เล่มที่ 5 บทที่ 122 อย่าได้รนหาที่ตาย
ศิษย์สำนักกระบี่หลีซานผู้นั้นทำในสิ่งที่ศิษย์น้องจ้าวไม่คาดคิดมาก่อน นั่นก็คือยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายอัสนี
‘เขาชักกระบี่ออกมาแล้ว!’
ทันใดนั้นลำแสงกระบี่สายหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมา
เมื่อมองไปก็เห็นเพียงลำแสงสายหนึ่งยาวหนึ่งจ้างกว่าเท่านั้น ลำแสงนี้แฝงไปด้วยเปลวไฟลุกโชน หากเป็เหตุการณ์ทั่วๆไปมันก็พอจะมีพลังน่าเกรงขามอยู่บ้าง แต่ในยามนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าสายอัสนีมากมาย จึงทำให้มันดูเล็กกระจ้อยร่อยไปในทันที
ทว่าลำแสงที่ดูเล็กจ้อยนี้กลับสะบั้นเข้าใส่สายอัสนีรุนแรงโดยพลัน
ก่อนภาพที่ตามมาจะปรากฏเป็…
สายอัสนีที่ะเิออก!
ไม่นานสายอัสนีทั้งหลายบนท้องฟ้า ก็ถูกลำแสงกระบี่นี้หั่นสะบั้นจนแตกสลาย!
“บ้าน่า!” ศิษย์น้องจ้าวเห็นดังนั้นก็สะดุ้งใ ‘เ้านี่กินยาอะไรเข้าไป ทำไมถึงได้บ้าระห่ำขนาดนี้…’
นี่เป็ถึงเคราะห์อัสนีสายที่เก้าเชียวนะ…
แต่กลับถูกสะบั้นจนแตกสลายด้วยกระบี่เดียวเท่านั้น!
ศิษย์น้องจ้าวรู้สึกเหลือเชื่อกับภาพตรงหน้า…
แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้!
ขณะที่ศิษย์น้องจ้าวกำลังตะลึงพรึงเพริดจนตาค้าง ลำแสงกระบี่ขนาดประมาณหนึ่งฉื่อกว่าๆที่ดูไม่โดดเด่นอะไรนักกลับยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ถึงแม้จะสามารถสะบั้นเคราะห์อัสนีสายที่เก้าได้แล้วก็ตาม มันวกกลับไปสะบั้นใส่ัอัสนีตัวั์ที่เกิดจากเคราะห์อัสนีสายที่เจ็ดและแปด…
เพียงครู่เดียวก็เกิดเสียงคำรามกัมปนาทขึ้น ัั์ร่างหนานับสิบจ้างถูกสะบั้นจนขาดเป็สองท่อน จากนั้นเคราะห์อัสนีบนฟ้าก็สลายไป เหลือเพียงเงาของใครบางคนที่ถือกระบี่เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงดาวเจิดจรัส
“…” ศิษย์น้องจ้าวกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ ขณะที่กำลังจะย่องกลับ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ก่อน
‘แย่แล้ว มนต์อัสนีอู่หยิน!’
ศิษย์น้องจ้าวเหงื่อเย็นไหลโซมกายในทันที
‘ยังไม่ได้เก็บมนต์อัสนีอู่หยินกลับมาเลยนี่นา!’
พอคิดได้ ศิษย์น้องจ้าวก็รีบโคจรพลังเรียกมนต์อัสนีอู่หยินกลับมา…
แต่น่าเสียดายที่มันสายไปเสียแล้ว
ผู้ที่ถือกระบี่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงดาวมากมาย บัดนี้กำลังส่งยิ้มทางจุดที่ศิษย์น้องจ้าวอยู่ ต่อให้ห่างนับร้อยลี้ ก็ยังรู้สึกขนลุกขนพองไม่น้อย ชั่วขณะนั้นเขาไม่สนแม้แต่อาวุธหยางฝูที่มีมนต์สะกดสามสิบห้าสายอีกต่อไป ศิษย์น้องจ้าวรีบโคจรพลังเหาะกระบี่เต็มพิกัดเพื่อกลับไปยังสำนักเชียนซานด้วยความรวดเร็วทันที…
“เกือบแล้ว…” ชั่วขณะที่พุ่งเข้าสู่เขตแดนสำนักเชียนซาน ศิษย์น้องจ้าวก็ทิ้งตัวนั่งหอบถี่กับพื้นอย่างหมดแรง ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อไหลโซมกาย นึกถึงชั่วขณะที่คนผู้นั้นมองมา แม้จะห่างกันนับร้อยลี้ แต่ศิษย์น้องจ้าวกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายพร้อมจะสังหารตนเองได้ทุกเมื่อ…
‘ค่อยยังชั่วหน่อย…’
ระหว่างที่หอบหายใจ เขาก็แอบชมเชยในไหวพริบตนเองไปด้วย หากตอนนั้นลังเลคิดจะไปเก็บมนต์อัสนีอู่หยินคืนละก็ เกรงว่าตอนนี้คงจะถูกสะบั้นจนร่างแตกสลายเหมือนเคราะห์อัสนีเ่าั้แล้วแน่ๆ…
อาจเป็เพราะศิษย์น้องจ้าวส่งเสียงดังขณะพุ่งกลับเข้ามา จนแม้แต่หวังจิ่งก็ยังได้ยิน
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
ถึงแม้หวังจิ่งจะอยู่แต่ในสำนักเชียนซานไม่ได้ออกไป แต่ก็เห็นการกระทำของศิษย์สำนักกระบี่หลีซานผู้นั้นทั้งหมด รวมถึงเื่สะบั้นทำลายเคราะห์อัสนีทั้งเก้าสายด้วย หวังจิ่งจึงเดินออกมาพร้อมกับใบหน้าเคร่งเครียด
สะบั้นทำลายเคราะห์อัสนีเก้าสาย…
ต่อให้เป็หวังจิ่งที่ผ่านเคราะห์อัสนีมาห้าด่านแล้ว ก็ยังไม่กล้าเอ่ยได้อย่างเต็มปากว่าตนเองจะทำได้เหมือนกัน…
ช่างน่าตกตะลึงเสียจริงๆ
ชั่วขณะที่หวังจิ่งเห็นเคราะห์อัสนีสายที่เก้าถูกทำลายลงไป สิ่งแรกที่คิดขึ้นมาได้นั้น ไม่ใช่สงสัยว่าอีกฝ่ายเป็ใคร แต่กลับรู้สึกเป็ห่วงศิษย์น้องจ้าวที่ดันไปรนหาที่ตายขึ้นมาทันที…
ขณะที่คิดจะออกไปช่วย ก็เห็นศิษย์น้องจ้าวก็พุ่งกลับเข้ามาพอดี
ถึงแม้จะกลับมาด้วยสภาพที่ดูไม่จืด แต่เขาก็ไม่ได้าเ็อะไร
เมื่อเห็นดังนี้หวังจิ่งก็รู้สึกเบาใจลงไป
“ครั้งนี้ลำบากศิษย์น้องเสียแล้ว” สีหน้าหวังจิ่งเจือไปด้วยความรู้สึกผิด
“คิดไม่ถึงว่าสำนักกระบี่หลีซานจะส่งคนเช่นนี้มา…” พอคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศิษย์น้องจ้าวก็เอ่ยเสริมขึ้นมา
“ข้ากล้าพูดได้เลยแบบไม่กลัวศิษย์พี่หัวเราะเยาะ ตอนนั้นน่ะ ข้าใมากถึงกับไม่กล้าแย่งมนต์อัสนีอู่หยินคืน สิ่งแรกที่คิดตอนนั้นคือหนียังไงก็ได้ให้เร็วที่สุด ยังดีที่ข้าว่องไวพอ หากช้าไปนิดเดียวละก็ เกรงว่าคงจะถูกอีกฝ่ายสังหารไปแล้ว…”
“ช้าก่อน…” ระหว่างที่ศิษย์น้องจ้าวเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความภูมิใจ หวังจิ่งก็ใบหน้าเปลี่ยนสีลงไปทันที เอาแต่จ้องไปที่แผ่นหลังของศิษย์น้องจ้าวไม่วางตา
“ศิษย์พี่ท่าน…”
หวังจิ่งนิ่งชะงักไปอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจออกมา พลางชี้ไปยังแผ่นหลังของอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยออกมา
“เ้าถอดเสื้อออกมาให้ข้าดูหน่อย…”
“หา?”
ศิษย์น้องจ้าวมองหวังจิ่งด้วยความงุนงง แต่ก็ยอมถอดเสื้อออกมาอย่างว่าง่าย…
จากนั้นศิษย์น้องจ้าวก็เกิดอาการตกตะลึงขึ้นมา
“มันจะเป็ไปได้อย่างไร!”
เสื้อในมือศิษย์น้องจ้าวมีรูขนาดเล็กมากมายกว่าร้อยรู พอมองรูทั้งหมดรวมกัน ก็ปรากฏเป็อักษรแถวหนึ่ง ความว่ารนหาที่ตาย!
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ…
ศิษย์น้องจ้าวกลับรู้ดีว่ารูเล็กๆพวกนี้เกิดจากกระบี่…
‘นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?’
‘ทั้งที่มีคนแทงกระบี่เข้ามาที่ด้านหลังตัวเองกว่าร้อยรู แต่กลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย’
‘ช่างเป็เคล็ดวิชากระบี่ที่ลึกล้ำมากทีเดียว…’
พออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือเช่นนี้ เกรงว่าตัวเองคงไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยคนหนึ่ง อีกฝ่ายสามารถแทงกระบี่มาที่หลังนับร้อยกว่ารูโดยที่ไม่รู้สึกตัวได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าหากคิดจะแทงจนพรุนขึ้นมา ก็ย่อมทำได้เช่นกัน…
ที่น่าขันก็คือ ศิษย์น้องจ้าวยังเข้าใจว่าตัวเองว่าหนีรอดมาได้…
ความจริงก็คือเขาไม่ได้หนีรอด เพราะหากอีกฝ่ายคิดสังหารจริง เกรงว่าชั่วพริบตาเดียวก็ตายได้ง่ายๆแล้ว…
พอคิดได้เช่นนี้ ศิษย์น้องจ้าวก็แค่นหัวเราะขมขื่นออกมา
“ข้าทำสำนักขายหน้าเสียแล้ว…”
“นี่ไม่ใช่ความผิดของเ้าหรอก” อาจเป็เพราะหวังจิ่งรับรู้ถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของศิษย์น้องได้ดี เื่นี้คงจะส่งกระทบต่อจิตใจอีกฝ่ายไม่น้อย เขาจึงพยายามเอ่ยปลอบศิษย์น้องจ้าวแทนการตำหนิ
“สำนักกระบี่หลีซานเป็สำนักบำเพ็ญกระบี่อันดับหนึ่งของเป่ยจิ้ง ดังนั้นไม่ใช่เื่แปลกอะไรที่จะมีศิษย์อัจฉริยะเช่นนี้สักคนหรือสองคน อีกอย่างเื่การบำเพ็ญนั้น ก็ไม่ได้สำเร็จกันได้ในเวลาสั้นๆ วันนี้เขาอาจจะแทงกระบี่ใส่เสื้อเ้า วันหน้าเ้าอาจจะเป็ฝ่ายเ้าที่แทงเขาจนพรุนก็ได้…”
“ข้าไม่เป็ไร…”
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว” หวังจิ่งตบบ่าศิษย์น้องตนเองเบาๆ จากนั้นจึงเดินออกจากสำนักเชียนซาน เมื่อออกมาได้แล้วก็ยกมือขึ้น ปรากฏเป็ยันต์เจ็ดใบกลางอากาศ
ยันต์ทั้งเจ็ดใบกลายเป็เปลวไฟเจ็ดสาย ส่งไปยังจุดต่างๆของทะเลอูไห่ และผู้รับก็คือศิษย์สายตรงทั้งเจ็ดของสำนักเชียนซานที่บำเพ็ญอยู่ตามบริเวณต่างๆ…
ยันต์ทุกใบล้วนปรากฏข้อความแบบเดียวกัน
ความว่า “หากเจอศิษย์สำนักกระบี่หลีซานที่ไม่คุ้นหน้า ห้ามมีเื่ด้วยเป็อันขาด”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
