ภายในเมืองเสวี่ยอวิ๋นเปี่ยมไปด้วยผู้คนจากทุกสารทิศ เมืองนี้ตั้งอยู่ทางทิศบูรพาของจักรวรรดิเชียนเสวี่ย เป็เมืองที่เปรียบเสมือนดวงแก้วมณีอันล้ำค่าบนดินแดนหยวนซิง
ที่นี่คือที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสมาคมการค้าสามสายมรรคา ซึ่งเป็สถานที่อันลึกลับที่จัดงานประมูลสุดยิ่งใหญ่ทุกๆ สามปี งานประมูลนี้มิใช่สำหรับคนทั่วไป แต่เปิดเฉพาะสำหรับเหล่าผู้กล้าแกร่งบนดินแดนหยวนซิงเท่านั้น
ปีนี้ก็เช่นเคย งานประมูลจัดขึ้นที่หอเมฆาลี้ลับภายในเมืองเสวี่ยอวิ๋น บัตรเชิญถูกส่งออกไปเมื่อสิบวันก่อน โดยมีจำนวนทั้งสิ้นหนึ่งร้อยใบเท่านั้น
ในดินแดนหยวนซิงอันกว้างใหญ่ ประกอบไปด้วยสิบสำนักแดนศักดิ์สิทธิ์ของสามสายการบำเพ็ญ ยังไม่รวมถึงวังดาราและจวนหยวน สำนักชั้นสองอีกมากมาย บัตรเชิญทั้งหนึ่งร้อยใบนี้แทบจะกล่าวได้ว่าเป็ตัวแทนบุคคลผู้ทรงอิทธิพลทั้งหนึ่งร้อยคนบนดินแดนหยวนซิง
ตามธรรมเนียมปฏิบัติ แขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญอาจไม่สามารถมาร่วมงานได้ครบถ้วนทุกครั้ง ปีนี้จะมีผู้ใดมาร่วมประมูลบ้าง จำนวนผู้เข้าร่วมจะเป็เท่าไร คงต้องติดตามกันต่อไป
...
บัดนี้เหล่าปรมาจารย์หยวนซิวจากทั่วสารทิศต่างมุ่งหน้าสูู่เาไป่หลิง เหล่าปรมาจารย์ชั้นสูงเ่าั้จะมีเวลาแวะเวียนมาที่นี่หรือไม่?
่เวลานี้ในเมืองเสวี่ยอวิ๋นยังไม่มีหิมะโปรยปราย ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆขาวดั่งปุยนุ่น บนนั้นประดับประดาด้วยแผ่นศิลาลอยฟ้าเรียงราย
หนิงเทียนยืนอยู่หน้าเมืองเสวี่ยอวิ๋น มองดูแผ่นศิลาลอยฟ้ากลางเวหาด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์ นั่นคือสิ่งใดหรือขอรับ?”
“ผนึกิญญาเยือกแข็ง แต่ละแผ่นบรรจุอาวุธไว้ภายใน มีทั้งอาวุธสำหรับซิงซิว หยวนซิว และจื๋อซิว”
ตี๋เยี่ยนจวินเอ่ยด้วยความสงสัย “ลอยอยู่กลางเวหาเช่นนั้น ไม่กลัวว่าคนอื่นจะมาแย่งชิงไปหรืออย่างไร?”
ชวีจงจื๋อหัวเราะและพูดว่า “เ้าโง่เอ๋ย ที่นั่นมีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่คอยเฝ้าระวัง คิดหรือว่าใครก็ตามจะเข้าใกล้ได้ง่ายๆ”
หนิงเทียนถามว่า “แล้วมันมีอาวุธอะไรบ้าง? ทำไมถึงวางไว้ที่เด่นชัดเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการยั่วยุให้คนอยากเข้าใกล้ไม่ใช่หรือ?”
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยถาม “เ้าลองมองดูว่ามีศิลาอยู่กี่แผ่น?”
หนิงเทียนเพ่งมองอย่างสุดสายตา พลังจากทักษะเก้าเนตร์ผสานรวมกับหมื่นสรรพสิ่งในใจ เขาพยายามจดจ่อ ทว่ายิ่งจดจ่อกลับยิ่งมองไม่ชัด สิ่งนี้ทำให้เขาตกตะลึงอย่างหาที่สุดมิได้
ตี๋เยี่ยนจวินที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน จึงอุทานออกมาว่า “แปลกประหลาดยิ่งนัก ข้ายิ่งมองยิ่งรู้สึกมึนงง”
ชวีจงจื๋อเอ่ยขึ้นว่า “ณ สถานที่แห่งนั้น มีอาคมลึกลับที่ปรมาจารย์วางไว้เพื่อมิให้บุคคลภายนอกล่วงล้ำเข้ามาสอดส่อง”
หนิงเทียนเลิกใช้หมื่นสรรพสิ่งในใจแล้วมองดูด้วยสายตาเปล่า พบว่ามีแผ่นศิลาทั้งหมดเจ็ดแผ่น
“เหตุใดจึงมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่กลับมองไม่ชัดด้วยดวงตาพิเศษ?”
เยี่ยหลิงหลานยิ้มและตอบว่า “เพราะสิ่งที่ตาเห็นไม่ได้เป็ความจริงเสมอไป เมืองเสวี่ยอวิ๋นแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ต่างจากเมืองทั่วไป”
ทั้งสี่คนเดินเข้าไปในเมือง บนถนนใหญ่มีผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งยังมีสินค้ามากมายเรียงรายให้เลือกซื้อ เหล่าผู้บำเพ็ญและผู้คนธรรมดาอาศัยอยู่ร่วมกัน
หมื่นสรรพสิ่งในใจของหนิงเทียนถูกระงับอย่างลึกลับภายใต้กำแพงเมือง เขาไม่สามารถรับรู้สิ่งใดเกินระยะร้อยจั้งได้เลย
ร่างกายของเยี่ยหลิงหลานถูกปกคลุมด้วยแสงสลัว บดบังรูปโฉมอันงดงามของนางไว้ แม้แต่ตี๋เยี่ยนจวินที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่หนิงเทียนกลับไม่รู้สึกถึงผลกระทบใดๆ
“ท่านอาจารย์ บนนั้นมีแผ่นศิลากี่แผ่นกันแน่?”
หนิงเทียนดึงแขนเสื้อของเยี่ยหลิงหลาน แล้วเอ่ยอย่างออดอ้อน
“เดิมทีมีสิบสองแผ่น ตอนนี้เหลือเพียงห้าแผ่น”
“ทำไมถึงน้อยลง?”
“ด้วยอาวุธภายในถูกขโมย ศิลาจึงอันตรธานไป”
ตี๋เยี่ยนจวินกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ทันใดนั้นก็เหลือบเห็นอสูรที่มีหัวเป็มนุษย์ตัวเป็งู
“หนิงเทียนดูนั่น ช่างเป็อสูรที่แปลกประหลาดนัก มันเพิ่งแปลงร่างได้เพียงครึ่งเดียวกระมัง?”
“นั่นมิใช่อสูรในขอบเขตเปลี่ยนผ่าน รู้สึกไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตจากดินแดนหยวนซิงเลยด้วยซ้ำ”
เมื่อหนิงเทียนผู้มีประสาทััที่เฉียบแหลมพูดประโยคนี้จบ ก็รู้สึกพิศวงกับคำพูดของตัวเอง
หากมิใช่สิ่งมีชีวิตจากดินแดนหยวนซิง แล้วมันมาจากที่ใดกัน?
ชวีจงจื๋ออธิบายว่า “เ้านั่นคือสิ่งมีชีวิตจากแดนลับ มันเป็สายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบโดยผู้บำเพ็ญบางคนในแดนลับแห่งหนึ่ง เป็ไปได้ว่ามันไม่ได้มาจากดินแดนหยวนซิง”
ตี๋เยี่ยนจวินเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แล้วใครจะซื้อมันไปเล่า? จะซื้อไปทำอะไร?”
ชวีจงจื๋อตอบว่า “ภายในแดนหยวนซิงอันกว้างใหญ่ไพศาล ประดับประดาด้วยยอดเขาเลื่องชื่อถึงสามสิบหกแห่ง บนยอดเขาเ่าั้ล้วนแฝงเร้นด้วยแดนลับทั้งใหญ่และเล็ก เก็บซ่อนความลับไว้มากมาย ตำนานเล่าขานว่าย้อนไปในยุคโบราณ ดินแดนหยวนซิงเคยเผชิญกับภัยคุกคามจากนอกโลก และแดนลับเหล่านี้ส่วนมากก็เกิดขึ้นในยุคนั้น ทว่าเื่ราวเหล่านี้เป็เพียงตำนานเล่าขาน จริงเท็จประการใดหาผู้ใดพิสูจน์ได้ไม่”
หนิงเทียนรู้สึกสนใจตำนานนี้เป็พิเศษ เพราะเขาเคยพบเจอเื่ราวมากมายที่ยากจะอธิบายได้ในแดนลับ
ทว่าในขณะที่เขากำลังเตรียมถามต่อ จู่ๆ สัญชาตญาณของเขาก็รับรู้ถึงพลังบางอย่าง
ด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคม หนิงเทียนจึงพุ่งตัวออกไปอย่างว่องไว ร่างกายของเขาลอยคว้างกลางอากาศ หมุนหนึ่งรอบก่อนจะลงลงอย่างนุ่มนวลตรงหน้าแผงขายของที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง
แผงลอยแห่งนี้เต็มไปด้วยหินแกะสลักรูปร่างต่างๆ ล้วนดูมีชีวิตชีวา ราวกับจะหลุดออกมาจากหินได้ทุกวินาที
เ้าของแผงขายของเป็ชายแขนด้วนวัยสี่สิบเศษ ไร้แขนขวา เขากำลังใช้มือซ้ายแกะสลักหินแผ่นหนึ่งอย่างตั้งใจ
ชายแขนด้วนผู้นี้ฝีมือการแกะสลักเฉียบคมดั่งสายฟ้า มีดแกะสลักคมกริบวาดลวดลายบนหิน เกิดเป็ประกายไฟวาววับแฝงไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว
หนิงเทียนจ้องมองด้วยสายตาอันเฉียบคม ใจของเขาสั่นะเือย่างรุนแรง ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ทว่ามือของอาจารย์เยี่ยหลิงหลานก็แตะลงบนบ่าของเขาเสียก่อน
พลังลึกลับตีตรวนร่างของหนิงเทียนไว้ชั่วคราว ทำให้เขาเปล่งเสียงใดๆ ออกมาไม่ได้
ชวีจงจื๋อและตี๋เยี่ยนจวินก็มาถึงเช่นกัน ใบหน้าของตี๋เยี่ยนจวินเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขา้าเอ่ยปากพูด แต่ถูกอาจารย์กดไหล่ไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้
พ่อค้าดูเหมือนจะไม่รู้สึกถึงการปรากฏตัวของหนิงเทียนและคณะ เขายังคงจดจ่ออยู่กับการแกะสลัก รูปสลักบนแท่นหินเผยให้เห็นบุคคลที่เหมือนมีชีวิตจริง ยืนหันหลังให้กับโลกมนุษย์ ให้ความรู้สึกราวกับเทพเซียนผู้ล่องลอยเหนือโลก
เมื่อการแกะสลักเสร็จสิ้น ชายแขนด้วนก็เห็นคนทั้งสี่ที่หน้าแผงลอย
“พวกท่าน้าซื้ออะไรหรือไม่?”
ชวีจงจื๋อเอ่ยถาม “เ้าขายแผ่นหินนี้ราคาเท่าใด?”
ชายแขนด้วนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “หินิญญาหมื่นก้อน”
หนิงเทียนและตี๋เยี่ยนจวินต่างตกตะลึง ใช้หินิญญาหมื่นก้อนเพื่อซื้อแผ่นหินแกะสลัก เ้าคิดว่าพวกเราเป็คนบ้าหรือคนโง่กันแน่?
“ราคาสมเหตุสมผล ข้าอยากซื้อเกราะพิทักษ์ใจชิ้นหนึ่ง”
ราคาเป็ธรรมของชวีจงจื๋อทำเอาทั้งหนิงเทียนและตี๋เยี่ยนจวินถึงกับอ้าปากค้าง ของราคาแพงขนาดนี้จะเรียกว่ายุติธรรมได้อย่างไรกัน!
ชายแขนด้วนเอ่ยขึ้น “ของสิ่งนั้นย่อมมีราคาสูงกว่า เ้า้าเมื่อใด?”
“ก่อนค่ำพรุ่งนี้”
“ได้ พรุ่งนี้ก่อนพลบค่ำ มารับของที่นี่ได้เลย”
“นี่คือหินิญญาห้าพันก้อน ถือว่าเป็การมัดจำ”
ชวีจงจื๋อวางแหวนมิติ จากนั้นก็ดึงตี๋เยี่ยนจวินออกจากที่นั่น
หนิงเทียนได้ยินเช่นนี้ก็สับสน อยากจะถามแต่พูดไม่ออก ก่อนจะถูกเยี่ยหลิงหลานพาตัวออกไปจากที่นั่น
“อาจารย์ เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?”
เพียงหลุดพ้นจากพันธนาการ เสียงของหนิงเทียนและตี๋เยี่ยนจวินก็ดังขึ้นพร้อมเพรียงเพื่อถามไถ่ถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น
มีร่องรอยของความกังวลบนใบหน้าที่สวยงามของเยี่ยหลิงหลาน ก่อนนางจะพูดเบาๆ ว่า “ชายไร้แขนผู้นี้มีฉายาว่าจอมดาบแขนเดียว เขาเป็ยอดปรมาจารย์เหนือเมฆาผู้มีชื่อโด่งดังขจรขจายในดินแดนหยวนซิง คมดาบของเขามุ่งหมายเพียงสังหารศัตรูผู้ยิ่งใหญ่”
หนิงเทียนและตี๋เยี่ยนจวินต่างตกตะลึง พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าชายแขนขาดผู้นี้คือปรมาจารย์เหนือเมฆา
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใดก็ตามที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่านล้วนสามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยหยดเื ยิ่งสำหรับปรมาจารย์เหนือเมฆายิ่งถือเป็เื่ง่ายยิ่งกว่า
ในเมื่อชายแขนด้วนผู้นี้เป็ปรมาจารย์ ไฉนจึงไม่ใช้พลังวิเศษของตนงอกแขนขวาขึ้นมาใหม่ กลับเลือกที่จะคงสภาพร่างกายที่พิการเช่นนี้เอาไว้เล่า?
ตี๋เยี่ยนจวินจ้องมองชวีจงจื๋อ เขารู้สึกสงสัยในใจจึงเอ่ยถามว่า “ในเมื่ออาจารย์รู้จักตัวตนของเขาแล้ว เหตุใดจึงยังต้องซื้อเกราะพิทักษ์ใจอีก ท่านไม่คิดจะหลีกเลี่ยงเขาไปเสียหรือ?”
ชวีจงจื๋อถอนหายใจ “การปรากฏตัวของจอมดาบแขนเดียวในที่แห่งนี้ บ่งบอกว่าเขา้าสังหารผู้ใดสักคนในเมืองนี้ การประมูลจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เป็ที่ชัดเจนว่าบุคคลที่จอมดาบแขนเดียวหมายปองจะสังหารก็คือผู้ที่มาร่วมประมูลนั่นเอง ข้าใช้เงินซื้อเกราะพิทักษ์ใจก็เพื่อหวังจะใช้มันหน่วงเหนี่ยวเขาไว้ หวังว่าเขาจะไม่ลงมือสังหารใคร ส่วนเขาจะยินยอมหรือไม่นั้นก็สุดจะคาดเดา”
หนิงเทียนรู้สึกประหลาดใจ “วิธีนี้จะได้ผลหรือ?”
เยี่ยหลิงหลานเอ่ยว่า “ยากจะคาดเดาได้ มีเพียงต้องลองดูเท่านั้น จอมดาบแขนเดียวขึ้นชื่อเื่คำสัตย์ เนื่องจากเขาสัญญาว่าจะแกะสลักเกราะพิทักษ์ใจ ย่อมต้องรักษาคำพูดนั้น และเกราะพิทักษ์ใจนั้นประณีตบรรจง ย่อมต้องสิ้นเปลืองพลังงานของเขาไม่น้อย อย่างน้อยก็สามารถยืดเวลาได้บ้าง”
ตี๋เยี่ยนจวินยกย่อง “อาจารย์ช่างมีน้ำใจ ศิษย์ขอคารวะ!”
“อย่ามาประจบสอพลอ รีบไปดูที่หอเมฆาลี้ลับกันก่อนว่ามีคนมาเท่าใดแล้ว”
ชวีจงจื๋อนี้ครุ่นคิด ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวล
หนิงเทียนแอบมองอาจารย์เยี่ยหลิงหลาน สีหน้าของนางก็ไม่สู้ดีเช่นกัน ใจของเขาจึงไม่วายสั่นระรัวไปด้วย
ในความทรงจำ เขาจำได้ว่าอาจารย์นั้นเป็ปรมาจารย์ผู้เกรียงไกร ยามลงมือก็เด็ดขาดเฉียบคม แม้แต่นักบุญชุดม่วงของสำนักอินทนิลยังถูกตบจนสิ้นชีพ เช่นนั้นแล้วท่านจะเกรงกลัวจอมดาบแขนเดียวได้อย่างไร?
“อาจารย์กลัวเขาหรือ?”
เยี่ยหลิงหลานตีศีรษะของหนิงเทียนอย่างแรงจนเขาต้องร้องด้วยความเ็ป
“จอมดาบแขนเดียวมาจากเชื้อสายหยวนซิว ย่อมเป็ศัตรูคู่อาฆาตกับสายจื๋อซิว เขาเดินทางมาที่นี่ เป้าหมายที่แท้จริงแปดเก้าส่วนคงเพื่อสังหารปรมาจารย์จื๋อซิว”
หนิงเทียนถึงบางอ้อ ท่านอาจารย์กังวลเื่นี้จึงเป็เหตุให้แสดงท่าทางคิดหนัก ส่วนความกังวลใจของชวีจงจื๋อก็หนักหนาเช่นกัน
“อาจารย์พอจะมีวิธีขัดขวางเขาได้บ้างหรือไม่?
เยี่ยหลิงหลานจ้องมองเขาด้วยสายตาตำหนิ “เ้าจ้องมองอยู่นาน เห็นอะไรแปลกๆ ในวิชาดาบของเขาบ้างหรือไม่?”
หนิงเทียนครุ่นคิดทบทวน ดาบซ้ายของจอมดาบแขนเดียวนั้นลื่นไหลราวสายน้ำ แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ในคมดาบ
“วิชาดาบของเขาแฝงไปด้วยการโจมตีทางจิติญญา”
เยี่ยหลิงหลานกล่าวว่า “มีตำนานเล่าขานว่าจอมดาบแขนเดียวเคยสังหาริญญาสังเวยได้ด้วยดาบของเขา”
“อะไรนะ! ขะ...เขา...”
หนิงเทียนตกตะลึง เหล่าิญญาสังเวยนั้นร้ายกาจ ชำนาญการโจมตีด้วยจิติญญา คนทั่วไปยากนักจะต้านทานได้
แต่จอมดาบแขนเดียวกลับสามารถสังหาริญญาสังเวยได้ แสดงว่าวิชาดาบของเขาย่อมสามารถต้านทานการโจมตีจิติญญาได้
“จอมดาบแขนเดียวโด่งดังในเื่ความโเี้ เหล่าปรมาจารย์เหนือเมฆาที่ตายใต้คมดาบของท่านมีไม่ต่ำกว่าสิบคน”
หนิงเทียนสีหน้าหม่นหมอง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แล้วไม่มีใครตามล้างแค้นเขาเลยหรือ?”
“ย่อมมีผู้คนตามล้างแค้น แต่ล้วนจบชีวิตลงใต้คมดาบของเขา”
เพียงไม่ช้าคณะเดินทางก็มาถึงหอเมฆาลี้ลับ
นี่คือหอทรงกลมสูงสามร้อยจั้ง ประดับด้วยลวดลายอักษรวิเศษเปล่งประกายแสงระยิบระยับ ช่างดูงดงามราวภาพฝัน
หน้าประตู ยอดฝีมือจากสมาคมการค้าสามสายมรรคาซึ่งเป็ผู้จัดงานกำลังรอคอยต้อนรับเหล่าบุคคลสำคัญผู้มาร่วมประมูลจากทุกสารทิศ
ตามกฎของงานประมูล ผู้ได้รับเชิญสามารถพาบุคคลอื่นมาด้วยได้หนึ่งคน
ชวีจงจื๋อกับเยี่ยหลิงหลานแสดงบัตรเชิญ ก่อนจะได้รับการนำทางจากเ้าหน้าที่เข้าสู่ภายในหอเมฆาลี้ลับ
ท่ามกลางสายตาที่จดจ้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น หนิงเทียนกับตี๋เยี่ยนจวินต่างพากันสำรวจสภาพแวดล้อมของหอเมฆาลี้ลับ สถานที่แห่งนี้มีรูปร่างภายนอกกลม ภายในเหลี่ยม ตรงกลางมีแท่นหินอ่อนขนาดั์ตั้งตระหง่าน ซึ่งจะเป็สถานที่จัดการประมูล
เหนือแท่นหินอ่อนนั้น มีชั้นลอยเรียงซ้อนกันเป็ชั้นๆ เป็ที่นั่งสำหรับเหล่าผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน แบ่งออกเป็พื้นที่สำหรับซิงซิว หยวนซิว และจื๋อซิว
จากข้อมูลที่หอเมฆาลี้ลับแจ้งไว้ เหล่าจื๋อซิวจากสามสำนักใหญ่จะมีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลทั้งหมดสิบที่ในการประมูลวันพรุ่งนี้
ปรมาจารย์ทั้งสี่จากสำนักวั่นจื๋อได้ทยอยเดินทางมาถึงหอเมฆาลี้ลับแล้ว ปรมาจารย์ทั้งสี่จากสำนัก์มาถึงแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนปรมาจารย์ทั้งสองจากสำนักกายายังคงอยู่ระหว่างทาง
หนิงเทียนและตี๋เยี่ยนจวินเดินเล่นชมความงามของหอเมฆาลี้ลับ ในขณะที่เยี่ยหลิงหลานและชวีจงจื๋อต่างครุ่นคิดว่าเป้าหมายของจอมดาบแขนเดียวคือใคร?
ยามอาทิตย์ลับฟ้า ปรมาจารย์หานอวี้แห่งสำนักหานเทียนก็มาถึงเมืองเสวี่ยอวิ๋นพร้อมกับซูอวิ๋น
ยามราตรี เทพธิดาเหยากวงและหลิ่วิเยวี่ยก็ก้าวเข้าสู่หอเมฆาลี้ลับ
การรวมตัวครั้งใหญ่นำผู้คนคุ้นเคยโคจรมาพบกัน ในวันพรุ่งนี้จะนำพาความะเืใจมาสู่หนิงเทียน ซูอวิ๋น และหลิ่วิเยวี่ยอย่างไรคงต่อรอติดตาม
