ที่เชิงเขาสิบหมื่นมหาบรรพต!
แก๊งหัวโล้นต่างล้อมถงอันอันไว้
“โอ้ก!” ถงอันอันลุกขึ้นมาอาเจียนอยู่พักใหญ่
“ท่านผู้ดูแลอาเจียนมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว! หากท่านยังอาเจียนต่อ คงเหลือแค่เืออกมาแล้ว!”
“จริงด้วย ผู้ดูแลโดนพิษอะไรเข้าไป?”
“ข้าก็ไม่รู้ ข้าคิดว่าคงเป็พิษทั่วไป แต่ตรวจสอบแล้วกลับไม่พบอะไรเลย!”
“เลวร้ายนัก ข้าเพิ่งเคยเห็นวิธีใช้พิษแบบนี้เป็ครั้งแรก!”
………
………
……
……
…
…
แก๊งสิบโล้นได้แต่รอคอยอย่างเป็ห่วง
“โอ้กกกก~~~~!"
ถงอันอันอาเจียนต่ออยู่พักใหญ่ ก่อนมันจะทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง คนนอนแผ่อยู่บนพื้นพลางฟื้นฟูกำลังกายกลับมาทีละน้อยอย่างเชื่องช้า
“ผู้ดูแล ท่านดีขึ้นแล้ว?” หัวโล้นคนหนึ่งถาม
“ดีขึ้นแล้ว แหวะ!” ถงอันอันตอบด้วยตัวสั่นสะท้าน
“ผู้ดูแล ดูเหมือนพวกเราจะโดนหวังเค่อมันวางแผนเล่นงาน! มันขุดหลุมดักท่าน!” หัวโล้นคนหนึ่งกังวล
“บนเนินเขาทางโน้น ข้าได้กลิ่นสองจุด หนึ่งคือกับดักที่หวังเค่อวางไว้ อีกจุดสมควรเป็ตัวหวังเค่อเอง ทางโน้น โอ้ก!” ถงอันอันชี้นิ้วไปทางที่ซ่อนของหวังเค่อและจางเจิ้งเต้าอย่างอ่อนแรง
“ผ่านมาเป็วันแล้ว หวังเค่อมันจะยังอยู่รึ?” หัวโล้นคนหนึ่งกังวล
ใบหน้าถงอันอันแข็งค้าง จริงด้วย ผ่านมาตั้งเป็วัน หวังเค่อมันคงเผ่นไปไกลลิบแล้ว!
“ไม่เป็ไร พวกเรายังมีจมูกสุนัขอยู่ เราดมกลิ่นหาพวกมันได้!” ถงอันอันเอ่ยเสียงสั่นด้วยความแค้น
“ฟุ่บ!”
ชายหัวโล้นยื่นอาวุธวิเศษจมูกสุนัขให้ถงอันอัน
พอเห็นจมูกสุนัข ถงอันอันก็อดหวนนึกถึงกลิ่นสุดเลวร้ายก่อนหน้าไม่ได้
“โอ้กกก!”
ถงอันอันอาเจียนออกมาอีกครั้ง
“ผู้ดูแล ท่านเป็ไงบ้าง?” แก๊งลูกน้องต่างเป็ห่วงทันที
“พวกเ้า ลองดู! ลองใช้จมูกสุนัขตามหาพวกมัน!” ถงอันอันโบกมือ
หัวโล้นคนหนึ่งรีบสวมจมูกสุนัขก่อนขับเคลื่อนสัจปราณเพื่อใช้งาน
“ฟุดฟิด!”
หัวโล้นคนนั้นดมอยู่สักพัก
“เป็ไงบ้าง?” ทุกคนถาม
“ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย!” หัวโล้นเอ่ยด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“จะเป็ไปได้ยังไง เมื่อสวมจมูกสุนัข ประสาทรับกลิ่นของเ้าจะทวีคูณขึ้นนับร้อยนับพันเท่า! ขนาดกลิ่นดอกไม้ห่างไปสิบลี้ก็ยังััได้!” ถงอันอันเอ่ยเสียงแ่
“จมูกสุนัขนี่พังแล้วหรือเปล่า?” หัวโล้นเอ่ยด้วยสีหน้าเหม่อลอย
“ข้าลองเอง!” หัวโล้นอีกคนคว้าจมูกสุนัขไปลองดู
“ฟุดฟิด!”
หลังดมอยู่สักพัก หัวโล้นคนนั้นก็เอ่ยอย่างขมขื่น “ผู้ดูแล ข้าเกรงว่าคงพังจริงๆ แล้ว! ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย!”
ถงอันอัน “…!”
“ผู้ดูแล ก่อนหน้านี้ท่านดมอะไรไป? เหม็นถึงขนาดจมูกสุนัขยังพัง?” หัวโล้นคนหนึ่งถาม
พังแล้ว?
ลำบากลำบนตั้งมากมาย เสียสละสายลับไปเพื่อขโมยจมูกสุนัข ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำตั้งหลายวัน รอคอยให้หวังเค่อออกมาจากพรรค สุดท้ายพอหาหวังเค่อเจอ ข้าก็โดนมันเล่นอีกแล้ว…อ้วกอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน ขาดอีกแค่ก้าวเดียว สุดท้ายจมูกสุนัขดันพัง?
“ไร้เหตุผล ไร้เหตุผลสิ้นดี ไหนข้าลอง!” ถงอันอันยื่นมือสั่นเทาออกมาคว้าจมูกสุนัขไป
“ซู้ดดดด~~~~! ฟื้ดดดด~~~~~!"
ถงอันอันสูดหายใจเต็มปอด แต่น่าเสียดาย อาวุธวิเศษนี้พังแล้วจริงๆ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย
“ผู้ดูแล ทำไงดี?” หัวโล้นคนหนึ่งถามอย่างกังวล
“อีกแค่ก้าวเดียว แค่ก้าวเดียวเท่านั้น!” ถงอันอันตัวสั่นเทิ้มด้วยโทสะ
อีกแค่ก้าวเดียวก็จะจับหวังเค่อได้แล้ว ถ้าหากพวกเราไม่ได้ไปเสียเวลากับหุ่นไล่กานั่น ก็คงตามไปถึงจุดที่ดมกลิ่นหวังเค่อได้แล้วแท้ๆ
“จมูกสุนัขพังแล้ว? หาตัวหวังเค่อไม่ได้แล้ว?” แก๊งสิบโล้นถามอย่างกังวล
“หาดูก่อน หวังเค่อมันต้องยังหนีไปได้ไม่ไกล กระจายตัวออกตามหา ต้องหาให้เจอ มันไปได้ไม่ไกลหรอก!” ถงอันอันสั่งอย่างโกรธเกรี้ยว
“ทราบ!”
พรรคเทพหมาป่า์ ตำหนักหมาป่าประจิม!
โม่ซันซันนั่งจิบชาอย่างสบายใจอยู่ในตำหนัก ก่อนศิษย์ตำหนักหมาป่าประจิมคนหนึ่งจะเร่งรุดเข้ามา
“ใช่จมูกสุนัขหมายเลขสิบแปดหรือไม่ มีข่าวอะไร?” โม่ซันซันถามอย่างมั่นใจ
การที่ถงอันอันหลบหนีไปได้ไม่ใช่เพียงแค่สายลับประจำพรรคเทพหมาป่า์ช่วยมันหลบหนี แต่เป็แผนการที่โม่ซันซันวางไว้ั้แ่ต้น มันคิดหย่อนเบ็ดเตรียมจับปลาตัวใหญ่
จมูกสุนัขในมือถงอันอัน เป็โม่ซันซันจงใจให้ไปเอง
ถึงจะดูเหมือนถงอันอันหลบหนีไป แต่ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือของโม่ซันซัน จมูกสุนัขก็คือสายป่านว่าว ไม่ว่าถงอันอันกับพวกพ้องจะหนีไปที่ไหน สายป่านนี้จะยังอยู่ในมือโม่ซันซันอยู่ดี
“ท่านเ้าตำหนัก ไม่ได้การ จมูกสุนัขหมายเลขสิบแปดขาดการเชื่อมต่อไปแล้วขอรับ!” ศิษย์คนนั้นกล่าวด้วยสีหน้าบูดเบี้ยว
“ขาดการเชื่อมต่อ?” โม่ซันซันเลิกคิ้วสูง
“ใช่ขอรับ ขาดการเชื่อมต่อ ไม่มีอีกแล้ว! อาวุธวิเศษของพวกเราััถึงมันไม่ได้อีกแล้ว!” ศิษย์คนนั้นตอบด้วยรอยยิ้มขื่น
“ฟุ่บ!”
โม่ซันซันลุกพรวดทันที สายป่านว่าวมันขาดแล้ว? ว่าวลอยหายไปแล้ว?
“พวกเราไม่ทราบเพราะอะไร แต่คาดว่าจมูกสุนัขหมายเลขสิบแปดอาจชำรุดเสียหายขอรับ!” ศิษย์คนนั้นยิ้มเจื่อน
“แล้วจะพังได้อย่างไร? ใช้มาตั้งหลายปีเคยมีพังเสียที่ไหน!” โม่ซันซันถลึงตา
“ศิษย์ไม่ทราบ!” ศิษย์คนนั้นตอบอย่างขื่นขม
โม่ซันซัน “…!”
แม่งเอ๊ย นี่เื่บ้าอะไรกัน? หย่อนเบ็ดเตรียมจับปลาใหญ่ก็ล้มเหลว แถมยังเสียเหยื่อล่อทั้งหมดไปอีก? ขโมยไก่ก็ไม่ได้ ข้าวก็ไม่เหลือให้กิน?
“จะเสียไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้ ตำแหน่งสุดท้ายของจมูกสุนัขหมายเลขสิบแปดอยู่ที่ไหน นำทางข้าไป!” โม่ซันซันเอ่ยเสียงเย็น
“ทราบ!”
หุบเขาหุ่นไล่กา
กระเรียนฝูงหนึ่งมาถึงก่อนจะดับไฟ จากนั้นออกตามหาหวังเค่อกับจางเจิ้งเต้า แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองลื่นไหลประดุจปลากด กระเรียนเพียงไม่กี่ตัวไหนเลยจะหาพบ? พวกมันจากไปนานแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น จางเสินซวีพร้อมศิษย์น้องสองสามคนก็มาถึงหุบเขาด้วย
พวกมันมองดูหุ่นไล่กาที่ไฟเพิ่งมอดดับบนพื้น
“ศิษย์พี่เสินซวี ตอนที่นกกระเรียนมาเจอเข้า หุ่นไล่กาตัวหนึ่งก็แทบจะไหม้ไฟหมดแล้ว พวกมันรีบดับไฟก่อนจะได้เศษเสื้อผ้ามาเล็กน้อย ส่วนหุ่นไล่กาอีกตัวสภาพยังดีอยู่ แต่ก็ไหม้เล็กน้อย พวกเรากำลังเปรียบเทียบกันอยู่ เสื้อผ้าบนหุ่นไล่กาอีกตัวสมควรเป็ของจางเจิ้งเต้า พวกเราเห็นมันสวมเสื้อผ้าแบบนี้ในพิธีเปิดอาคารเสินหวัง!” ศิษย์น้องคนหนึ่งกล่าวเสียงเข้ม
จางเสินซวีเผยสีหน้าพิกล
“หุ่นไล่กา? แต่งตัวแบบจางเจิ้งเต้า? เ้าหมายความว่าไง?” จางเสินซวีถามด้วยสีหน้าเหม่อลอย
“ไม่ทราบขอรับ! แต่สมควรมีความหมายลึกล้ำแฝงอยู่!” กลุ่มศิษย์น้องเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ทั้งหมดล้วนแต่เป็ยอดฝีมือประจำพรรคอีกาทองคำ ต่อให้พวกมันคิดจนหัวะเิก็ไม่มีทางนึกออกว่าหวังเค่อกับจางเจิ้งเต้าเปิดศึกป้องกันชุดชั้นใน ถ้าหากอาศัยเบาะแสเพียงเท่านี้แล้วเดาออก สมองพวกมันก็คงมีรอยหยักเยอะเกินไปแล้ว
“ศิษย์พี่ พวกเราทำยังไงกันดี? ท่านอยากแจ้งศิษย์พี่หญิงใหญ่หรือไม่?” ศิษย์น้องคนหนึ่งถาม
“ยังจับใครไม่ได้สักคน แจ้งข่าวให้ท่านพี่มาถึงนี่ ไม่พ้นถูกด่าฟรีหรอกหรือ?” จางเสินซวีตอบเสียงเข้ม
กลุ่มศิษย์น้อง “…!”
“ตามหาหวังเค่อให้เจอก่อนค่อยว่ากัน ตอนนี้พวกเรามีเบาะแสแล้ว ดีกว่ากางตาข่ายคลุมฟ้าเป็ไหนๆ! สองจุดชี้ไปทางเดียว จากพรรคเทพหมาป่า์มาถึงที่นี่ ตามทิศนี้ต่อไป รีบหาให้เจอ! หาหวังเค่อแล้วแจ้งข่าวให้ท่านพี่ทันที!” จางเสินซวีสั่งอย่างจริงจัง
“ทราบ!” กลุ่มศิษย์ขานรับ
ปากทางเข้าเมืองจูเซียน
หวังเค่อกับจางเจิ้งเต้าสวมหมวกพลางเงยหน้ามองฟ้า
“หวังเค่อ เ้ามั่นใจว่าจางหลี่เอ๋อร์ไล่ตามเ้าอยู่?” จางเจิ้งเต้ายังมองหวังเค่อด้วยสีหน้าไม่เชื่อถือ
“เ้าคิดว่าไงล่ะ?” หวังเค่อถลึงตาใส่
“ข้าคิดว่าไงเหรอ? ข้าคิดว่าเ้ามันคนเหม็นเน่าหน้าไม่อาย! สาดโคลนใส่ความหญิงงาม!” จางเจิ้งเต้าถลึงตากลับบ้าง
“ผายลม! ข้าหรือใส่ความผู้อื่น? ถ้าหากนางไม่ได้ทำ ข้ามีหรือจะใส่ความ? ข้าหวังเค่อพูดคำไหนคำนั้น!” หวังเค่อถลึงตาสู้
“ทำไมข้าฟังแล้วรู้สึกปลอมเปลือกแปลกๆ?” จางเจิ้งเต้าถามด้วยความรู้สึกประหลาด
“ถุ้ย!” หวังเค่อไม่สนใจอีก
“เมืองจูเซียนอยู่ตรงหน้านี่แล้ว พวกเราแต่งตัวแบบนี้ยังจะมีคนจำได้หรือไม่?” จางเจิ้งเต้าขมวดคิ้ว
“ไม่ต้องห่วง พวกเราสวมหมวกเอาไว้ ดูสิ มีแค่กระเรียนบนฟ้าเท่านั้นที่จำเราได้! ที่เหลือไม่มีใครจำเราได้ทั้งนั้น!” หวังเค่อมั่นใจ
พอหวังเค่อกล่าวจบ พลันมีเสียงะโดังขึ้นไม่ไกลออกไป
“อ้าว ประมุขหวังไม่ใช่รึ? ประมุขหวัง ท่านกลับมาเมืองจูเซียนแล้ว?” เสียงแปลกใจดังมาจากประตูเมือง
ทันใดนั้น สายตาหลายต่อหลายคู่ก็เหลียวมองมา พอเห็นหวังเค่อกับจางเจิ้งเต้าก็บังเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่
“ประมุขหวัง? ประมุขหวังกลับมาแล้ว มาดูเร็ว!”
………
“ยังมีเซียนแซ่จางด้วย! เซียนแซ่จาง จางเจิ้งเต้าก็มาด้วย!”
……
“จริงด้วย ประมุขหวัง เซียนแซ่จาง พวกท่านว่างมาเยือนเมืองจูเซียนด้วย? เร็วเร็ว เชิญเข้ามาก่อน!”
…
“ประมุขหวัง…!”
ชาวเมืองจูเซียนต่างกระตือรือร้นจนหวังเค่อกับจางเจิ้งเต้ามึนงงไปพักใหญ่
“ไหนเ้าบอกไม่มีใครจำได้ไง?” จางเจิ้งเต้าถามอย่างเหม่อลอย
หวังเค่อเองก็ไปไม่เป็ ข้าสวมหมวกอยู่แท้ๆ พวกท่านมีตาเอกซเรย์หรือไง?
ไม่ใช่แค่จำพวกตนได้ แต่ชาวเมืองจูเซียนยังกลายเป็กระตือรือร้นอย่างยิ่ง
กระตือรือร้นเกินไปมาก
“พวกเ้าจำเราได้ยังไง?” จางเจิ้งเต้าถามอย่างระมัดระวัง
“เซียนแซ่จางลืมแล้วหรือ? เมื่อปีที่แล้วตอนสร้างอาคารเสินหวัง มีการเกณฑ์กรรมกรเซียนเทียนจากทุกเมืองเซียน ตัวข้ามีวาสนาได้ร่วมก่อสร้างอาคารเสินหวังด้วย! ตอนนั้นเซียนแซ่จางเป็คนคุมงาน ต่อให้ร่างท่านเหลือแต่ขี้เถ้า ข้าก็จำได้! โดยเฉพาะชุดที่ท่านสวม!” ชาวเมืองจูเซียนคนหนึ่งตอบ
“ใช่แล้ว ท่อน้ำกับอ่างล้างมือที่อาคารเสินหวังสั่งไปก็เป็โรงงานเมืองจูเซียนจัดส่ง ตอนนั้นโรงหลอมเ้าใหญ่ของเมืองเราผนึกกำลังร่วมกัน หาชมได้ยากเหลือเกิน! ต้องขอบคุณประมุขหวังที่ช่วยด้านธุรกิจ!”
“เื่เล่าของอาคารเสินหวังถูกกระจายไปทั่วเมืองจูเซียน ใครเล่าไม่ทราบถึงความเก่งกาจของประมุขหวังผู้มาจากเมืองจูเซียน!”
“จริงด้วย จริงด้วย เื่อาคารเสินหวังเปิดตัวกระจายไปทั่วเจ็ดสิบสองเมืองเซียน! ไม่ใช่แค่เื่อาคารเสินหวัง ได้ยินว่าแม้แต่ยอดคนจากสำนักเซียนส่วนใหญ่ทั่วสิบหมื่นมหาบรรพตยังไปร่วมงานด้วย!”
“ข้ารู้ วันนั้นที่ข้าเห็นในเมืองหลางเซียนไม่ได้มีแค่ยอดฝีมือประจำสำนักเซียนส่วนใหญ่ แต่ประมุขกับสี่เ้าตำหนักพรรคเทพหมาป่า์ก็ยังไปร่วมงานตัดริบบิ้นเปิดตัวบริษัทเสินหวังของประมุขหวังด้วย!”
“ประมุขหวังเวลานี้โด่งดังไปทั่วสิบหมื่นมหาบรรพต ศิษย์สำนักเซียนทั้งหมดล้วนแต่ต้องไว้หน้า!”
“ข้ายังได้ยินมาว่าประมุขหวังตอนนี้ขายสิ่งที่เรียกว่าประกันอุบัติเหตุ ศิษย์สำนักเซียนส่วนใหญ่ล้วนต่างแย่งกันซื้อ!”
“ประมุขหวัง พวกเราเคยค้าขายกับท่านมาก่อน ตอนนี้ท่านรุ่งเรืองก้าวหน้า มีสายสัมพันธ์กับสำนักเซียนั์ใหญ่ ท่านต้องดูแลชาวเมืองอย่างเราด้วยนะ!”
.........
“ประมุขหวัง เชิญเข้ามาก่อน เร็ว เร็ว มา ไปพักที่บ้านข้าก่อน!”
......
“ไม่ได้ ต้องพักที่บ้านข้าสิ! ข้าเตรียมสวนหย่อมที่ดีที่สุดไว้ให้ประมุขหวังแล้ว!”
...
ชาวเมืองจูเซียนต้อนรับขับสู้จนหวังเค่อและจางเจิ้งเต้าตะลึงไป
“แบบนี้เรียกว่ากลับบ้านหรือเปล่า?” หวังเค่อถามอย่างใ
จางเจิ้งเต้าเองก็เผยสีหน้าพิกล “พวกเ้ารู้หรือเปล่าว่าหวังเค่อมันกลับมาหาเงิน? ยังจะเชิญมันไปบ้านอีก?”
เมืองจูเซียน! เมืองที่เต็มไปด้วยตระกูลผู้ฝึกฌานจำนวนมาก รวมถึงยอดฝีมือขั้นเซียนเทียนจากแดนมนุษย์ คนเหล่านี้ต่อหน้าศิษย์สำนักเซียนล้วนแทบไม่อาจเงยหน้ามองได้ ถึงจะบำเพ็ญตนเหมือนกัน แต่พวกมันล้วนถูกสำนักเซียนปฏิเสธด้วยหลากหลายสาเหตุ ไม่มีทั้งวิชาบำเพ็ญชั้นสูง ไม่มีทั้งกำลังทรัพย์ ทำได้เพียงตามหาของในหุบเขาถึงพอฝึกฌานได้อย่างยากลำบาก
ผู้คนในเมืองเซียนส่วนใหญ่ล้วนแต่ใช้ชีวิตด้วยกัน มีเพียงหยิบมือที่สามารถฝากตัวเข้าร่วมสำนักเซียนได้ ดังนั้นชีวิตผู้คนในเมืองเซียนจึงยากลำบากเหลือแสน ทุกวันคิดทำกำไรเล็กน้อยยังต้องดิ้นรนสายตัวแทบขาด
ทว่า หวังเค่อกลับกลายเป็คนที่รุ่งโรจน์ที่สุดในเมืองจูเซียน ดูหวังเค่อแล้วดูพวกเราสิ?
หลายคนอิจฉาริษยาหวังเค่อ แต่เมื่อหวังเค่อมาถึง พวกมันก็ยังคิดอยากเกาะขาหวังเค่อ หวังให้หวังเค่อพาตนเองปีนป่ายขึ้นสู่สรวง์
หนี้สินของหวังเค่อในเมืองจูเซียนก็สะสางกันไปตั้งนานแล้ว! แน่นอนว่าไม่มีใครกล้านินทาอีก
ทุกคนต่างกระตือรืนร้นยิ่ง แต่สุดท้ายหวังเค่อก็ไม่ได้รับคำเชิญของใคร มันเพียงไปยังเรือนน้ำชากงอี้ทั้งที่โดนผู้คนรายล้อม!
“ทุกท่าน! ข้ากลับมาครั้งนี้ แน่นอนว่าคิดทำธุรกิจกับทุกท่าน แต่ขอให้ข้าได้พักผ่อนก่อน แล้วเราค่อยคุยกัน! ขออภัยด้วย ขออภัยด้วย!” หวังเค่อคารวะให้ฝูงชนนอกประตู
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร!” ฝูงชนนอกประตูต่างตอบรับอย่างสุภาพ
“วันนี้เรือนน้ำชากงอี้ปิดแล้ว ต้องขออภัยทุกท่านด้วย!” เถ้าแก่เรือนน้ำชากงอี้คารวะให้ด้านนอก
แต่เวลานี้ไม่มีผู้ใดเอาผิดได้ ขณะเดียวกัน ทุกคนก็คล้ายคิดบางสิ่งออก เรือนน้ำชากงอี้ใช่ธุรกิจของหวังเค่อหรือไม่?
“ปัง!”
ประตูเรือนน้ำชาปิดลง
“เฮ้อ เหนื่อยเหลือเกิน พวกมันจะกระตือรือร้นเกินไปแล้ว! ข้าอายแทนแล้วเนี่ย!” จางเจิ้งเต้าทรุดนั่งลงก่อนยกชาถ้วยใหญ่ขึ้นซด
“ทุกคนเขามาต้อนรับข้า ไม่ใช่เ้า เ้าจะอายผายลมอะไร!” หวังเค่อเองก็ยกน้ำชาดื่มด้วย
“ไม่ใช่ข้าอะไร? เ้าไม่เห็นเหรอว่ามันเรียกข้าเป็เซียนแซ่จาง?” จางเจิ้งเต้ากลายเป็ไม่ยินยอม
“พวกมันกระตือรือร้นเพราะคิดหาผลประโยชน์จากเรา ถ้าเ้าคิดว่าไม่เป็ไร พรุ่งนี้เ้าลองออกไปขายประกันพวกมันดู เ้าคิดว่าพวกมันจะแสดงท่าทีแบบใดกับเ้า?” หวังเค่อบอกปัด
จางเจิ้งเต้าหน้าแข็งค้าง ขอให้ชาวเมืองจูเซียนควักเงิน? เ้าล้อข้าเล่น? เ้าไม่เห็นหรือว่าตาพวกมันเปล่งประกายขนาดไหน? สายตาตื่นเต้นคล้ายมองดูแกะอ้วนพี พวกมันอยากหาเงินจากข้า ข้าไหนเลยจะล้วงเงินจากพวกมันมาได้?
“แต่ แต่…!” จางเจิ้งเต้าขมวดคิ้ว
“โลกนี้ไม่มีอาหารฟรี ไม่มีการประจบนอบน้อมแบบไม่หวังผล และไม่มีความกระตือรืนร้นอย่างไร้เหตุผล เ้าไม่ใช่ญาติพวกมัน พวกมันทำดีกับเ้า แสดงว่า้าบางสิ่งจากเ้า! เ้าจำไว้ ไร้ความปรารถนาจึงแข็งแกร่ง!” หวังเค่อส่ายหน้า
“ไร้ความปรารถนาจึงแข็งแกร่ง? ทำไมเวลาเ้าพูดคำนี้ถึงรู้สึกเหมือนเ้ากำลังตบหน้าตัวเอง?” จางเจิ้งเต้าเอ่ยด้วยสีหน้าปูเลี่ยน
