เล่มที่ 5 บทที่ 143 ตะลุมบอน
ซูจิ้งไม่มีทางพูดเื่แบบนี้ออกมาแน่ๆ หลังจากเดินออกมาจากตรอก ซูจิ้งก็ไม่ได้สนใจอะไรเจียงหลี แต่กลับมุ่งหน้าเดินไปหาอันจื่อเจี๋ยแทน
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เ้าควรมา กลับไปเสียเถอะ”
“คนอื่นอาจจะกลัวเ้า เพราะเป็ที่หนึ่งในบรรดาศิษย์สายในของสำนักกระบี่หลีซาน แต่สำหรับข้า ข้าไม่กลัวเลยสักนิด อย่าลืมสิ แม้ว่าจะเป็ที่หนึ่ง แต่ก็เป็แค่ที่หนึ่งของศิษย์สายในเท่านั้น หากคิดจะอวดเก่งแล้วละก็ รอจนกว่าจะเป็ที่หนึ่งของสำนักให้ได้ก่อนเถอะ…” อันจื่อเจี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงเ็า พร้อมกับจ้องซูจิ้งกลับอย่างไม่เกรงกลัว
“จะกลัวหรือไม่นั้น คงต้องประมือกันก่อนถึงจะรู้” พูดจบใบหน้าที่ยิ้มแย้มของซูจิ้งก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที ทั่วทั้งตัวก็มีกลิ่นอายของความเ็าแพร่กระจายออกมาจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
แต่นี่คือวิถีของผู้บำเพ็ญสำนักกระบี่หลีซาน หากสามารถเจรจาด้วยกระบี่ได้ ย่อมไม่จำเป็ต้องใช้ปากในการสนทนาใดๆอีก
ถึงแม้ซูจิ้งจะไม่ได้ชักกระบี่ออกมา แต่ทั้งตัวกลับปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายกระบี่อันคมกริบ เพื่อกดข่มคู่ต่อสู้ให้หวาดกลัว
แต่อันจื่อเจี๋ยไม่ได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย เขาเองก็เป็ถึงผู้สืบทอดวิชามารชื่อิ บำเพ็ญเพียงยี่สิบปีเท่านั้น ก็สามารถบรรลุจนบงการอสุรกายชื่อิได้ นอกจากตอนที่ชื่อิถูกฟันที่สถานเพาะเลี้ยงผีดิบแล้ว เขาก็ไม่เคยหวาดกลัวใครมาก่อนทั้งนั้น
ทั่วทั้งตัวของซูจิ้งปกคลุมด้วยกลิ่นอายกระบี่ ส่วนชุดคลุมสีดำของอันจื่อเจี๋ยเองก็โบกสะบัดน้อยๆ ครู่เดียวก็มีเงาสีแดงเลือนรางปรากฏออกมา บัดนี้ศิษย์ที่โดดเด่นของสองสำนักใหญ่กำลังจะลงมือกันหน้าร้านหลอมอาวุธ…
ทว่าก็ใครคนหนึ่งเดินมาพอดี
“ครึกครื้นเสียจริง…” ผู้บำเพ็ญหนุ่มคนหนึ่งเดินออกจากซอยอย่างเอื่อยเฉื่อย ดูแล้วน่าจะมีอายุประมาณสามสิบกว่าปีได้ ชั่วขณะที่กำลังโคจรพลัง ก็มีกระแสไฟฟ้าสว่างวาบออกมาเล็กน้อย
หากเวลานี้หลินเฟยผลักประตูออกมาจากร้านหลอมอาวุธละก็ คงจะจำได้ดีว่าผู้มาใหม่คนนี้ก็คือคนเดียวกับที่ตลบหลังเขาตอนฝ่าเคราะห์ขั้นมิ่งหุน กระทั่งสุดท้าย ลาภก็ลอยไปที่เทียนกุ่ย…
และแน่นอนว่าสภาพของศิษย์แซ่จ้าวตอนนี้ ก็ไม่ได้ดูน่าอเนจอนาถเช่นวันวานอีกต่อไป
ตังแต่หัวจรดเท้า มีกระแสไฟฟ้าไหลวนไปทั่ว น่าเกรงขามอย่างที่ศิษย์สำนักใหญ่พึงมี
น่าเสียดายที่ศิษย์แซ่จ้าวยังไม่ทันเดินมาถึง ซูจิ้งก็เอ่ยขัดออกมาเสียก่อน
“ที่แท้ก็ศิษย์พี่จ้าวซื่อไห่นี่เอง ได้ยินว่าหลายวันก่อนถูกผีหลอกอย่างนั้นหรือ ตอนออกไปยังดีๆอยู่แท้ๆ ทว่าตอนกลับมาถึงได้มีสภาพแตกตื่นจนฉี่แทบราด แถมยังเดินชนจนค่ายกลคุ้มกันสำนักเกือบแตกอีก…”
“บ้าเอ๊ย…” จ้าวซื่อไห่ได้ยินดังนั้น ก็หน้าคล้ำหมองลงทันที แต่ภายนอกก็คงยังแสร้งทำเป็สงบนิ่งไม่สนใจ ได้แต่หัวเราะน้อยๆออกมาเท่านั้น ทว่าในใจกลับแอบจดบัญชีแค้นเอาไว้ ‘หลังจากกลับไปแล้วจะต้องควานหาหนอนบ่อนไส้ที่แพร่งพรายเื่ในสำนักออกมาให้ได้’
“หึหึ เื่ศิษย์พี่จ้าวนั้น ข้าก็ได้ยินมาเช่นกัน ได้ยินว่าตอนกลับมาแม้แต่เสื้อก็ไม่ได้ใส่ด้วยซ้ำ…” จ้าวซื่อไห่ยังไม่ทันเอ่ยปาก อันจื่อเจี๋ยที่อยู่ไม่ไกลก็ร่วมผสมโรงด้วย
“บัดซบ พวกเ้าใส่ร้ายข้า!” เพราะเื่พวกนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของเขา จ้าวซื่อไห่จึงเดือดดาลขึ้นมาทันที สองมือพลางโคจรพลัง เพียงครู่เดียวก็มีสายฟ้าสายหนึ่งพุ่งไปทางอันจื่อเจี๋ย…
“บัดซบ เ้าเกิดปีจอหรือไง คิดจะกัดก็กัดเลยแบบนี้ คิดว่าข้ากลัวสำนักโยวิอย่างนั้นหรือ!” ขณะที่อันจื่อเจี๋ยยังไม่ทันจะตั้งตัวได้ เขาดันก็ถูกกระแสไฟฟ้าของจ้าวซื่อไห่อัดจนลอยกระเด็นไปนับสิบจ้าง แม้อันจื่อเจี๋ยจะรีบโคจรพลังคุ้มกายปกป้องจุดสำคัญอย่างไร แต่ก็ยังมีส่วนอื่นที่ป้องกันไม่ทัน
ขณะที่อันจื่อเจี๋ยลุกขึ้นมาจึงค่อนข้างทุลักทุเลเป็พิเศษ ผมเผ้าตอนนี้ก็ดูกระเซอะกระเซิงราวกับรังนก ทั่วทั้งตัวก็เต็มไปด้วยเขม่าควันดำ ไม่รู้ว่าเลอะดินหรือว่าอะไร…
“วันนี้ขอดูหน่อยแล้วกัน ว่าสำนักเชียนซานที่ไม่ได้เื่เช่นนี้ ทำไมถึงหน้าด้านหน้าทนเพียงนี้ ถึงกับกล้าเรียกตัวเองว่าเป็หนึ่งในสิบสำนักใหญ่ได้อย่างไร!”
เมื่ออันจื่อเจี๋ยพูดจบ ชุดคลุมสีดำก็โบกสะพัดอีกครั้ง เพียงครู่เดียวชื่อิก็พุ่งทะยานออกมา…
เวลานี้จึงครึกครื้นขึ้นมาไม่เบาเลยทีเดียว…
ฝ่ายหนึ่งคือผู้สืบทอดที่โดดเด่นของสำนักโยวิ ส่วนอีกฝ่ายก็เป็ถึงศิษย์สายตรงของสำนักเชียนซาน บัดนี้จึงเกิดเงาสีแดงสลับกับสายฟ้าพัวพันกันยุ่งเหยิงไปหมด ผลกระทบของพลังอันรุนแรงทั้งสองขุม ทำให้ทั่วทั้งตรอกซอยถูกทำลายจนย่อยยับ…
“ข้ายังไม่ได้ลงมือเลย ทำไมถึงทะเลาะกันเสียแล้ว?” ซูจิ้งที่อยู่ด้านข้างได้แต่มองตาค้าง ‘นี่หมายความว่าอย่างไร คนที่ลงมือควรจะเป็เขาไม่ใช่หรือ ทำไมถึงตีกันเสียแล้ว?’
‘รู้จักต่อคิวเป็ไหม?’
ทว่าขณะที่กำลังจะเข้าไปขวาง เขาก็เห็นจ้าวซื่อไห่ส่งสัญญาณมาให้ก่อน…
ซูจิ้งชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็เข้าใจขึ้นมาทันที
‘บ้าเอ๊ย จ้าวซื่อไห่นี่เหลี่ยมจัดไม่เบาเลยแฮะ…’
‘ก็ว่าอยู่ทั้งที่ปกติเ้านี่มีนิสัยขี้ขลาดตาขาวจะตายไป ทำไมวันนี้กลับกล้ามาหาเื่ก่อนได้…’
‘ที่แท้เพราะคิดจะร่วมมือกับเขานี่เอง’
‘แถมยังมั่นใจเสียด้วยว่าเขาจะร่วมมือ’
เหตุผลที่เขามั่นใจเช่นนี้ ก็ง่ายมาก...ที่ทั้งสามคนมาที่นี่นั้น ก็เพราะกระบี่ที่กดข่มชื่อิเล่มนั้นอย่างไรล่ะ
แม้ทั้งสามคนจะมีเป้าหมายเดียวกัน ทว่ากลับมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป สำหรับอันจื่อเจี๋ยแล้ว กระบี่เล่มนั้นก็เหมือนจุดตายของสายบำเพ็ญชื่อิ เป็สิ่งที่เขาจำเป็ต้องกำจัดให้ได้
ส่วนเขาและจ้าวซื่อไห่นั้น ไม่ว่าจะเป็สำนักกระบี่หลีซานหรือสำนักเชียนซาน ไม่ว่าฝ่ายไหนได้กระบี่ไป ก็ล้วนเอามาใช้ต่อกรกับสำนักโยวิเหมือนกัน…
ทั้งสองจึงมีวัตถุประสงค์เดียวกัน…
ถึงอย่างไรต่อให้กระบี่นั่นตกอยู่ในมือสำนักกระบี่หลีซานหรือสำนักเชียนซานก็ตาม อย่างน้อยก็ยังดีกว่าตกอยู่ในมือสำนักโยวิไม่ใช่หรือ?
“บ้าเอ๊ย เ้าสำนักเชียนซานพวกนี้ วันๆเอาแต่วางแผนก่อกวนคนอื่นไปทั่ว ไม่รู้จักฝึกฝนบำเพ็ญดีๆ เดี๋ยวก็คงมีสักวันที่กัดกันเองในสำนักนั่นแหละ…” ซูจิ้งพึมพำเสียงเบา แต่สองมือก็ยังไม่หยุดโคจรพลัง กระทั่งเกิดเป็ลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกไป…
จากนั้นเบื้องหน้าก็สว่างจ้าทันที
ชื่อิที่กำลังพุ่งไปที่จ้าวซื่อไห่ถูกลำแสงกระบี่สายนั้น สะบั้นขาดเป็สองซีกกลายเป็เงาสีแดงอ่อนก่อนจะสลายไป และผุดขึ้นมาจากพื้นดินอีกครั้ง…
“ซูจิ้งเ้ามันหมาลอบกัด!” ชั่วขณะที่ลำแสงกระบี่กำลังสะบั้นใส่ชื่อิ อันจื่อเจี๋ยก็เจ็บใจและโกรธแค้นอย่างที่สุด ‘นี่เขาทำบาป ทำกรรมอะไรไว้ อุตส่าห์บำเพ็ญจนได้ชื่อิมาแท้ๆ นอกจากถูกทำร้ายจนาเ็แล้ว ยังจะถูกสะบั้นอีกสองครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามอีก…’
“หึหึ ก็แค่มือลั่นน่ะ…”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
