนตัวได้ง่าย และเนื่องจากองค์ประกอบของกรดไขมันในน้ำมันหมูมีโครงสร้างคล้ายกับน้ำมันในร่างกายของมนุษย์ จึงทำให้สบู่จากน้ำมันหมูเหมาะกับผิวมากกว่า อีกทั้งยังมีฟองที่ละเอียดอ่อน
ข้อเสียคือกลิ่นไม่ค่อยหอม เพราะเป็ไขมันจากสัตว์ เมื่อเทียบกับน้ำมันจากพืชแล้ว กลิ่นจะขาดความสดชื่นไปบ้าง
แน่นอนว่า ‘อาวุธใหม่’ ที่นางบอกกับฟู่ถิงเย่ เกี่ยวกับการทำสบู่ด้วย...
่เวลานี้ อาวุธที่กรมสรรพาวุธมี นางได้ดูไปเกือบทั้งหมดแล้ว เื่การปรับปรุง นางก็ได้พิจารณามาแล้วมากมาย
นอกจากอาวุธขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับการโจมตีเมืองแล้ว อาวุธที่พวกทหารถือกับมือ นอกจากจะต้องมีอานุภาพทำลายล้างในระดับหนึ่งแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นก็คือต้องสามารถผลิตในปริมาณมากได้
หากไม่สามารถทำตามข้อนี้ได้ การปรับปรุงที่ว่าก็จะสูญเปล่า
เพราะในสนามรบ แค่เปลี่ยนอาวุธถือของทหารคนเดียว หรือทหารเพียงไม่กี่คน ไม่ได้มีผลต่อสถานการณ์มากนัก
หวาชิงเสวี่ยจึงต้องพิจารณาปัญหาเื่ความคุ้มค่าในการปรับปรุงอย่างรอบคอบ
...การปรับปรุงบางอย่าง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้จริง แต่ต้องใช้กำลังคน กำลังทรัพย์ และทรัพยากรเป็จำนวนมาก การปรับปรุงเช่นนี้จึงต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ
...ส่วนการปรับปรุงบางอย่าง แค่ปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย อานุภาพของอาวุธทั้งชิ้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก การปรับปรุงเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าคุ้มค่า
หวาชิงเสวี่ยคิดถึงหลายสิ่งหลายอย่าง แต่เมื่อพูดถึงเื่ความคุ้มค่าแล้ว มีอาวุธอยู่ชนิดหนึ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา
ดินปืน
วิธีการทำดินปืนมีความเชื่อมโยงอย่างน่ามหัศจรรย์กับการทำสบู่ วัตถุดิบก็หาได้ง่าย วิธีการทำก็ไม่ซับซ้อน ทั้งยังมีอานุภาพทำลายล้างที่น่าทึ่ง
เมื่อเทียบกับอาวุธระยะประชิดแล้ว อาวุธพลังงานจลน์นั้นมีอานุภาพเหนือกว่าอย่างชัดเจน
เท่าที่หวาชิงเสวี่ยรู้ แคว้นต้าฉีก็มีดินปืน เพียงแต่มีอานุภาพน้อยมาก โดยพื้นฐานแล้วก็เหมือนกับดอกไม้ไฟที่เพิ่มอานุภาพขึ้นมาเล็กน้อย จึงไม่สามารถใช้ในการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากนางสามารถทำดินปืนที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงได้จริง หวาชิงเสวี่ยคิดว่ามันจะมีคุณค่ามากกว่าการปรับปรุงอาวุธอื่นๆ เสียอีก
แต่ในตอนนี้ นี่เป็เพียงแิหนึ่ง หากจะทำดินปืนจริงๆ ไม่ใช่แค่ต้องพิจารณาเื่วัตถุดิบ แต่ต้องพิจารณาภาชนะที่ใช้บรรจุดินปืนด้วย
ตอนที่พ่อลูกรางวัลโนเบลได้วิจัยและพัฒนาการผลิตดินปืน พวกเขาได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับไนโตรกลีเซอรีนเป็จำนวนมาก กว่าจะดำเนินการสร้างโรงงานจนเริ่มทำการผลิตได้สำเร็จ แต่เนื่องจากความไม่เสถียรและความอันตรายของสารเคมีชนิดนี้ โรงงานจึงเกิดะเิขึ้น ส่งผลให้มีคนถูกะเิเสียชีวิตหรือาเ็เป็จำนวนมาก
หวาชิงเสวี่ยไม่อยากเอาชีวิตมาทิ้งเพราะเื่นี้
ดังนั้น...เริ่มจากการทำสบู่ไปก่อนแล้วกัน
ชีวิตของนางกลับเข้าสู่ความสงบสุข กินข้าว นอนหลับ และทำสบู่ทุกวัน ชีวิตดำเนินผ่านไปอย่างน่าพึงพอใจ
แต่ฟู่ถิงเย่ที่บอกว่าจะมาหานาง กลับยังไม่ปรากฏตัวเสียที
เขาเป็บุรุษที่พูดคำไหนคำนั้น หวาชิงเสวี่ยกังวลว่าอาจจะเกิดเื่ไม่คาดฝันบางอย่างที่ชายแดน...
เป็ดังคาด ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมือง ว่ากันว่าชายแดนเริ่มเปิดาแล้ว!
กำลังทำาแล้ว!
นี่เป็ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของชาวเมืองผานสุ่ยทุกคน!
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าทุกคนจะหวาดกลัวเสียอีก แต่ผลที่ออกมากลับไม่เป็อย่างที่นางคิด ชาวบ้านในตลาดริมถนน ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
พวกเขากลับจับกลุ่มกันสามหรือห้าคน บางคนจะไปส่งเสบียงให้ค่ายทหาร บางคนจะไปส่งยา บ้างก็เป็ชายหนุ่มกำยำในเมืองที่คิดจะละทิ้งงานในมือไปถวายชีวิตให้ค่ายชิงโจว
เมื่อเอ่ยถึงกองทัพเหลียว ทุกคนต่างแค้นจนเืขึ้นหน้า แม้แต่เด็ก คนแก่ และสตรี ต่างก็สวดอ้อนวอนต่อเทพเ้าที่บ้าน ขอพรให้กองทัพฉีฆ่าล้างชาวเหลียวให้สิ้นซากจนไม่เหลือแม้แต่เศษผ้า!
ในฐานะคนนอก หวาชิงเสวี่ยได้ัักับความเกลียดชังลึกซึ้งที่ไม่อาจจางหายไประหว่างแคว้นฉีและแคว้นเหลียวอีกครั้ง
ถึงแม้จะเป็ความเกลียดชังเหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่ได้รับนั้นแตกต่างจากเมืองเหรินชิวอย่างมาก
เมื่อคิดดูแล้วก็พอจะเข้าใจได้ ที่เมืองเหรินชิว ท้ายที่สุดก็เป็ดินแดนที่ถูกชาวเหลียวเข้ายึดครองไปแล้ว ชาวบ้านที่นั่นมองไม่เห็นความหวัง ในเมืองจึงเต็มไปด้วยความเงียบเหงา
แต่ผู้คนในเมืองผานสุ่ย พวกเขามีฟู่ถิงเย่!
ภาพลักษณ์ของฟู่ถิงเย่ในใจของพวกเขาคือดวงประทีปสว่างไสว ตราบใดที่ดวงประทีปยังไม่มอดดับ ก็จะนำพาความหวังมาสู่พวกเขา
...
เมื่อาเริ่มต้นแล้ว ก็ไม่สามารถจบลงได้ภายในวันสองวัน
ถึงแม้จะรู้ว่าฟู่ถิงเย่เก่งกาจเพียงใด แต่นางก็ยังคงกังวลอยู่ดี...
นางจึงไปที่จวนแม่ทัพ เพื่อพบกับจ้าวเซิง
“พอจะส่งข้าไปยังค่ายชิงโจวได้หรือไม่เ้าคะ?” หวาชิงเสวี่ยถาม
จ้าวเซิงกล่าวด้วยความลำบากใจ “หากเป็เวลาปกติ แม่นาง้าจะไป ข้าน้อยย่อมยินดีไปส่งท่านอย่างแน่นอน แต่ว่า...แม่นางก็รู้ ่นี้ชายแดนไม่ค่อยสงบ หากเกิดเื่ขึ้นระหว่างทาง...”
หวาชิงเสวี่ยก็รู้ว่าตนเองกำลังทำให้คนอื่นลำบาก นางจึงกล่าวตอบด้วยความผิดหวัง “ข้าแค่อยากไปดูเขาหน่อย...คิดว่า อาจจะพอช่วยเหลืออะไรได้บ้าง...”
จ้าวเซิงหัวเราะ “แม่นางวางใจเถอะ! สถานการณ์การรบเป็ไปด้วยดี! ดาบและธนูที่ท่านปรับปรุงไปก่อนหน้านี้ เริ่มผลิตออกมาบ้างแล้ว กองทัพเหลียวถูกท่านแม่ทัพของเราฆ่าจนใตาค้างไปแล้ว! ท่านอยู่ที่บ้านรอฟังข่าวดีเถอะ!”
หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ คิดในใจว่าไม่ใช่คนของเขาเสียหน่อย แม้จะมีข่าวดีก็ไม่เห็นจะต้องส่งข่าวมาที่บ้านของนางเลยสักนิด...
ไม่ว่าอย่างไร หวาชิงเสวี่ยก็วางใจลงได้บ้าง “ผลิตออกมาได้ทันการก็ดีแล้ว ข้าคิดว่าจะต้องรอให้เงินจากราชสำนักส่งมาก่อนเสียอีก...”
“นั่นต้องรอไปถึงปีไหนเดือนไหนกัน? เงินที่เคยส่งมาอย่างเร็วก็สองสามเดือนถึงจะได้ ดังนั้นทุกครั้งจึงเป็ท่านแม่ทัพของเราที่สำรองจ่ายไปก่อน!” เมื่อพูดถึงตรงนี้จ้าวเซิงก็ดูภาคภูมิใจ “ทหารของท่านแม่ทัพ ไม่เคยขาดเงินเดือน เสื้อผ้าอาหารการกินก็ดีที่สุดในบรรดาค่ายทหารอื่นๆ”
หวาชิงเสวี่ยกลั้นหัวเราะเอาไว้ ก็จริงนะ เขาคนนั้น...คงจะทุ่มเทพลังทั้งหมดไปที่ค่ายใหญ่แห่งนั้นแล้ว
เมื่อรู้ว่าฟู่ถิงเย่ปลอดภัยดี หวาชิงเสวี่ยก็ไม่ยืนกรานที่จะไปยังค่ายชิงโจวอีกแล้ว
“วันนี้รบกวนพ่อบ้านจ้าวแล้ว ในเมื่อท่านแม่ทัพไม่ประสบปัญหาอะไร ข้าก็ขอตัวกลับก่อน...หากมีข่าวคราวจากแนวหน้า ลำบากพ่อบ้านจ้าวช่วยบอกข้าด้วยนะเ้าคะ”
พ่อบ้านจ้าวรีบกล่าวว่า “ไม่รบกวน ไม่รบกวนเลย หากมีข่าวมาเมื่อใด จะรีบบอกแม่นางเป็คนแรกขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มเล็กน้อย แล้วหมุนตัวออกจากเรือนแม่ทัพไป
เมื่อจ้าวเซิงเห็นหวาชิงเสวี่ยไปแล้ว เขาก็รีบร้อนเรียกคนมาฝนหมึกให้ตนโดยด่วน
“พ่อบ้านจ้าว ท่านจะส่งข่าวให้ท่านแม่ทัพอีกแล้วหรือ?” เด็กหนุ่มที่กำลังฝนหมึกสงสัย “เมื่อเช้าก็เพิ่งส่งไปแล้วนี่? ตอนนี้ส่งไปอีก ท่านแม่ทัพจะไม่รำคาญว่าพวกเรามากเื่หรือขอรับ?”
“เ้าไม่เข้าใจ” จ้าวเซิงจุ่มหมึก ยกพู่กันวาดอักษร “จดหมายรอบนี้ไม่ธรรมดา ท่านแม่ทัพเห็นแล้วต้องดีใจแทบตายแน่!”
พูดจบก็รู้สึกว่าพูดคำว่า ‘ตาย’ นั้นไม่เป็มงคล จึงรีบทำเป็ถ่มน้ำลายออกมาสามครั้ง
เด็กหนุ่มมองจ้าวเซิงอย่างประหลาดใจ คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ จึงไปดูจดหมายในมือของจ้าวเซิงด้วยความสงสัย
เห็นจ้าวเซิงเขียนว่า:
...แม่นางหวากังวลเื่ความปลอดภัยของท่านแม่ทัพ มาที่จวนแม่ทัพหลายครั้ง ขอให้ข้าน้อยส่งนางไปยังค่ายชิงโจว ข้าน้อยกลัวว่าระหว่างทางจะไม่ปลอดภัย หากเกิดเื่อะไรขึ้นอาจจะส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายจนไม่อาจแก้ไขได้ จึงได้ปฏิเสธมาโดยตลอด แต่แม่นางหวานั้นมีความรู้สึกลึกซึ้งให้ท่านแม่ทัพ วันนี้ก็ยังคงมารบเร้าที่จวนแม่ทัพ ด้วยถ้อยคำหนักแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ถึงแม้ข้าน้อยจะปฏิเสธไปแล้ว แต่ในใจกลับไม่สบายใจ ขอบังอาจถามว่าท่านแม่ทัพจะให้จัดการเื่นี้อย่างไรดีขอรับ?
เขียนเสียยาวเหยียด บรรยายภาพของหวาชิงเสวี่ยที่กังวลจนนอนไม่หลับบอกฟู่ถิงเย่อย่างละเอียด
เมื่อเด็กหนุ่มอ่านจนจบ ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “พ่อบ้านจ้าว แม่นางหวา...นางเพิ่งจะมาจวนแม่ทัพเป็ครั้งแรกวันนี้ไม่ใช่หรือขอรับ?”
“อืม” จ้าวเซิงวางพู่กันลง เป่าหมึกบนกระดาษเบาๆ
เด็กหนุ่มพูดต่อ “ตอนนั้น...หลังจากที่ท่านโน้มน้าวแล้ว แม่นางหวาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าโศกเศร้าหรือมารบเร้าท่านอีกนี่นา...”
จ้าวเซิงพับจดหมายเก็บไว้ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มลึกลับยากจะเข้าใจ “นี่เรียกว่าการแต่งเติมเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับงานศิลปะเข้าใจหรือไม่?”
