เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า... ในที่สุดเวลาเจ็ดวันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้เอง!
ยามรุ่งอรุณของวันนัดหมาย ไป๋หยุนเฟยฟื้นตื่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากปรับความคิดตั้งสติได้ก็มองออกไปยังท้องฟ้าด้านนอกก่อนจะก้มศีรษะลง มันยกมือขวาขึ้นกำกระชับแล้วหลับตาลงอีกครั้งเพื่อััสรรพสิ่งรอบกาย
ชั่วครู่ต่อมา ไป๋หยุนเฟยจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตามันฉายแววประหลาดใจ แต่หลังจากนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยใบหน้ากลับกลายเป็กลัดกลุ้มกังวล
“อีกเพียงเล็กน้อย ข้าััได้ว่าอีกเพียงเล็กน้อยก็จะก้าวเท้าเข้าสู่ด่านภูติญญา! แต่ด้วยเวลากระชั้นสั้นเช่นนี้... ข้ามีเวลาพอหรือ?” ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอแววครุ่นคิดยามใคร่ครวญถึงสถานการณ์ปัจจุบัน “สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือ... การบรรลุถึงด่านภูติญญา ส่วนคุณสมบัติิญญาข้าก็ตัดสินใจเลือกธาตุไฟแล้ว แต่หากมีเหตุเปลี่ยนแปลง...”
“ด่านต่อไปอยู่ตรงหน้าข้าแล้ว หากหยุดเพียงเท่านี้และต่อสู้กับจางเจิ้นซานด้วยฝีมือระดับวีรชนิญญา...” ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วแแ่ยิ่งขึ้นขณะที่จิตใจมันเกิดความขัดแย้งว่าจะทำเช่นไรดี ผ่านไปชั่วครู่ใบหน้ามันฉายแววเกรี้ยวกราด ดวงตาทอประกายมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว “หากจะทำก็ต้องทำให้ถึงที่สุด! ข้าตัดสินใจไปแล้วเมื่อเจ็ดวันก่อน จะให้หันหลังกลับในพริบตาสุดท้ายได้หรือ! ข้ามีเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วยามก่อนจะถึงเวลานัด... ข้าต้องทำได้!”
ไป๋หยุนเฟยสะบัดข้อมือเรียกดาบยาวออกมา หลังจากกวาดตามองคราหนึ่งก็พึมพำกับตนเองอย่างแ่เบา
“อัพเกรด!”
ด้วยความชำนาญจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไป๋หยุนเฟยใช้เวลาไม่ถึงชั่วน้ำเดือดก็อัพเกรดสิ่งของจนพลังิญญาเหือดแห้งและหมดสติล้มลงบนเตียง
พระอาทิตย์ลอยขึ้นอย่างแช่มช้า แสงอาทิตย์สาดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง ครึ่งชั่วยาม หนึ่งชั่วยาม...
อย่างแช่มช้า ห้องพักขนาดกะทัดรัดนี้ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย
ไป๋หยุนเฟยยังคงสิ้นสติอยู่บนเตียง ลมหายใจมันยังคงเป็ปกติ มิหนำซ้ำก็ไม่มีสิ่งใดแปลกตาไป ถ้าเช่นนั้น... สิ่งใดที่ต่างไปจากเดิมเล่า?
พร้อมกับเวลาที่เคลื่อนคล้อย ความเปลี่ยนแปลงภายในห้องยิ่งมายิ่งเด่นชัด... ที่แท้ก็เป็แสงภายในห้อง!
ภายใต้ดวงอาทิตย์อันเจิดจ้า ทั้งห้องสมควรสว่างไสวด้วยแสงอาทิตย์ แต่บางจุดภายในห้องกลับมีแสงสีแดงอ่อนจางปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน ทั้งยังเด่นชัดเจิดจ้าขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งกลายเป็สีแดงฉานอย่างแช่มช้า จากนั้นสีสันอื่นๆก็ปรากฏขึ้นเช่นเดียวกัน สีสันที่จู่ๆก็บังเกิดขึ้นนี้ยิ่งมายิ่งมากและยิ่งมายิ่งเข้มข้น สุดท้ายทั้งห้องกลับถูกฉาบย้อมด้วยสีรุ้งสดใส... จากนั้นเหล่าแสงหลากสีจึงเริ่มวนเวียนภายในห้อง ชั่วขณะต่อมาแสงทั้งหลายจึงรุมล้อมอยู่บริเวณเดียวกัน ที่รอบกายของไป๋หยุนเฟย!
หลังจากวนเวียนอยู่โดยรอบพร้อมกับ‘สำรวจ’ร่างของไป๋หยุนเฟยแล้ว ในที่สุดแสงสีแดงฉานจึงแยกตัวออกจาก‘กลุ่ม’ของเหล่าแสง แล้วลอยเข้าสู่ทรวงอกไป๋หยุนเฟยอย่างนุ่มนวลก่อนจะหลอมรวมเข้ากับร่างกายของชายหนุ่มอย่างแช่มช้า
การเคลื่อนไหวของแสงสีแดงราวกับเป็สัญญาณให้แก่แสงสีอื่นๆ ชั่วพริบตาแสงหลากสีที่วนเวียนอยู่โดยรอบก็ลอยเข้าหาไป่หยุนเฟยโดยพร้อมเพียงกัน พวกมันแยกย้ายกันเข้าสู่ร่างแต่ละส่วนของชายหนุ่มอย่างแช่มช้า
ยิ่งแสงหลอมรวมเข้าสู่ร่างไป๋หยุนเฟยมากเท่าใดแสงที่ปรากฏขึ้นในห้องก็มากขึ้นเท่านั้น อย่างแช่มช้า ร่างกายของไป๋หยุนเฟยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป หน้าผากมันเริ่มเหี่ยวย่นสลับกับบวมเป่ง สุดท้ายศีรษะใบหน้าไป๋หยุนเฟยก็กลับกลายเป็บิดเบี้ยวผิดรูป ภายใต้ความเ็ปเกินทนทานสองมือมันกำหมัดแแ่ทั้งร่างสั่นระริกไม่หยุดยั้ง
หากหงยินอยู่ในที่นี้เพียงมองปราดเดียวก็ทราบได้ว่า... นี่เป็ปรากฏการณ์ของการบรรลุสู่ด่านภูติญญา!
กระนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไป๋หยุนเฟยยามนี้กลับแตกต่างจากการบรรลุของวีรชนิญญาอื่นๆอย่างใหญ่หลวง
ยามเมื่อวีรชนิญญาฝึกปรือถึงสุดขอบเขต หลังจากสั่งสมพลังิญญาจนถึงขีดสุด พลังธรรมชาติแห่งฟ้าดินจะถูกอัญเชิญออกมา จากนั้นผู้ฝึกปรือิญญาจึงจะเริ่มทะลวงผ่านเข้าสู่ด่านภูติญญา เริ่มแรกผู้ฝึกปรือิญญาจะต้องตัดสินใจเลือกพลังธรรมชาติที่ตนเองจะสร้างพันธะด้วย ผู้คนส่วนใหญ่จะเลือกพลังธรรมชาติที่เข้ากันกับตนเองที่สุดเพียงหนึ่งเดียว แต่ก็ย่อมมีบางคนที่ตัดสินใจเลือกสร้างพันธะกับพลังธรรมชาติหลายชนิด ผู้ที่ตัดสินใจเลือกกระทำเช่นนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะเหนือโลก... หรือตัวโง่งมไร้ผู้เปรียบก็ได้ ในการเลือกพลังธรรมชาติที่จะสร้างพันธะนั้น ยามที่พลังธรรมชาติแห่งฟ้าดินถูกอัญเชิญออกมา ยามที่ร่างของผู้ฝึกปรือิญญาถูกพลังธรรมชาติชำระเป็ครั้งแรกนั้น จะมีพลังธรรมชาติที่ถูกเลือกเพียงชนิดเดียวเท่านั้นปรากฏขึ้น หลังจากหลอมรวมเข้าสู่ร่างแล้วจะก่อตัวขึ้นเป็แก่นแห่งพลังธรรมชาติภายในร่างเพื่อเป็พลังให้แก่ผู้ผูกพันธะด้วย
แต่เื่ราวเช่นนี้กลับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนั้แ่ครั้งโบราณจวบจนปัจจุบัน สถานการณ์ที่วีรชนิญญาทะลวงสู่ด่านภูติญญาในสภาพสิ้นสติ...
พลังธรรมชาติเข้าหลั่งไหลสู่ร่างไป๋หยุนเฟย เข้าสู่ร่างกายทุกตารางนิ้วของไป๋หยุนเฟยอย่างบ้าคลั่ง แต่กระนั้น เนื่องเพราะมันหมดสติและไม่อาจ‘เลือก’พลังธรรมชาติด้วยความตั้งใจของตนเองได้ ร่างกายมันจึงปั่นป่วนด้วยพลังธรรมชาติหลากหลายที่หลอมรวมเข้ามา แขนขวามันกลายเป็แดงฉานด้วยพลังธาตุไฟ ขาซ้ายกลายเป็ขาวซีดด้วยพลังธาตุน้ำแข็ง แขนซ้ายกลับเปลี่ยนเป็สีเหลืองทองด้วยพลังธาตุทอง...
ร่างกายไป๋หยุนเฟยยิ่งมายิ่งสั่นสะท้าน ใบหน้าก็ยิ่งฉายแววเ็ปยิ่งขึ้นทุกที หน้าผากมันปรากฏหยาดเหงื่อหลั่งไหลโซมหน้า หากเป็เช่นนี้ต่อไป... ด้วยพลังธรรมชาติที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างก็เพียงพอจะฉีกกระชากร่างไป๋หยุนเฟยออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้ว
“อ๊าก!”
ในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็เปล่งเสียงร่ำร้องอย่างทรมานออกมา จู่ๆมันก็ลืมตาขึ้น ครั้งนี้... ไป๋หยุนเฟยไม่ได้ตื่นขึ้นมา‘โดยสมัครใจ’แต่มันถูกความเ็ปที่เสียดแทงถึงกระดูกซึ่งแล่นพล่านไปทั่วร่างปลุกให้คืนสติขึ้นมา!
ห้วงสมองมันขาวโพลนไปชั่วขณะ พริบตาต่อมาจึงคืนสติขึ้นมาได้ ไป๋หยุนเฟยค่อยมองเห็นกลุ่มแสงหลากสีเบื้องหน้าหลั่งไหลเข้ามาหลอมรวมกับร่างกายของตน... ตามมาด้วยความเ็ปแทบสิ้นสติที่รุมเร้าไปทั้งร่าง
“นี่คือ... พลังธรรมชาติแห่งฟ้าดิน!” ไป๋หยุนเฟยกัดฟัน สมองก็ใช้ความคิดอย่างคลุ้มคลั่ง “แต่ไฉนจึงมากมายเช่นนี้! เกิดอะไรขึ้น... จริงสิ! พลังที่ข้าเลือก! ข้าต้องเลือกพลังธาตุ!”
มันทราบดีว่าสิ่งสำคัญที่สุดยามนี้คือความเยือกเย็น ไป๋หยุนเฟยจึงฝืนความเ็ปหลับตาลงและเริ่มตรวจสอบร่างกายของตน
ยุ่งเหยิง ยุ่งเหยิงปั่นป่วนไปทั้งร่าง พลังิญญาภายในร่างราวกับเป็ม้าพยศหลุดจากบังเหียน พวกมันแล่นพล่านไปทั้งร่างโดยไร้การควบคุม บางส่วนถึงกับดึงดูดพลังจากภายนอกเข้าสู่ร่าง และบางส่วนกลับต่อต้านผลักดันพลังที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่าง
“ข้าไม่อาจควบคุมพวกมัน ข้าไม่อาจควบคุมพลังในร่างได้แล้ว! ทำอย่างไรดี... ข้าจะทำอย่างไรดี?!” ไป๋หยุนเฟยหลั่งเหงื่อโซมกาย ในใจก็กังวลจนว้าวุ่นสับสน กระทั่งเพ่งจิตสำรวจมาถึงแขนขวา... มันก็โพล่งขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “เอ๊ะ? แขนขวาข้ากลับไม่รู้สึกอึดอัดเ็ปแม้แต่น้อย นี่คือ... ธาตุไฟ!”
“ธาตุไฟ! ข้าควบคุมมันได้! นี่กลับเป็สิ่งที่ข้า้า... ข้าเพียง้าธาตุไฟ พวกเ้าที่เหลือไสหัวไป!” สิ่งที่เกิดขึ้นกับแขนขวาสร้างความประหลาดใจระคนยินดีให้แก่ไป๋หยุนเฟยยิ่ง มันไม่รีรอรีบชักนำพลังธาตุไฟบนแขนขวาผลักดันพลังที่กำลังพลุ่งพล่านออกไปจากร่าง เพื่อแย่งชิง‘อาณาเขต’ที่ถูกพลังธรรมชาติอื่นยึดครองไปกลับคืนมา
เหตุที่ก่อนหน้าที่พลังธรรมชาติทั้งหลายทะลักเข้าสู่ร่างของไป๋หยุนเฟยก็เพราะมันหมดสติไป ยามนี้เมื่อคืนสติและตั้งจิตเลือกพลังธาตุไฟ ร่างกายจึงเริ่มผลักดันพลังธรรมชาติอื่นๆออกไป เพียงชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยก็ขับไล่พลังธรรมชาติชนิดอื่นออกจากร่างได้หมดและแสงสีรุ้งที่รายล้อมอยู่รอบกายก็ราวกับสูญเสียเป้าหมายจึงค่อยๆเลือนหายไปทีละน้อย หลงเหลือไว้แต่แสงสีแดงฉานที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบกายและหลอมรวมเข้าสู่ร่างไป๋หยุนเฟยอย่างแช่มช้า
“เฮ้อ...” ความรู้สึกเ็ปทรมานที่พลุ่งพล่านในร่างก็ผ่อนคลายลงทีละน้อยจนเลือนหายไป ที่มาแทนคือความรู้สึกอันอบอุ่นสุขสบาย ในที่สุดไป๋หยุนเฟยจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกับดวงตาฉายแววยินดีที่สุดท้ายมันก็รอดพ้นจากจากอันตรายได้
พลังิญญาโคจรไปทั้งร่าง พลังธาตุไฟรูปทรงกลมที่เข้าสู่ร่างก็ทยอยหลอมรวมเข้ากับพลังิญญาลูกแล้วลูกเล่า ไป๋หยุนเฟยรู้สึกได้ถึงกระแสพลังร้อนแรงแผดเผาชำระร่างที่เคลื่อนผ่านไปทุกสัดส่วน พลังิญญาโคจรผ่านถึงส่วนใดส่วนนั้นก็ราวกับว่าจะมีพลังเอ่อล้นขึ้น
อย่างแช่มช้า หลังจากพลังงานอันร้อนแรงโคจรวนเวียนภายในร่างหลายต่อหลายรอบก็ผนึกรวมอยู่ที่ช่องพลังแห่งหนึ่งภายในหัวใจ ผู้ฝึกปรือิญญาทั้งหลายเรียกขานช่องพลังนี้ว่า‘ทวารแก่นพลัง’ ตีความตามนาม ช่องพลังแห่งนี้เป็ที่อยู่ของแก่นแห่งพลังธาตุของภูติญญา นี่ขั้นตอนสุดท้ายของการทะลวงข้ามจากวีรชนิญญาสู่ภูติญญานั่นคือการรวบรวมพลังแห่งธรรมชาติเข้าสู่ร่าง หลังจากผ่านการชำระร่างครั้งแรกแล้ว ร่างกายของผู้ฝึกปรือิญญาจะเริ่มดึงดูดพลังแห่งฟ้าดินเข้ามาหลอมรวม หลังจากพลังโคจรภายในร่างก็จะหลอมกลั่นกลายเป็‘แก่นพลังแห่งธรรมชาติ’ ซึ่งจะคงอยู่กับผู้ฝึกปรือิญญาจนชีวิตจะหาไม่
ไป๋หยุนเฟยััได้ว่าพลังแห่งธาตุไฟเคลื่อนไปรวมตัวกันที่บริเวณหัวใจอย่างแช่มช้า จากนั้นความรู้สึก‘ร้อนแรง’ค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับว่า... แก่นพลังแห่งธาตุไฟกำลังก่อตัวขึ้นภายในร่าง มันดูดซับพลังธาตุไฟที่เข้าสู่ร่างและขยายตัวขึ้นทีละน้อย ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น...
ภายในห้อง พลังธรรมชาติแห่งฟ้าดินยิ่งมาก็ยิ่งมาก มิหนำซ้ำยังทะลักเข้าสู่ร่างไป๋หยุนเฟยมากขึ้นทุกที หลังจากเข้าสู่ร่างก็เคลื่อนไปสั่งสมอยู่ที่บริเวณหัวใจ มากขึ้น มากขึ้น... บางทีอาจจะมากเกินไป?
ชั่วขณะที่แก่นพลังแห่งธาตุไฟเติบโตขึ้นจนขนาดเท่าหัวแม่มือ ไป๋หยุนเฟยก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง มันรู้สึกว่า... มันเริ่ม‘ร้อนเกินไป’แล้ว?
ความอบอุ่นก่อนหน้านี้กลับทวีขึ้น ถึงกับแปรเปลี่ยนเป็ความร้อนระอุก่อนจะกลายเป็เปลวเพลิงที่แผดเผาทุกสรรพสิ่ง
“ผิดท่าแล้ว! ความรู้สึกเช่นนี้... ข้ากลับไม่อาจควบคุมมันได้อีกต่อไปแล้ว! มากเกินไป มากไปแล้ว!” สิ่งที่ไป๋หยุนเฟยตระหนักชัดยามนี้ สร้างความหวาดหวั่นแก่มันอย่างยิ่ง เนื่องเพราะยามนี้ไป๋หยุนเฟยไม่สามารถควบคุมการดูดซับพลังธาตุไฟที่เข้าสู่ร่างได้!
ผลลัพธ์ที่ไป๋หยุนเฟยหวั่นเกรงที่สุดกำลังเกิดขึ้น เนื่องเพราะมันมุ่งเพิ่มพลังิญญาอย่างบ้าคลั่ง ขั้นตอนทะลวงผ่านจากวีรชนิญญาเข้าสู่ภูติญญาในการสร้างแก่นพลังแห่งธาตุไฟ ซึ่งควรเป็ไปโดยราบรื่นง่ายดายกลับผิดเพี้ยนไป!
มันไม่อาจควบคุมแก่นพลังแห่งธาตุไฟที่ก่อตัวขึ้นได้!
ไป๋หยุนเฟยหันมองรอบกายที่ถูกย้อมเป็สีแดงฉาน ดวงตามันฉายแววตื่นตระหนกยามััได้ถึงความร้อนที่แผดเผาภายในร่างของตน “ข้าใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว! หากเป็เช่นนี้ต่อไป ต้องถูกพลังธาตุไฟเผาตายทั้งเป็แน่! จะทำอย่างไรดี? ข้าจะทำอย่างไรดี?! ข้าไม่อาจฝืนรับพลังธาตุไฟได้อีกต่อไปแล้ว! ช้าก่อน! ถ่ายเทออกไป! ธาตุไฟ... ทวนเปลวอัคคี!”
ยามที่ความคิดวาบผ่านไป๋หยุนเฟยก็ตากระจ่างวูบ มันไม่รอช้ารีบยกมือขวาขึ้นพร้อมกับเพ่งความคิดเรียกทวนเปลวอัคคีออกมาถือไว้ พริบตาต่อมาไป๋หยุนเฟยก็พบว่าพลังธาตุไฟในร่างชะงักลง... มันจึงรีบฉวยโอกาสฝืนชักนำพลังธาตุไฟในร่างเข้าสู่ทวนเปลวอัคคี
ราวกับถังที่บรรจุน้ำอยู่เต็มเปี่ยมพลันเกิดรูรั่ว แก่นพลังแห่งธาตุไฟที่กำลังเติบโตภายในหัวใจของไป๋หยุนเฟยกำลังผลักดันพลังธาตุไฟออกไปทางแขนขวาเข้าสู่ทวนเปลวอัคคี
“สำเร็จ!” ไป๋หยุนเฟยยินดียิ่ง มันรู้สึกได้ว่าความเ็ปในร่างลดทอนลงทีละน้อย จากนั้นดวงตามันทอประกายความคิด ก่อนจะกดมือซ้ายใส่แหวนช่องมิติบนมือขวา ปลอกแขนสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นในมือ ไป๋หยุนเฟยไม่รีรอรีบสวมลงบนมือขวาทันที
ความเ็ปของการถูกแผดเผาลดลงอย่างรวดเร็ว ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจโล่งอกแต่ก็ไม่กล้าคลายความตื่นตัวลงแม้แต่น้อย มันรีบควบคุมเมล็ดธาตุไฟที่กำลังเติบโตในหัวใจให้ถ่ายพลังธาตุไฟออกไปจากร่าง เพื่อจำกัดขนาดอยู่เพียงเท่ากำปั้นเด็กทารก
พลังธาตุไฟหลั่งไหลเป็เส้นสายออกจากแก่พลังธาตุไฟที่กำลังเติบโต ภายใต้การควบคุมของไป๋หยุนเฟยพลังธาตุไฟทั้งหลายจึงไหลผ่านแขนขวาเข้าสู่ปลอกแขนและทวนเปลวอัคคีอย่างต่อเนื่อง
วัตถุิญญาทั้งสองส่งแสงแวววับ จากนั้นจึงเริ่มกระพริบถี่ช้าเป็จังหวะราวกับชีพจร เนื่องเพราะพลังธาตุไฟไปถึงก่อนปลอกแขนจึงดูดซับพลังธาตุส่วนใหญ่เอาไว้ ดังนั้นแสงจากทวนเปลวอัคคีจึงอ่อนจางกว่าอยู่บ้าง นับว่าโชคดีที่ไป๋หยุนเฟยเปะปะกระทำโดยบังเอิญ วัตถุิญญาทั้งสองชิ้นจึงค่อยๆแปรเปลี่ยนไปอย่างแช่มช้า...
ไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด อาจเพียงชั่วครู่หรือยาวนานก็ไม่ทราบได้ ในที่สุดแสงสีแดงฉานที่วนเวียนอยู่รอบกายก็ถูกไป๋หยุนเฟยดูดซับไปจนหมดสิ้น สีสันภายในห้องจึงคืนสู่สภาพเดิม กระนั้นความอบอุ่นกลับยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศภายในห้อง...
ไป๋หยุนเฟยค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนที่มันจะลุกขึ้นนั่งแถบตัวอักษรแจ้งเตือนมากมายกลับวาบผ่านความคิด สร้างความประหลาดใจแก่ไป๋หยุนเฟยจนลืมตัวไม่ทราบจะทำอะไรต่อไป
“อัพเกรดสำเร็จ”
“อัพเกรดสำเร็จ”
“อัพเกรดสำเร็จ”
