“มันมีพรรคพวก! เพิ่มความระวังขึ้น อย่าปล่อยให้พวกมันหลุดรอดไปได้!”
ผู้นำหน้ากลุ่มไล่ล่าเป็ภูติญญาระดับต้นและระดับกลาง ด้านหลังทั้งคู่เป็กลุ่มวีรชนิญญาและปัจเจกิญญารวมแล้วราวยี่สิบคน พวกมันแผ่รังสีฆ่าฟันครอบคลุมผืนฟ้าจนไป๋หยุนเฟยด้านหน้าต้องตื่นตระหนก
ไม่ใช่ความเดือดดาล แต่เป็ความคิดฆ่าฟัน!
ไป๋หยุนเฟยฟาดมือใส่จิ้งิเฟิงที่เฉียดผ่านร่างไป มันคำรามด้วยความโกรธกริ้ว “เ้าสารเลว! เ้าไปทำอะไรมา!?”
การกระทำนี้ส่งผลให้จิ้งิเฟิงชะลอความเร็วลง ไป๋หยุนเฟยก็ชะงักไปวูบ แล้วจิ้งิเฟิงก็สะบัดมือที่อยู่บนคอเสื้อออก จากนั้นพยายามอธิบายราวกับตนเองเป็ผู้บริสุทธิ์ “ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน เข้าใจหรือไม่? ข้าเพียงคิดจะลอบเข้าไปดูโน่นดูนี่ในคฤหาสน์หลังหนึ่ง แต่คิดไม่ถึงว่าด้านในจะชุมนุมไว้ด้วยยอดฝีมือ! ทันทีที่พวกมันพบเห็นข้า ก็ไล่เข่นฆ่าทันที ถ้าอยู่ต่อคงถูกฆ่าตายแน่! ที่จริงพวกมันก็แทบเอาชีวิตข้าไปได้ถึงสองครั้งแล้ว”
ขณะกล่าววาจา จิ้งิเฟิงพลันหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปพลางใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายเอาไว้ ไป๋หยุนเฟยจึงพบว่าไหล่ซ้ายจิ้งิเฟิงถูกคมอาวุธกรีดเป็แผลสาหัส แม้จะโลหิตจะหยุดไหลแล้ว แต่เสื้อผ้าครึ่งร่างมันก็ถูกย้อมไปด้วยโลหิตที่ไหลออกมาจนชุ่มโชก
“เ้าไม่ได้ทำอะไรจริงๆ?” ไป๋หยุนเฟยคว้าไหล่ขวามันพร้อมกับใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบคลื่นเพื่อเร่งความเร็วขึ้น
ดวงตาจิ้งิเฟิงฉายแววขอบคุณวูบหนึ่งขณะพยักหน้า “ข้าไม่ทราบจริงๆ ข้ายังไม่ทันได้ทำอะไร จะมีก็แค่ ก่อนคนด้านในจะรู้ตัว ข้าทันได้เห็นพวกมันสองคนกำลังสนทนากันบางอย่าง พวกมันฝีมือร้ายกาจยิ่ง ข้าเอาตัวรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด แล้วคนกลุ่มใหญ่ก็ตามไล่ล่าข้า...”
ไป๋หยุนเฟยยังคงโกรธเคืองจิ้งิเฟิงอยู่ แต่ก็ไม่สงสัยเื่ที่อีกฝ่ายบอกเล่า หันไปมองกลุ่มคนที่ไล่ล่ามาด้านหลังก็เห็นแต่สายตาดุร้ายอำมหิต ตัวมันถูกนับเป็พรรคพวกของจิ้งิเฟิงไปแล้ว หากพวกมันทั้งคู่ถูกตามทัน ยังไม่ทันจะได้อธิบายเื่ราวก็คงถูกรุมสังหารก่อน
“ั้แ่พบเ้าก็ไม่เคยมีเื่ดีเกิดขึ้นเลย!!” ไป๋หยุนเฟยเขม้นมองไปยังจิ้งิเฟิง มันไม่คิดเพียง้าชกใส่หน้าที่เหมือนกับตนนี้สักครา แต่เมื่อแลเห็นสีหน้าอับจนปัญญาและสำนึกเสียใจของจิ้งิเฟิงก็ถอนหายใจ “พวกเราค่อยมาคิดบัญชีที่ติดค้างกันในภายหลัง! ตอนนี้ต้องสลัดพวกที่ไล่หลังพวกเราให้หลุดก่อน!”
“เคล็ดิญญาท่าร่างเ้ารวดเร็วพอจะทำได้ เ้าหนีไปก่อน เป้าหมายพวกมันคือข้า ข้าจะดึงความสนใจพวกมันแล้วค่อยหลบหนี...” จิ้งิเฟิงมองดูกลุ่มคนด้านหลังก่อนจะหันไปหาไป๋หยุนเฟย
“อย่าได้คิดจะทำตัวเป็มีคุณธรรมจนน่าคลื่นไส้! หรือเ้าคิดจริงๆว่าพวกมันจะปล่อยให้ข้าไป!?” ไป๋หยุนเฟยแค่นเสียง ก่อนจะเอ่ยปากเสียงค่อย “ข้ายังต้องพาเ้าไปอธิบายต่อแม่นางและท่านป้านั้นก่อนว่าทุกอย่างเป็ฝีมือเ้า! ไม่รู้หรือว่าข้าถูกตราหน้าเป็คนวิปริตก็เพราะเ้า!?”
“เอ่อ...” จิ้งิเฟิงดูละอายใจอยู่บ้าง แต่ก็สำนึกขอบคุณไป๋หยุนเฟยยิ่ง
“พล่ามให้น้อยลงแล้ววิ่งให้เร็วขึ้น ไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่อาจสลัดพวกมันพ้น!” ไป๋หยุนเฟยกระตุ้น
จิ้งิเฟิงกล่าวอย่างคับข้องใจ “ข้าาเ็จึงไม่อาจเร่งฝีเท้า ก่อนหน้านี้เพื่อจะทิ้งห่างพวกมัน ข้าได้ใช้พลังธาตุลมออกไปแทบหมดสิ้นแล้ว...”
“เฮอะ!” ในใจไป๋หยุนเฟยเริ่มกังวลขึ้นมา หากดำเนินต่อไปเช่นนี้ ต่อให้ไปจนถึงประตูเมือง ก็คงไม่อาจสลัดพวกที่ไล่ตามมาพ้น หากว่าทอดทิ้งจิ้งิเฟิงแล้วหนีไป ตนเองมั่นใจว่าจะสามารถหนีรอด แต่กระนั้นความคิดนี้ก็ถูกสลัดไปจากจิตใจทันที หากทำเช่นนั้นจริงตัวมันก็ไม่ได้ต่างจากคนที่ยอมสังเวยทุกคนยกเว้นตัวเองเพื่อความปลอดภัยของตน อันที่จริงมันก็ไม่คิดจะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว ที่สำคัญสถานการณ์ตอนนี้ก็ยังไม่เลวร้ายดังที่คิด
สองตาไป๋หยุนเฟยทอประกายวูบวาบ ทันทีที่มันทั้งคู่ไปถึงปากทางเข้าถนนสายหนึ่งไป๋หยุนเฟยก็ตัดสินใจได้ ชายหนุ่มสะบัดมือเรียกแหวนสองวงมาถือไว้ ขณะผลักแหวนไปให้กับจิ้งิเฟิงก็สั่งว่า “สวมเอาไว้!”
“หา?” จิ้งิเฟิงเพียงเพ่งสมาธิอยู่กับเส้นทางตรงหน้าโดยไม่ได้สนใจรอบกาย ดังนั้นยามที่ไป๋หยุนเฟยยื่นแหวนมาให้อย่างกะทันหันจึงค่อยรู้สึกตัว ขณะจ้องมองไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าประหลาดใจก็เอ่ยปากถาม “เ้าว่าอะไร?”
“เลิกพล่ามแล้วสวมแหวนสองวงนี้ซะ! สวมบนมือข้างละวง!”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของไป๋หยุนเฟย จิ้งิเฟิงก็ย่นคิ้วเข้าหากันราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง มันไม่กล่าวอันใดก็หยิบแหวนทั้งสองวงไปสวมบนนิ้วชี้ทั้งสองข้าง
พริบตาที่สวมแหวนลงไป จิ้งิเฟิงก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ขณะที่กำลังตกตะลึงก็ััได้ถึงความรู้สึกอันพิสดารเอ่อล้นขึ้นในร่างเสริมให้ความเร็วมันเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย!
“สวมสองชิ้นนี้ไว้ด้วย!”
ยามนี้จิ้งิเฟิงไม่ลังเลที่จะรับกำไลข้อมือซึ่งไป๋หยุนเฟยส่งมาให้และรีบสวมไว้ทันที
แล้วความเร็วมันก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง!
……
“หา... ไฉนพวกมันยังเร่งความเร็วขึ้นได้อีก!” ผู้บรรลุที่ด่านภูติญญาระดับกลางอดไม่ได้ต้องร่ำร้องออกมาเมื่อเห็นทั้งสองเร่งความเร็วขึ้นกว่าเดิม
หลังจากไล่ตามอีกหลายอึดใจ สองคนตรงหน้ายิ่งมาก็ยิ่งทิ้งห่างออกไป ผู้ไล่ล่าเริ่มเผยสีหน้ากังวลยามเห็นว่าเป้าหมายใกล้จะหลุดรอดไปได้ หลังจากมองหน้ากันหนึ่งในกลุ่มผู้ไล่ล่าก็เริ่มเร่งเร้าพลังิญญาเพื่อไล่ติดตาม
“ไม่ต้องตามแล้ว...”
จู่ๆเสียงแ่เบาก็แว่วฝ่าอากาศมาจากด้านหลัง มันสะดุ้งหยุดเท้าลง คนที่เหลือในกลุ่มก็ได้ยินเสียงนี้เช่นกัน ทำให้พวกมันฝืนร่างหยุดลงแล้วเงยหน้ามองไปด้านหลัง
ที่กลางอากาศห่างออกไปหลายสิบวา ปรากฏเงาร่างหนึ่งดำหนึ่งม่วงกำลังเดินฝ่าอากาศเข้ามา
คนด้านซ้ายเป็ชายวัยกลางคนในชุดสีม่วง ผมของมันเริ่มมีสีขาวแซม บนใบหน้าฝั่งซ้ายปรากฏรอยแผลเป็ยาวสองนิ้ว สีหน้ามันเฉยชาปราศจากอารมณ์ความรู้สึก คำพูดเมื่อครู่เป็ชายผู้นี้เอ่ยปากสั่ง แต่ละก้าวที่มันย่างผ่านอากาศธาตุ ปรากฏแสงสีม่วงแ่จางก่อตัวใต้ฝ่าเท้าราวกับจะผนึกเป็ทางเดินให้แก่มัน
ชายอีกคนแต่งกายชุดดำคลุมไปทั้งร่าง แม้แต่ใบหน้าก็ยากจะมองเห็น และก็เช่นเดียวกับชายคนแรกใต้ฝ่าเท้ามันปรากฏแสงสีทองแ่จางคอยพยุงให้สามารถข้ามอากาศได้
ขณะชะลอความเร็วลงเงาร่างทั้งสองก็ฝ่าอากาศเข้ามาอีกห้าสิบวา ก่อนจะหยุดเหนือกลุ่มผู้ไล่ล่า
“นายท่าน...” ผู้นำกลุ่มคารวะอย่างนอบน้อม
ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับรู้ “พาคนของเ้ากลับไป ระวังอย่าให้ผู้ฝึกปรือิญญาคนอื่นตื่นตัว”
“ทราบแล้ว!” ทั้งกลุ่มตอบรับโดยไม่ลังเล พวกมันไม่เอ่ยปากอันใดก็เริ่มจากไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านคิดว่าอย่างไร? มันจะได้ยินที่พวกเราสนทนากันหรือไม่?” จากนั้นก็ไม่แยแสกลุ่มคนเบื้องล่างอีก ชายในชุดดำและม่วงเริ่มเคลื่อนที่ไปยังทิศทางไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงหลบหนีไป
“สนใจไปใยว่าพวกมันได้ยินหรือไม่ ก็แค่สังหารพวกมันซะ” เงาร่างในชุดดำกล่าว; คนผู้นี้กลับมีน้ำเสียงที่เยาว์วัยนัก
“ตกลง ที่เหลือดูก็แค่ดูว่าพวกมันมีพวกพ้องอีกหรือไม่ พวกเราตามไปเถอะ หากไม่มีผู้ใดอีกก็สังหารพวกมันทันที”
