“ท่านพี่ อย่าร้องไห้ไปเลย” หยางเม่าเฉวียนยืนนิ้วเรียวเล็กเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็พี่ชาย “์ลิขิตเอาไว้แล้ว ข้ากำลังจะได้ไปพบท่านแม่ ท่านควรจะดีใจกับข้าถึงจะถูก เดิมทีข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อด้วยเงินที่ได้มาด้วยวิธีการเช่นนี้ ท่านพี่ ท่านพาข้าขึ้นเขาได้หรือไม่ ข้าอยากขึ้นไปตายบนนั้น ที่นั่นเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ งดงามยิ่ง…”
ยามนี้ใบหน้าเด็กหนุ่มผู้พูดซีดขาวดุจกระดาษ พอถึงตอนท้ายประโยคเสียงก็ค่อยๆ เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน รวมถึงลมหายใจด้วยเช่นกัน…
หยางเม่าหลินกลั้นเสียงสะอื้นขณะรับคำในลำคอ แบกน้องชายขึ้นหลังแล้วเดินเข้าไปในป่าบนเขา ในเมื่อ์ไม่เหลือทางรอดให้พวกเขาสองพี่น้อง เช่นนั้นเขาก็จะขึ้นไปหาสถานที่สวยๆ แล้วมุ่งหน้าต่อไปยมโลกพร้อมกับน้องชาย!
หยางเม่าเฉวียนมีนิสัยขี้กลัวมาั้แ่เด็ก จึงต้องมีพี่ชายคอยอยู่ด้วยเสมอ หากต้องเดินไปบนทางเดินสู่น้ำพุเหลือง[1] เพียงผู้เดียว จักต้องรู้สึกหวาดกลัวมากเป็แน่
นี่ถือเป็ครั้งแรกที่หยางเม่าหลินเพิกเฉยต่อมโนธรรมในใจ ตัดสินใจทำเื่ที่เลวร้ายลงไป แต่ผลปรากฏว่า…
เขาคงต้องตกนรก หากก่อนที่จะตกนรกไปจริงๆ เด็กหนุ่มขอโอกาสไปส่งน้องชายเป็ครั้งสุดท้ายเสียก่อน
อีกด้าน เ้าใหญ่ที่เพิ่งจะเดินเข้ามาในหมู่บ้านก็ถูกเฉินหม่าจื่อเข้ามาขวางหน้าเอาไว้
“ท่านอยากตายหรือไร หากมีใครพบเห็นเข้าจะทำอย่างไร” เ้าใหญ่สะดุ้งใ ถึงกับยกมือขึ้นลูบอกปลอบประโลมใจที่ตระหนกของตนเอง ขณะเดียวกันก็เหลียวมองไปรอบกายเพื่อสังเกตดูว่ามีผู้ใดมาเห็นหรือไม่
เ้าใหญ่ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวมาเป็อย่างดีั้แ่เด็ก นางได้กินดีอยู่ดี ได้เรียนหนังสือ ร่างกายจึงสมบูรณ์มีส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างที่สตรีพึงจะมี และโตไวประหนึ่งสตรีอายุสิบห้าสิบหก แตกต่างจากหญิงสาวในวัยเดียวกันที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งมีรูปร่างผอมแห้ง ศีรษะใหญ่คล้ายถั่วงอก
เฉินหม่าจื่อดึงตัวหญิงสาวเข้าไปหลังต้นไม้ ก่อนที่มือไม้จะเริ่มซุกซน “เ้าวางใจเถิด ข้าดูอย่างดีแล้ว แถวนี้ไม่มีผู้ใด เหตุใดวันนี้ถึงแต่งตัวเช่นนี้ เ้าไปที่ใดมาหรือ ว่าแต่เ้าแต่งตัวเช่นนี้ก็ดูมีรสชาติไปอีกแบบ”
เ้าใหญ่ถลึงตาโตใส่ “ข้าจะไปทำอะไรได้ ก็ไปหาเงินมาให้ท่านน่ะสิ คืนปิ่นมาแล้วข้าจะเอาเงินให้ท่าน!”
เฉินหม่าจื่อส่งเสียงหัวเราะออกมา เป็น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ “ข้าหาไม่เจอ ไว้วันหลังค่อยคืนให้ก็แล้วกัน แต่เงินนี่ขอเอาไปใช้ก่อน หากกินไม่อิ่มท้องข้าอาจจะเผลอพูดอะไรออกไปก็เป็ได้”
เ้าใหญ่ฟาดไปที่มือของชายหนุ่มที่วุ่นวายอยู่บนตัวนาง ก่อนจะยัดเงินใส่มืออีกฝ่าย จากนั้นเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นักว่า “มีคนมา!”
หญิงสาวอาศัย่ที่อีกฝ่ายมองซ้ายมองขวาดูว่าเป็ผู้ใด ผลักตัวเขาออกอย่างเต็มแรงแล้วรีบวิ่งหนี
เฉินหม่าจื่อกำเงินในมือ ตามองแผ่นหลังของเ้าใหญ่ที่กำลังวิ่งหนีไปพร้อมกับยิ้มเย้ยหยัน “เล่นลูกไม้กับข้าอย่างนั้นหรือ สักวันข้าต้องเอาเ้ามาอยู่ใต้ร่างให้จงได้ ทีนี้ก็จะได้รู้ถึงความร้ายกาจที่แท้จริงของข้า!”
ไม่ไกลนัก สะใภ้สี่สกุลหยวนหลี่ซื่อเอ่ยกับสะใภ้สามสกุลหยวนจางซื่อว่า “เ้าช่วยข้าดูสิว่าสตรีผู้นั้นคล้ายเ้าใหญ่หรือไม่”
จางซื่อวางฟืนในมือลงแล้วมองไปยังทิศทางที่ว่า ทว่าก็เห็นเพียงแค่หลังไวๆ ของคนผู้หนึ่งเท่านั้น ก่อนจะเห็นเฉินหม่าจื่อเดินออกมาจากหลังต้นไม้
“คงเป็สหายของเฉินหม่าจื่อกระมัง เห็นชัดๆ ว่านั่นคือบุรุษ สายตาเ้ามีปัญหาหรือไร”
จางซื่อทันเห็นแค่แผ่นหลัง ทว่าหลี่ซื่อที่หันไปเจอเป็คนแรกได้เห็นใบหน้าของคนผู้นั้นเต็มสองตา แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น เลยคิดว่าตนเองตาฝาดจึงไม่กล่าวคำใดอีก ก่อนจะหอบกองฟืนเดินต่อไป
เ้าใหญ่หาที่ปลอดคนนำชุดของตัวเองออกมาเปลี่ยนแล้วถึงค่อยกลับบ้าน ยามนี้นางมีวิธีจัดการกับเฉินหม่าจื่อแล้ว
ระหว่างกินข้าวเที่ยง เ้าใหญ่บอกกับคนในครอบครัวว่า้าจะไปซื้อของในตำบล ซึ่งผู้เฒ่าหยวนก็อนุญาต เลยสั่งให้บุตรชายคนโตกับสะใภ้ใหญ่ไปด้วย ทั้งยังบอกให้ไปรับหยวนเสียวเป่ากลับมาด้วย
บนเขา หยางเม่าหลินหาพื้นที่ที่เหมาะสำหรับเขาและน้องชายเจอ ที่นั่นคือบริเวณหุบเขาซึ่งสามารถจินตนาการได้ไม่ยากว่า หากยามนี้คือฤดูใบไม้ผลิที่แห่งนี้จะสวยงามสักเพียงใด ต้นไม้คงมีสีเขียวขจี ดอกไม้ชูช่อสวยสด และเสียงร้องอันไพเราะของนกที่โผบินผ่านไปมา
ชายหนุ่มหาที่ที่สามารถกันลมได้ จากนั้นจึงวางน้องชายลง ส่วนตนเองนั่งขัดสมาธิ โอบกอดน้องชายเอาไว้ในอ้อมอกแน่น
“ท่านพี่ ทิ้งข้าเอาไว้ที่นี่แล้วท่านก็กลับไปเถิด” หยางเม่าเฉวียนยิ้มให้พี่ชาย ทว่าเป็รอยยิ้มที่โรยแรงเหลือเกิน
น้ำตาหยางเม่าหลินไหลรินออกมา “เด็กดี เดี๋ยวพี่อยู่เป็เพื่อนเอง”
“ท่านพี่ ข้าง่วงเหลือเกิน หากข้าหลับไปก็จะได้พบกับท่านแม่แล้วใช่หรือไม่ ท่านจะต้องมีชีวิตอยู่แทนข้ากับท่านแม่ด้วยนะ…”
หยางเม่าหลินพยักหน้ารับคำพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด
รอจนหยางเม่าเฉวียนหลับไปแล้ว หยางเม่าหลินเลิกให้เห็นเสื้อตัวใน จากนั้นพลิกเอาด้านในออกมา แล้วใช้ปากกัดที่นิ้วชี้จนเืออก ก่อนจะใช้เืเขียนสารภาพความผิดลงไป
ชายหนุ่มเขียนข้อความสารภาพลงไปว่าถูกคนกลุ่มนั้นพาไปดักปล้นได้อย่างไร ทั้งยังเขียนรายชื่อว่าคนพวกนั้นมีใครบ้าง เขียนเสร็จก็หลับตาลง
ยามนี้เขาหนาวเหลือเกิน
หากได้หลับใหลไปตอนนี้คงจะดีไม่ใช่น้อย เขาทำผิดอย่างมหันต์ก็สมควรชดใช้ด้วยชีวิต
ความจริงหยางเม่าหลินนึกไม่ถึงว่าคนกลุ่มนั้นจะถึงกับลงมือฆ่าพ่อค้า ทว่าหลังจากปล้นได้เงินทองและของมีค่ามา หนึ่งในพวกเขาดีใจจนเผลอถอดผ้าที่ปิดบังใบหน้าออก จึงทำให้พ่อค้าเห็นหน้าตาของหนึ่งในพวกเขา คนกลุ่มนั้นจึงจำต้องฆ่าพ่อค้าผู้เคราะห์ร้ายทิ้ง ยามที่เขาเห็นคนกลุ่มนั้นลงมือฆ่าอีกฝ่ายก็ถึงกับใจนทำอะไรไม่ถูก…
“มีคนอยู่ตรงนั้น!” เนื่องจากบริเวณนี้มีสมุนไพรที่หมอเทวดาชวีกำลังตามหาอยู่ พวกของเจินเจินจึงเดินลัดเลาะมาแถวนี้ แต่ยังไม่ทันจะได้หาสมุนไพรเจอ กลับพบคนสองคนที่นอนหนาวจนตัวแข็งใกล้ตายเสียก่อน
“ยังมีลมหายใจ!” จ้าวจินจู้วิ่งเข้าไปเอามืออังที่จมูก ปรากฏว่าคนทั้งสองยังคงหายใจ ทว่าช่างแ่เบาเหลือเกิน และดูจากสภาพของคนที่อายุน้อยกว่า คงใกล้จะไม่ไหวเต็มทนแล้ว!
“ตั้งกระโจมตรงนี้เถิด!” หมอเทวดาชวีเอ่ยออกมา “คนที่อายุมากแค่หนาวจนตัวแข็งเท่านั้น ทว่าอีกคนทั้งหนาวจนตัวแข็งและมีอาการป่วยด้วย”
ได้ยินเช่นนี้จ้าวจินจู้รีบวางสัมภาระลงแล้วตั้งกระโจมทันที ที่ผ่านมาเขาเป็คนตั้งกระโจมจึงทำได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว
ขณะที่จ้าวซื่อไปหาน้ำมาต้มให้ เพราะคนที่หนาวจนตัวแข็งต้องเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น
เมื่อตั้งกระโจมหลังแรกเสร็จ ทุกคนช่วยกันพาสองพี่น้องเข้าไปนอนในกระโจมและห่มผ้าให้หลายๆ ชั้น
ระหว่างที่จ้าวซื่อต้มน้ำก็ได้ต้มน้ำขิงน้ำตาลทรายแดงไปด้วยในเวลาเดียวกัน หลังจากต้มเสร็จจึงตักใส่ถ้วยไปให้สองคนในกระโจมดื่ม ยามนี้ต้องนึกขอบคุณความมากเื่ของหลิ่วตี๋ เพราะในสัมภาระของชายหนุ่มมีทั้งน้ำตาลทรายแดง ขิง กระเทียม และวัตถุดิบอื่นๆ มากมายพร้อมสรรพ
หมอเทวดาชวีฝังเข็มให้คนที่อายุน้อยสุดก่อนเป็คนแรก หลังจากครุ่นคิดอยู่สักครู่ก็หยิบขวดยาออกมาจากในอกเสื้อ จากนั้นเทยาหนึ่งเม็ดออกมาป้อนใส่ปากให้อีกฝ่าย
วัตถุดิบหลักของยาเม็ดนี้คือใบของดอกฉีซิงเซียนเหลียน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการป่วยของอีกฝ่ายได้พอดี
ยาเม็ดนี้หากนำออกไปขายแล้วละก็สามารถขายได้เป็พันตำลึงทองเลยทีเดียว
ทว่าในใจของชายชรายามนี้มีความรู้สึกผิดเกาะกุมอยู่ คิดว่าในเมื่อเขาที่สมควรต้องตายกลับถูกช่วยขึ้นมาจากความตาย ก็ควรต้องทำดีให้มากกว่าเดิม เช่นนั้นจะมีคำกล่าวว่า ‘ช่วยชีวิตคนได้บุญยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น’ หรือ
หมอเทวดาชวีนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ยามนั้นเจินเจินจะลงจากเขาไปคนเดียวก็ได้ แต่นางกลับเลือกที่จะช่วยชีวิตคนที่คิดจะทอดทิ้งนางอย่างเขา ระหว่างเดินทางมานี้ เขาต่อว่าตัวเองอยู่ในใจตลอดมาว่าตนมีอายุปูนนี้แต่กลับเทียบกับเด็กหญิงที่มีอายุเพียงสี่ขวบไม่ได้ แล้วยิ่งหากเขาสามารถช่วยชีวิตเด็กหนุ่มสองคนนี้ได้แต่กลับไม่ช่วย เช่นนั้นจะยิ่งไม่มีหน้าไปสู้เจินเจินได้อีก
“ในมือเขากำอะไรอยู่”
“หนังสือเื!”
“ขอข้าดูหน่อย!” เจินเจินแย่งหนังสือเืมาจากมือจ้าวซื่อ เดิมทีเด็กหญิงนึกว่าตนเองรู้จักตัวอักษรหลายตัวแล้ว ทว่าพอเห็นหนังสือเืนี้กลับพบว่ามีอักษรอีกหลายตัวที่ไม่รู้จัก นางคิดในใจ ดูท่าที่พี่ชายกวดขันในนางขยันท่องหนังสือคัดอักษรจะเป็เื่ถูกต้องแล้ว
หมอเทวดาชวีหยิบหนังสือเืมาจากมือของเจินเจิน ก่อนจะอ่านออกเสียง ทุกคนฟังแล้วก็เงียบไป ไม่รู้ว่าเวลานี้ควรพูดอะไรออกมาดี
[1] ทางเดินสู่น้ำพุเหลือง หมายถึงเส้นทางที่ิญญาเดินไปยังยมโลกเพื่อรายงานตัวหลังจากเสียชีวิต
