เล่มที่ 6 บทที่ 176 ลูกแก้วั
อสุรกายกุ่ยหวังมองมีดบินฮั่วอู๋ที่ลอยอยู่เบื้องหน้า จากนั้นก็ยื่นมือออกไปฉีกกระชากแขนอีกข้างจนขาด อสุรกายกุ่ยหวังมองแขนที่ชุ่มไปด้วยเืของตน ก่อนจะแค่นหัวเราะเ็าออกมา แล้วจึงโยนแขนข้างนั้นเข้าไปในกลุ่มหมอกควันดำ…
พริบตานั้นหมอกควันดำก็แปรปรวนขึ้นมาทันที แขนที่ฉีกขาดกลายเป็หมอกควันดำ ก่อนจะลอยเข้าไปรวมกับกลุ่มหมอกควันดำอีกกลุ่ม ทุกครั้งที่มีหมอกควันสายใหม่แทรกซึมเข้ามา กลุ่มหมอกควันดำก็จะสั่นะเืรุนแรง กระทั่งสุดท้ายก็เกิดหมุนวนกลายเป็พายุหมุนสีดำ โหมพัดรุนแรง…
เมื่อเห็นดังนั้นอสุรกายกุ่ยหวังก็กรีดิับริเวณหัวใจอีกครั้ง บัดนี้เืในกายของมันแทบจะแห้งขอด เป็เวลานานกว่าจะคั้นเืออกมาได้สักหยด จากนั้นก็หยดเืรวมเข้ากับกลุ่มควันดำ
ทันใดนั้นก็มีกลิ่นอายความโเี้รุนแรงขุมหนึ่งปะทุออกมาจากกลุ่มหมอกควันดำราวกับกำลังเพาะเลี้ยงสัตว์ร้ายเอาไว้ และบัดนี้กำลังจะปลดปล่อยออกมา อสุรกายกุ่ยหวังหอบหายใจรุนแรง สีหน้าก็แดงก่ำอย่างผิดปกติ จากเดิมก็จวนเจียนจะดับสูญอยู่แล้ว ในตอนนี้ยิ่งเสียเืไปถึงสองครั้ง จึงทำให้ไออสูรในร่างแปรปรวนหนักกว่าเดิม…
หลังจากที่หยดเืเข้าไป ก็มีเงาสายหนึ่งปรากฏขึ้นมาท่ามกลางหมอกควันดำ ไออสูรมากมายหลอมรวมเข้าไป เงาอันเลือนรางก็เริ่มชัดเจนขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็ร่างของคนคนหนึ่งที่ค่อยๆเดินออกมา!
หางมองเผินๆ คนผู้นี้มีความคล้ายคลึงกับอสุรกายกุ่ยหวังอยู่เจ็ดถึงแปดส่วนก็ว่าได้ หากจะพูดอธิบายให้ชัดเจนละก็ แทบจะพูดได้เลยว่า นี่ก็อสุรกายกุ่ยหวังวัยหนุ่ม!
อสุรกายกุ่ยหวังที่ดูหนุ่มแน่นกำลังเดินออกมา ทว่าเพิ่งจะสูดลมหายใจไปเฮือกเดียวแท้ๆ กระแสลมภายในวังใต้พิภพก็ปั่นป่วนขึ้นมาทันที ไออสูรมากมายกลายเป็พายุหมุนสีดำ จากนั้นก็ถูกอสุรกายหนุ่มผู้นี้กลืนกินจนหมด ร่างที่ยังไม่มั่นคงใน่แรกก็พลันมั่นคงขึ้นมาทันที
อสุรกายชราเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มพึงพอใจออกมา
“ไปเถอะ ไปที่เมืองวั่งไห่เสีย ไปเอาสิ่งที่ข้า้ากลับมา!”
“ไม่ต้องห่วง รับรองว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย” อสุรกายหนุ่มพูดจบก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พริบตาต่อมาก็กลายเป็ลำแสงสายหนึ่ง พุ่งทะยานออกจากวังใต้พิภพทันที
ลำแสงวาบผ่านด้วยความรวดเร็วดุจสายฟ้า เพียงครู่เดียวก็โฉบผ่านไปไกลกว่าพันลี้แล้ว บัดนี้ก็มาถึงบริเวณนอกเมืองวั่งไห่ เมื่อเห็นกำแพงเมืองที่สูงนับพันจ้าง มันก็แปลงกายจากลำแสงเป็ร่างอสุรกายกุ่ยหวังวัยหนุ่มทันที หากไล่สายตาไป จะพบว่าเมืองวั่งไห่ดูวิจิตรตระการตาไม่น้อย ทว่าเพียงแค่เข้าใกล้ ก็รู้สึกถึงไอเย็นขุมหนึ่งที่ปะทะเข้ามาทันที…
ไม่นานก็เห็นปราณกระบี่สีทองสายหนึ่งปรากฏขึ้น ราวกับว่าหากเข้าใกล้อีกนิดเดียว ลำแสงกระบี่สายนั้นก็จะสะบั้นลงมาทันที…
ในอดีตขณะที่สามสำนักใหญ่มาปักหลักที่ทะเลอูไห่ พวกเขาก็ร่วมแรงร่วมใจสร้างเมืองวั่งไห่แห่งนี้ขึ้นมา ที่นี่จึงไม่ใช่แค่สถานที่พักผ่อนของเหล่าผู้บำเพ็ญเท่านั้น แต่ยังเป็หลุมหลบภัยเมื่อเสียงระฆังของพิภพดังขึ้นอีกด้วย หลายล้านปีมานี้ มีผู้บำเพ็ญรุ่นแล้วรุ่นเล่ามาอาศัยอยู่ที่นี่ ส่วนอสุรกายขั้นกุ่ยหวัง ปีศาจขั้นเยาหวังกว่าสิบตนต่างก็ดับสูญอยู่ที่นี่เช่นนั้น สุดท้ายเมืองวั่งไห่แห่งนี้ก็ยังคงยืนหยัดได้ไม่ล่มสลายจวบจนทุกวันนี้
ที่เป็เช่นนี้เพราะมีค่ายกลแกร่งกล้าคุ้มกันเมืองนี้ไว้อยู่
ค่ายกลอันแข็งแกร่งนี้คุ้มกันแถบทะเลอูไห่มานับล้านปี มารปีศาจมากมายล้วนล้มตายภายใต้ค่ายกลนี้ จึงทำให้ผู้บำเพ็ญรุ่นก่อนๆ สามารถบุกเบิกขยายอาณาเขตไปทั่ว จนทำให้เมืองวั่งไห่มีความรุ่งโรจน์มาตลอดหลายล้านปีที่ผ่านมา
และก็เพราะเหตุนี้ อสุรกายกุ่ยหวังจึงไม่อาจเดินทางมาได้ด้วยตนเอง มันจึงทำได้เพียงอาศัยมีดบินฮั่วฮู๋อวตารร่างตนเองมา บัดนี้อสุรกายร่างหนุ่มยืนอยู่ใต้กำแพงเมือง หลังจากที่มองปราณกระบี่สีทองที่ลอยเหนือกำแพง มันก็แค่นหัวเราะอำมหิตออกมา
“รอข้าบรรลุเป็ขั้นกุ่ยตี้ก่อนเถอะ ถึงเวลานั้นจะมาถล่มให้ราบเลย คอยดู…”
เมื่อสิ้นเสียง มันก็แปลงกายกลับเป็มีดบินอีกครั้ง ไออสูรทั่วทั้งตัวถูกปิดผนึกไว้แ่า ไม่นานก็มีลำแสงสายหนึ่งวาบผ่านพุ่งทะยานเข้าไปในตัวเมืองด้วยความรวดเร็ว…
“ค่ายกลอันยิ่งใหญ่ มารปีศาจไม่กล้าเข้าใกล้…”
ทว่ามีดบินฮั่วอู๋ในตอนแรกก็เป็สมบัติประจำสำนักโยวิ จึงมีตราประทับของสำนักปรากฏอยู่ ดังนั้นหลังจากปิดผนึกไม่ให้ไออสูรรั่วไหล จึงทำให้แม้แต่ค่ายกลคุ้มกันเมืองก็แยกแยะไม่ออก จึงไม่อาจขวางกั้นเอาไว้ได้ เพียงแค่ครู่เดียว มีดบินฮั่วอู๋ก็บินเข้ามาในเมืองวั่งไห่ได้สำเร็จ…
ในขณะเดียวกันเทศกาลไห่หุ่ยก็กำลังจะเริ่มขึ้น บัดนี้ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยโคมไฟระย้าห้อยระโยงระยาง แสงไฟสว่างไสวไปทั่วทั้งเมือง เรือขนาดั์ลำแล้วลำเล่าทยอยลอยเทียบท่าเข้ามา เรือเหล่านี้ต่างก็โกยสมบัติมหาศาลจากท้องทะเลอันกว้างใหญ่กลับมาด้วยทั้งสิ้น เหล่าสมบัติมากมายพากันส่องสว่างแพรวพราวจนแสบตาไปหมด น่านฟ้าเหนือท่าเรือก็มีโคมไฟนับร้อยประดับอยู่เพื่อคอยให้แสงสว่าง จึงทำให้บริเวณท่าเรือในตอนนี้สว่างราวกับตะวันไม่เคยลับขอบฟ้า
เรือรบของสามสำนักใหญ่จอดอยู่ในบริเวณที่สะดุดตาที่สุด เรือรบของสำนักเชียนซานมีชื่อว่าเรือรบเซินหลัว เรือรบของสำนักกระบี่หลีซานมีชื่อว่าเรือรบเฟยเซียน ส่วนเรือรบของสำนักโยวิ ก็มีชื่อว่าเรือรบหวงเฉวียน โดยเรือรบทั้งสามเป็เรือรบที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาฝูงเรือทั้งหมด เมื่อเรือทั้งสามลำจอดลง จึงแทบจะกินพื้นที่ไปกว่าครึ่งท่าเรือเลยทีเดียว เดิมทีสามสำนักใหญ่ก็มีอำนาจล้นฟ้าในแถบทะเลอูไห่อยู่แล้ว ดังนั้นสมบัติกว่าครึ่งที่ปรากฏในเทศกาลไห่หุ่ย ก็ล้วนมาจากสามสำนักใหญ่นี้ทั้งสิ้น…
สมบัติพวกนี้นับว่าล้ำค่ามากทีเดียว ดังนั้นตอนที่เรือรบทั้งสามเทียบท่าเข้ามา ศิษย์สายตรงของทั้งสามสำนักก็ทยอยกันปรากฏตัวออกมาด้วยเช่นกัน
บัดนี้หวังจิ่งและจงหยางก็มาถึงแทบจะพร้อมกัน หลังจากที่สบตากัน ทั้งคู่ต่างก็ชะงักลงเล็กน้อย
“อรุณสวัสดิ์ ศิษย์พี่หวัง” จงหยางชิงทักทายก่อนพร้อมกับรอยยิ้ม หากใครได้เห็นรอยยิ้มเป็มิตรอย่างเดียวคงยากที่จะดูออกว่า เ้าเด็กหนุ่มร่างอ้วนที่ดูไม่มีพิษมีภัยคนนี้ จะเป็อ๋องมารน้อยที่มีชื่อเสียง
“หึหึ อรุณสวัสดิ์ศิษย์น้องจง” เพราะหวังจิ่งมีอายุมากกว่าจงหยางหลายปี เขาจึงเรียกอีกฝ่ายว่าศิษย์น้องได้ ทว่าหลังจากเห็นจงหยางเต็มตา สีหน้าหวังจิ่งก็เปลี่ยนไป เพราะบัดนี้กลิ่นไอบนตัวจงหยางแข็งแกร่งกว่าวันวานมากทีเดียว ‘ดูเหมือนจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป…’
แต่หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ หวังจิ่งก็เข้าใจทันที
เพราะจงหยางบำเพ็ญวิชามารกุ่ยหวัง ที่เน้นบำเพ็ญไอชั่วร้ายเช่นเดียวกับวิชามารชื่อิ
ก่อนหน้านี้ร้านหลอมอาวุธฟานซื่อสามารถหลอมกระบี่ที่สามารถกดข่มชื่อิออกมาได้ แม้ตอนหลังสามสำนักต่างก็เสียหินิญญาไปหลายหมื่นเพื่อซื้อกลับมา และ่ที่ผ่านมาพวกเขาก็พากันศึกษาเคล็ดลับของกระบี่เล่มนั้นอย่างเอาเป็เอาตาย แต่ดูท่าแล้ว สำนักโยวิน่าจะเจอเบาะแสก่อนใครเพื่อน จึงสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของวิชามารชื่อิได้ แถมยังทำให้จงหยางที่ฝึกฝนวิชามารกุ่ยหวัง พลอยได้ประโยชน์ไปด้วยอีก ‘วันหน้าหากมีโอกาสได้ประมือกันคงต้องระวังตัวหน่อยแล้ว…’
แน่นอนว่าหวังจิ่งไม่อาจพูดออกมาตรงๆได้ หลังจากพินิจท่าทีของจงหยางชั่วครู่ เขาก็เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
“จริงสิ ได้ยินว่าครั้งนี้สำนักโยวิสามารถสังหารปีศาจเต่าัได้ตนหนึ่ง แค่ลูกแก้วัก็ได้มากถึงสิบแปดลูกเชียว คนในเทศกาลไห่หุ่ยก็มีมากหน้าหลายตา ระวังไว้หน่อยจะดีกว่านะ…”
เมื่อสิ้นเสียงหวังจิ่ง จงหยางก็ใจกระตุกขึ้นทันที ‘บ้าเอ๊ย พวกสำนักเชียนซานช่างไร้ยางอายเสียจริง เดิมทีเื่ที่สามสำนักใหญ่ส่งไส้ศึกเข้าไปปะปนสำนักอื่นก็ไม่ใช่เื่น่ายินดีอะไรอยู่แล้ว การพูดเช่นนี้จึงไม่ต่างอะไรกับยอมรับกลายๆ แต่ประเด็นก็คือ ปกติจะไม่มีใครกล้าพูดออกมาไม่ใช่หรือไง เ้านี่ช่างใจกล้าไม่เบาเลยทีเดียว ทั้งที่เรือเพิ่งจะเทียบท่าแท้ๆ ก็รู้แล้วว่าสำนักโยวิได้ลูกแก้วัมาสิบแปดลูก มีแผนอะไรอยู่กันแน่?’
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
