ภายในห้องศิลาขนาดห้าวา มีเพลิงขนาดมหึมาลุกโชติ่อยู่ที่กึ่งกลางของห้อง ภายในห้องปราศจากลมโชยพัดแต่เปลวไฟกลับสะบัดซ้ายขวาราวกับต้องลม
ทันใดนั้น เปลวไฟก็เต้นเร่าราวกับมีชีวิตก่อนจะบิดม้วนแปรเปลี่ยนเป็พายุหมุน ผ่านไปชั่วครู่กลุ่มเพลิงจึงแปรเปลี่ยนพยัคฆ์อัคคีสูงหนึ่งวา!
พยัคฆ์อัคคีราวกับมีชีวิต มันแสดงท่วงท่าคำรามอย่างดุร้าย แม้ว่าจะปราศจากเสียงแต่ภาพที่ปรากฏยังคงน่าหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
เพียงพริบตาเดียว พยัคฆ์อันดุร้ายก็พลันสลายกลายเป็เปลวเพลิงก่อนจะก่อตัวขึ้นเป็วิหคขนาดั์!
จากนั้นวิหคั์ก็สลายไปก่อนจะแปลงเป็วานรขนาดมหึมากำลังทุบหน้าอกของตน...
สัตว์ร้ายและวิหคทั้งมวลล้วนก่อตัวขึ้นจากเปลวไฟ จึงไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่จะสามารถส่งเสียงได้
หลังจากแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์อีกหลายครั้ง เปลวไฟจึงเริ่มรวมตัวกลายเป็ลูกไฟสีแดงฉานขนาดหนึ่งวา ลูกไฟหมุนอย่างแช่มช้าพร้อมกับลอยขึ้น ชั่วขณะที่ลูกไฟจะถึง้าของห้อง พริบตาที่แตะถูกเพดานก็ปรากฏทวนเล่มหนึ่งทะลวงออกมา!
ทวนยาวที่ตรงเหยียดเล่มนี้เห็นได้ชัดว่าผนึกขึ้นจากเปลวไฟ แต่กลับไม่มีเปลวไฟแลบออกมาจากทวนให้เห็นแม้แต่น้อย ต่อให้ตั้งใจเพ่งพิจารณาอย่างไรก็ยังไม่เห็นว่าแตกต่างจากทวนจริงแต่อย่างใด
และขณะเดียวกับที่ทวนปรากฏขึ้นนั้น กระบี่ยาวอีกเล่มก็ปรากฏขึ้นที่ด้านข้าง
แล้วจากนั้นอาวุธแต่ละประเภทก็ทยอยกันออกมาจากลูกไฟอย่างรวดเร็ว มีด ขวาน ตะขอหรือแม้แต่ค้อนก็ปรากฏออกมาเรียงรายเป็รูปพัดมองไปคล้ายกับนกยูงกำลังรำแพน เพียงแต่ขนหางกลับถูกแทนที่ด้วยอาวุธต่างๆ อาวุธแต่ละชิ้นล้วนมีรูปลักษณ์ราวกับถอดแบบทั้งยังส่งรังสีคุกคามออกมาเช่นเดียวกับของจริง
“ปัง!”
พร้อมกับเสียงดังกึกก้อง อาวุธหลากหลายก็แยกออกจาก‘ลำตัว’ มาลอยค้างอยู่กลางอากาศ ยามที่หลุดพ้นออกมาจากลูกไฟที่ยังคงหมุนวนอยู่ในอากาศพวกมันก็แปรเปลี่ยนเป็อาวุธจริงราวกับสร้างขึ้นจากวัสดุอันแข็งแกร่ง
ที่ใจกลางลูกไฟซึ่งอาวุธทั้งหลายปรากฏออกมา กลับสามารถมองเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งได้อย่างเลือนราง!
แล้วผู้ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในลูกไฟนั้นก็เริ่มลุกขึ้นอย่างแช่มช้าพร้อมกับยื่นมือขวาออก แล้วอัคคีรอบกายก็ถูกบีบอัดหดลงก่อนจะถูกดูดรั้งกลับคืนสู่ร่าง!
ที่ปรากฏขึ้นเป็บุรุษในชุดยาวสีเทาปล่อยผมยาวปิดบังดวงตาทั้งสองข้าง เปลวเพลิงอันพลุ่งพล่านแทรกซึมกลับเข้าสู่ร่างของมันอย่างต่อเนื่องโดยเสื้อผ้ากลับไม่ถูกเผาไหม้แม้แต่น้อย
ยามเงยหน้าขึ้นผมยาวสีดำของชายผู้นั้นก็ถูกพัดไปด้านข้างเผยให้เห็นดวงตาเป็ประกายที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง บนใบหน้ามันประดับด้วยรอยยิ้มยามพิจารณาดูเหล่าอาวุธที่วนเวียนรายล้อมอยู่ในอากาศรอบกาย
ที่แท้คนผู้นี้ก็คือไป๋หยุนเฟย!
หลังจากมองดูอาวุธทั้งหลายไป๋หยุนเฟยก็หลับตาลงอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็เริ่มรวบรวมสมาธิอยู่ชั่วขณะก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วระบายออก ยามที่ลืมตาขึ้นไป๋หยุนเฟยก็ยื่นมือออก แล้วเหล่าอาวุธเบื้องหน้าก็สลายตัวกลายเป็เปลวไฟกระจายตัวออกกลืนรอบบริเวณให้ตกอยู่ในทะเลเพลิง
พริบตาต่อมา ไป๋หยุนเฟยที่อยู่ใจกลางวังวนของมวลพลังธาตุไฟก็เริ่มดูดซับพวกมันกลับสู่ร่าง
เมื่อพลังธาตุไฟถูกดูดซับเข้าสู่ร่างจนหมดสิ้น ภายในห้องก็ถูกครอบคลุมด้วยความมืดมิดอีกครั้ง ความเงียบงันยึดครองห้องศิลาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะมีลูกไฟขนาดเท่าชามอ่างผนึกตัวขึ้น แล้วภายในห้องก็สว่างขึ้นอีกครั้ง ไป๋หยุนเฟยยกมือขวาขึ้นััลูกไฟตรงหน้า มันพิจารณาดูลูกไฟที่ลอยค้างอยู่เหนือฝ่ามือครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ในที่สุดข้าก็มีพลังเช่นเดียวกับที่ผู้าุโเกออี้หยุนแสดงออกมาได้แล้ว ยามที่เห็นท่านผู้เฒ่าทำได้ง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ ครั้งนั้นข้าเพียงคิดว่าช่างน่าอัศจรรย์นัก แต่ในยามนี้แม้แต่ข้าก็ทำได้อย่างง่ายดาย...” ไป๋หยุนเฟยถอนใจเล็กน้อยก่อนจะพึมพำกับตนเอง “ไม่คิดเลยว่าเคล็ดควบคุมไฟจะเรียนรู้ได้ง่ายปานนี้... หรือเป็เพราะข้าััใช้งานกับวัตถุิญญาธาตุไฟอยู่เสมอ? หรือเพราะทวนเปลวอัคคีคอยเป็สื่อกลางคอยช่วยให้ข้าเรียนรู้วิธีที่จะตอบสนองต่อธาตุไฟ? หรือจะหมายความว่าเคล็ดการฝึกปรือนี้เป็เพียงระดับพื้นฐานจึงไม่ได้ยากเย็นที่จะเรียนรู้?”
“ยังเหลือเวลาอีกสามวันจึงจะครบกำหนดหนึ่งเดือนข้าก็พบกับความสำเร็จแล้ว ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จะยินดีต่อความสำเร็จของข้าหรือไม่? ข้าสมควรใช้เวลาสามวันที่เหลือนี้ขัดเกลาให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น... ไม่ทราบว่าวิชาการหลอมประดิษฐ์จะ...”
ไป๋หยุนเฟยสืบเท้าขวาไปยังมุมของห้องศิลาซึ่งมีบันไดตั้งอยู่ เป็บันไดซึ่งทอดขึ้นไปสู่ห้องนอนของมันที่อยู่้านั่นเอง
ทุกห้องภายในตึกแห่งนี้ ศิษย์แต่ละคนจะมีห้องลับเพื่อใช้ในการฝึกฝนวิชาของตนเป็การส่วนตัว
เวลาผ่านไปยี่สิบเจ็ดวันแล้วนับั้แ่ที่มันสร้างวัตถุิญญาเฉพาะตัวขึ้น เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะครบหนึ่งเดือนที่ไป๋หยุนเฟยเข้าเป็ศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์แล้ว
ในยี่สิบเจ็ดวันที่ผ่านมานี้ ไป๋หยุนเฟยใช้เวลาแทบทั้งหมดเพื่อฝึกฝนตนเองในห้องลับใต้ดิน เพื่อที่จะเรียนรู้เคล็ดควบคุมไฟให้สำเร็จไป๋หยุนเฟยจึงแทบจะปิดขังตนเองจากโลกภายนอก จะมีก็เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่มันจะออกจากห้องไปเดินเล่น
เมื่อเปิดประตูออก ใบหน้าของไป๋หยุนเฟยก็ถูกอากาศอันสดชื่นโชยมาปะทะ ที่แท้เมื่อครู่ก็มีฝนตกลงมา ที่ลานจึงยังคงเปียกชื้น ยอดอ่อนของต้นไม้ยังคงมีหยาดฝนหล่นริน ทว่าบนพื้นก็ยังไม่เปลี่ยนเป็โคลนเลน ให้ความรู้สึกราวกับโลกหล้าผ่านการชำระล้างจนเหลือไว้เพียงความสดชื่นมีชีวิตชีวาให้เห็น
ยามนี้ยังคงเป็เช้าตรู่ ไป๋หยุนเฟยจึงคิดจะเดินเล่นรอบชมดูรอบที่พักเพื่อผ่อนคลายจิตใจ
“เอ๊ะ? ศิษย์พี่ไป๋ ในที่สุดท่านก็ออกมาแล้ว!”
ชั่วขณะที่ออกมาจากห้อง น้ำเสียงตื่นเต้นยินดีก็แว่วมาจากด้านขวา เมื่อหันไปยังต้นเสียงไป๋หยุนเฟยก็พบเห็นเด็กหนุ่มกำลังวิ่งเข้ามาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
ไป๋หยุนเฟยยิ้มตอบพร้อมกับพยักหน้า “ถูกแล้ว ข้าคิดจะออกมาเดินเล่น เสี่ยวเสียนไฉนเ้ากำลังจะไปที่ใด?”
เด็กหนุ่มผมสั้นที่เข้ามาพร้อมกับใบหน้าเหนียมอายนี้มานามว่า ซือคงเสียน เป็ศิษย์สายในของยอดเขาประจิมเช่นเดียวกัน เนื่องเพราะพักอยู่ในห้องถัดไปจึงนับได้ว่าเป็เพื่อนบ้านของไป๋หยุนเฟย คอยช่วยนำอาหารและน้ำมาให้แก่ไป๋หยุนเฟยอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความที่เป็คนสัตย์ซื่อจริงใจซือคงเสียนจึงมักจะคอยช่วยเหลือผู้อื่นด้วยรอยยิ้ม
หลังจากชี้ไปยังเขาด้านหลังเขตที่พัก ซือคงเสียนจึงกล่าวว่า “ข้ากำลังจะนำวัตถุดิบไปให้แก่ศิษย์พี่เฉินเพื่อใช้ในการหลอมประดิษฐ์”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า “ข้าก็คิดจะไปแถวนั้นเช่นกัน ไปด้วยกันเถอะ”
ซือคงเสียนยิ้มพลางพยักหน้า “ตกลง! ไปกันเถอะ หากล่าช้าเกรงว่าศิษย์พี่เฉินจะมีโทสะได้”
……
ระหว่างลัดเลาะฝ่าเส้นทางขึ้นสู่เขา ไป๋หยุนเฟยและซือคงเสียนพบเห็นวิหคโฉบผ่านต้นไม้ใบหญ้า ด้วยอากาศเย็นสดชื่นที่โชยผ่าน แม้ว่ายามนี้จะเป็ฤดูหนาวแต่ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องเผลอคิดว่าบนเขาแห่งนี้อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ
ระหว่างทางไป๋หยุนเฟยและซือคงเสียนจึงสนทนากันถึงเื่ต่างๆที่เกิดขึ้นใน่หนึ่งเดือนที่ผ่านมา
เถียนอวี่หางกำลังเรียนรู้วิธีฝึกปรือพลังิญญาจากซ่งหลินเพื่อบรรลุสู่ด่านภูติญญาให้ได้โดยเร็ว
ม่อเสี่ยวเซียนและซีเหยียนก็สามารถผูกมิตรกับศิษย์สายในคนอื่นได้สำเร็จ เนื่องเพราะทั้งคู่บรรลุถึงด่านวีรชนิญญาระดับปลายแล้วพวกมันจึงเร่งฝึกปรือให้บรรลุด่านภูติญญาเพื่อจะได้หลอมวัตถุิญญาเฉพาะตัวของตนเองได้
จงชูหาวและหลิวหมางก็ไปได้ดีกับการเป็ศิษย์สายนอก แต่ทั้งคู่ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็ศิษย์สายในให้ได้จึงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการคร่ำเคร่งฝึกฝนตนเอง
มีหลายครั้งที่พวกมันมาเยี่ยมไป๋หยุนเฟยเพื่อขอคำแนะนำ แต่เพราะไป๋หยุนเฟยเก็บตัวฝึกฝนทั้งสามจึงไม่มีโอกาสได้เจอกัน
แม้จะไม่ได้ข่าวคราวจากเย่จือชิว แต่ไป๋หยุนเฟยมั่นใจว่าอีกฝ่ายก็กำลังทุ่มเทฝึกปรือเช่นเดียวกัน
ระหว่างที่สนทนา เพียงไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงจุดสูงสุดของยอดเขาประจิม เบื้องหน้าของพวกมันเป็ผนังผากว้างใหญ่ซึ่งมีรูมากมายเรียงรายอยู่ราวกับมีคนใช้ตะปูั์เจาะหน้าผาให้เป็ถ้ำ ทุกๆห้าวาจะปรากฏปากถ้ำซึ่งสูงหลายวากระจายตัวอยู่
ที่แห่งนี้แม้จะแปลกประหลาด แต่ก็เป็ที่ซึ่งศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ใช้หลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาขึ้น
เคล็ดควบคุมไฟนั้นเป็การฝึกฝนขั้นพื้นฐานของสำนักช่างประดิษฐ์ การเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังธาตุไฟเป็สิ่งที่ต้องบรรลุด่านภูติญญาแล้วเท่านั้นจึงกระทำได้ ดังนั้นศิษย์ที่พลังการฝึกปรือยังไม่ถึงขั้นจึงได้แต่มุ่งมั่นฝึกปรือโดยหวังว่าสักวันตนจะสามารถบรรลุถุงด่านภูติญญาและได้เรียนรู้วิชาของสำนักช่างประดิษฐ์ บางครั้งการหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาจะเกิดเสียงดังและยัง‘ไม่ปลอดภัย’อยู่บ้าง ดังนั้นการหลอมสร้างวัตถุิญญาจึงถูกห้ามไม่ให้กระทำในเขตที่พัก ยามที่ศิษย์ในสำนักบรรลุถึงด่านภูติญญาก็จะได้รับการจัดสรร‘ถ้ำหลอมประดิษฐ์’เพื่อใช้ในการหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญา ถ้ำนี้เป็เพียงถ้ำธรรมดาไม่มีอันใดพิเศษ มีเพียงเื่เดียวที่เหนือกว่าสถานที่อื่นก็คือถ้ำนี้มีความแข็งแกร่งเป็อย่างยิ่ง
ครั้งแรกที่ไป๋หยุนเฟยมายังสถานที่แห่งนี้ก็ตื่นตะลึงอยู่เนิ่นนาน มันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสำนักช่างประดิษฐ์ซึ่งจัดสร้างวัตถุิญญาอันล้ำค่ามานับไม่ถ้วน จะหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาในที่ซึ่ง... สร้างอย่างหยาบง่ายเช่นนี้
แต่กระนั้น ยามนี้มีหลายถ้ำที่สาดแสงสีแดงเพลิงจากพลังธาตุไฟออกมา จนปรากฏเป็ภาพอันน่าตื่นเต้นเหนือธรรมดา
“เสี่ยวเสียน ‘ศิษย์พี่เฉิน’ได้บอกเ้าหรือไม่ว่าเป็ถ้ำใด” เมื่อทั้งคู่มาถึง‘ถ้ำหลอมประดิษฐ์’ไป๋หยุนเฟยก็เอ่ยปากถามต่อซือคงเสียนว่าต้องไปที่ใดต่อ
ถ้ำในแถวล่างเป็ถ้ำสำหรับศิษย์สายนอก และถ้ำแถวบนขึ้นไปสำหรับศิษย์สายใน ส่วนถ้ำชั้นบนสุดซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ถ้ำเอาไว้เพื่อให้ศิษย์สายตรงใช้
ซือคงเสียนชี้นิ้วไปยังถ้ำ้าฝั่งซ้ายพร้อมกับกล่าวว่า “ถ้ำนั้น! แถวที่สี่ถ้ำที่หกจากด้านซ้าย เป็ถ้ำสำหรับศิษย์สายใน ศิษย์พี่เฉินอยู่ด้านในกำลังหลอมประดิษฐ์วัตถุิญญาอยู่ ศิษย์พี่ไป๋ท่านรอข้าที่นี่สักครู่ได้หรือไม่? ข้าต้องนำวัตถุดิบที่ศิษย์พี่เฉิน้าไปส่ง...”
“ตูม!!”
ยังไม่ทันที่ซือคงเสียนจะกล่าวจบ ก็บังเกิดเสียงแตกะเิจากในถ้ำดังกึกก้องสะท้านแผ่นดิน แล้วปากถ้ำที่มันชี้นิ้วไปก็ปรากฏเสาเพลิงขนาดั์ลากฝุ่นควันพุ่งออกมา หลังจากพุ่งออกมาชั่วครู่เสาเพลิงก็คงอยู่ชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆจางลง
“เอ่อ...”
