“ให้จูบจริงดิ?” เขาทำหน้าทะเล้นถามฉัน ฉันก็มองหน้าเขา
“ไม่จริง!!” ฉันตอบเขาไปและในจังหวะนั้นฉันก็จัดการใช้เข่าของฉันเตะเข้าไปที่ของสงวนของเขาเต็มๆ เลย แน่นดีจริงๆ เอ้ยไม่ใช่ล่ะ!!!
โพล๊ะ แหวกกกก
“โอ้ยยยยยย!” เสียงร้องโอดโอยของเขาพร้อมกับร่างสูงที่ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นอย่างคนที่หมดแรง หน้าตาเหยเกของเขาบ่งบอกได้ว่าเขาเจ็บและจุกมากเพียงใดแต่ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเขาจะดึงอะไรขาดไปเพราะฉันได้ยินเสียง
“ทีหลังอย่ามาทำทะลึ่งกับฉันอีก ฉันไม่ชอบ!!” ฉันชี้หน้าเขาพลางใส่อารมณ์ในน้ำเสียง เขาก็เงยหน้าเหยเกของเขาขึ้นมามองฉันและเขาก็ค่อยๆ เบิกตาทั้งสองข้างของเขาโตขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนที่ตกตะลึงเห็นเข้ากับอะไรสักอย่าง
“ขาว”
“ใหญ่”
“ชมพู” นายนั้นพูดออกมาด้วยนำ้เสียงแ่เบาพลางทำหน้าเคลิ้มฝันและเขาก็กลืนน้ำลายลงคอดังอึกใหญ่ ฉันก็มองตามสายตาของอีตานั้นมาเรื่อยๆ จนมาสะดุดเข้ากับหน้าอกที่ใหญ่โตมโหฬารของตัวเองและฉันก็อ้าปากค้างออกมาด้วยความใ
พรึบ
“ไอ้บ้า! ไอ้โรคจิต!!”
“ไอ้ลามก!!”
“ไอ้ไอ้ไอ้!!” ฉันรีบชายเกาะอกขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเองและร้องะโด่าเขาไปด้วย เขาที่เหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์หลังจากที่จดจ้องหน้าอกของฉันเต็มตาแล้วเขาก็เหมือนจะได้สติ สงสัยเห็นของของฉันหายเจ็บเลยมั้งน่ะ
พรึบ
“ผมไม่ได้พิศวาสอะไรคุณมากมายหรอก แฟนผมนะสวยกว่าหุ่นดีกว่าและนมใหญ่กว่าคุณตั้งมากมาย” เขายืนขึ้นและถอดเสื้อสูทมาคลุมร่างให้ฉันพลางเอ่ยพูดจาดูถูกฉัน ถ้าของแฟนนายใหญ่กว่าของฉันจริงเนี่ยทำไมต้องทำสายตาเคลิบเคลิ้มขนาดนั้นด้วยย่ะ เล็กกว่าของฉันล่ะสิไม่ว่า
“ไอ้ลามก!” ฉันมองค้อนเขาและค่อยๆ ถอยห่างจากเขามา เขาก็มองต่ำลงมาที่เท้าของฉันที่มันแปลกพิศดารกว่าคนอื่นก็เพราะฉันใส่ส้นสูงข้างเดียวน่ะสิ ตายแผนแตกแน่
“ถ้าผมลามกคุณมันก็บ้าล่ะว่ะ คนอะไรเอารองเท้าส้นสูงมาจี้เอวคนอื่นบอกว่าเป็ปืน”
“แล้วนายก็เชื่อ?”
“ใครเชื่อก็โง่แล้วคุณ!!” เขาตวาดเสียงใส่ฉันอย่างไม่พอใจ นี่แสดงว่าเขารู้ั้แ่แรกแล้วอย่างงั้นเหรอ? หน้าแตกดังเพล้งเลยฉัน
“โห่แล้วทำเหมือนเชื่อ!” ฉันพูดอย่างนึกเสียดายเวลา ถ้าฉันไม่จมปรักเชื่ออีตาบ้านี่น่ะ ป่านนี้มีหวังฉันได้ไปหาเยื่อรายใหม่แล้ว
“อ้าว ก็เห็นคุณจริงจัง^_^”
“กวนประสาท!” ฉันเบะปากใส่เขาอย่างนึกหมั่นไส้และก้มลงไปถอดรองเท้าอีกข้างเพื่อจะให้มันเดินได้สะดวกขึ้น
“แล้วคุณ้าเงินจำนวนนั้นไปทำอะไรอ่ะ?” เสียงฝึเท้าหนักๆ ที่เดินตามหลังฉันมาเอ่ยถามฉันขึ้น
“ทำไมคุณจะให้เงินฉันรึไงถ้าฉันบอก?” ฉันยกชายกระโปรงขึ้นมาและเดินเร่งฝีเท้าเพื่อไปหาที่นั่ง ตอนนี้ฉันรู้สึกเจ็บข้อเท้ามากและรู้สึกโหวงๆ เหวงๆ ที่ส่วนบนด้วย
“ก็ไม่แน่ ผมอาจจะใจดีอยากช่วยคนแปลกหน้าก็ได้”
“แล้วทำไมคุณพูดไทยได้ล่ะ?” ฉันเอ่ยถามเขาไปอย่างสงสัยเป็ในจังหวะเดียวกับที่ฉันเดินมาถึงม้านั่งเรียบร้อยแล้ว และฉันก็ไม่รอช้าที่จะทิ้งก้นงอนๆ งามๆ ขตัวเองลงไปนั่งบนม้านั้น
“ก็ผมมีเเฟนเป็คนไทย” เขาตอบฉันมาพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ฉัน
“ไม่ต้องใกล้มากก็ได้” ฉันบอกเขาพลางใช้มือชี้บอกเขาในขณะที่เขาจะขยับเข้ามานั่งชิดตัวฉัน
“คุณนี่ก็เเปลกคนเนอะ?” เขามองฉันพลางจ้องฉันั้แ่หัวจรดเท้าเท้าจรดหัว
“แปลกยังไงย่ะ?” ฉันดึงเสื้อของเขามาปิดหน้าอกตัวเองที่ข้างมันผ้าทำให้เสื้อเกาะอกของฉันจะคอยหลุดอยู่เรื่อย ก็อีตาบ้านี่นั้นแหละ ตอนที่เขาจะล้มลงไปสงสัยจะดึงชุดของฉันลงไปด้วยน่ะสิ หึย!!
“ก็คนดีๆ ที่ไหนเขาไม่มาปล้นผู้ชายหรอกคุณ!”
“เอ้าก็ฉันจำเป็ต้องใช้เงินจริงๆ หนิคุณ!”
“จะเอาเงินมากมายนั้นไปทำอะไร?”
“มองหน้าตาการแต่งกายของคุณก็มองเป็คนมีเงิน” เขาไม่ว่าเปล่ายังจ้องมองฉันแต่เขาไม่ได้เลื่อนสายตาไปไกลจากหน้าอกฉันเลยน่ะย่ะ
“จะจ้องอีกนานไหม?” ฉันตวัดสายตามองเขาไปด้วยความไม่พอใจ เกิดมามีของใหญ่ก็แบบนี้แหละ ลำบากจริงๆ อยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัย พวกผู้ชายมันก็เลวแบบนี้เหมือนกันทุกคนนั้นแหละ
“ก็มันใหญ่เห้ยไม่ใช่ๆๆ!” เขาเผลอพูดออกมาและเมื่อนึกได้เขาก็รีบทำท่ารนรานทันที
“เห้อ!” ฉันผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายและเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไปอย่างคนที่สิ้นหวังแล้วทุกอย่าง
“ผมขอโทษ” เขาเอ่ยขอโทษฉันด้วยนำ้เสียงที่รู้สึกผิดจริงๆ
“ไม่เป็ไรหรอก” ฉันบอกเขาพลางอย่างไม่สนใจ ถ้ามันคิดจะปล้ำฉันน่ะ ฉันจะกระทืบน้องชายมันให้สูญพันธุ์ไปเลยคอยดู
“ไม่เป็ไร?” เขามองหน้าฉันอย่างไม่อยากเชื่อ
“แล้วทำไมล่ะ หรือว่านายอยากให้ฉันโกรธนาย”
“ก็ไม่อ่ะ ผมมีศัตรูก็เยอะพอตัวอยู่แล้วอยากจะหาพันธมิตรบ้าง” เขาบอกฉันพลางเอนแผ่นหลังพิงเข้ากับพนักเก้าอี้ตัวเดียวกับฉัน นำ้เสียงของเขาฟังดูเหนื่อยๆ
“นายไม่มีเพื่อนหรือไง?”
“ไม่อ่ะ แล้วคุณล่ะ?” เขาตอบฉันและถามฉันกลับเขาเหลือบตามามองหน้าฉัน ฉันก็มองหน้าเขาและยิ้มขำๆ ออกมา
“มีสิ เพื่อนฉันเยอะแยะแต่ไม่ได้อยู่ที่นี้”
“เออจริงสินะ คุณเป็คนไทยนี้น่า”
“ใช่แล้วคุณล่ะ? เป็ลูกครึ่งเหรอ?”
“เปล่าหรอก พ่อแม่ผมก็เป็คนญี่ปุ่นทั้งคู่แต่พอดีพ่อผมมีภรรยาลองเพราะท่านอยากมีลูกสาวและท่านก็ไปมีภรรยาเป็คนไทยผมจึงมีน้องสาวเป็คนไทยแต่ธุรกิจของผมมันอันตรายเกินไปน่ะที่จะพาน้องสาวมาอยู่ที่ญี่ปุ่นด้วยกันผมเลยต้องไปญี่ปุ่นกลับไทยอยู่บ่อยๆ เลยทำให้ผมพูดภาษาไทยได้คล่อง” เขาบอกฉันมาเหมือนเขาอยากจะระบายความในใจกับใครสักคน
“แต่ชีวิตคุณก็น่าจะมีความสุขมากไม่ใช่เหรอ?”
“ก็ใช่น่ะ แต่มันก็เหมือนขาดอะไรบางอย่างไปอยู่ดี” เขาพูดเสร็จเขาก็เงียบไปฉันจึงหันหน้าไปมองหน้าเขาก็เห็นว่าเขาหลับตาอยู่ ใบหน้าที่หล่อไร้ที่ติขาวใสไม่มีริ้วรอยไม่รอบแผลเป็ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อที่ไม่ต้องแต่งเติม เป็โครงหน้าที่เพอร์เฟคที่สุด
“แล้วคุณล่ะ มาทำอะไรที่นี้?” เขาถามฉันทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองฉัน
“เล่ามาเถอะยังไงๆ พอพ้นคืนนี้ไปเราก็ไม่ได้เจอกันอยู่ดี” เขาพูดออกมา ฉันก็คิดตามใช่เดี๋ยวพอพ้นวันนี้ไปเราก็ไม่ได้เจอกันอยู่ดี
“นั้นสิเนอะ^_^”
“อืม”
“พ่อฉันเป็คนญี่ปุ่นแต่ไปพบรักกับแม่ฉันที่ประเทศไทยและท่านทั้งสองก็ตกลงที่จะแต่งงานอยู่กินกันที่ประเทศไทยและมีฉันเกิดมาแต่พอฉันได้สิบขวบพ่อกับแม่ก็หย่ากันและเขาก็ทิ้งให้ฉันอยู่กับแม่แค่สองคนฉันต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย”
“น่าเหนื่อยจริงๆ” เขาบอกฉันอย่างคนที่เห็นใจฉัน ฉันก็อมยิ้มและเริ่มเล่าต่อ
“ใช่ ฉันเหนื่อยมากจริงๆ แหละและพอฉันอายุสิบแปดแม่ก็มีสามีและที่บัดซบไปกว่านั้นคือแฟนใหม่และลูกชายของแฟนใหม่แม่ฉันจ้องจะปล้ำฉันทั้งสองคนเลย”
“เห้ยจริงดิ!” ที่นี้หมอนี่ลืมตาตื่นมาจ้องมองหน้าฉันอย่างใ
“คุณไปอ่อยเขารึเปล่า?”
“นี่นาย!” ฉันลุกขึ้นนั่งตัวตรงชี้หน้าเขาด้วยความไม่พอใจ
“ขอโทษๆ ผมล้อเล่น^_^” เขายกมือสองข้างขึ้นมาทำท่ายอมแพ้
“ไม่เล่าแล้ว!”
“เล่าเหอะ ผมอยากฟัง” เขามองมาที่ฉันพลางทำสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นจริงๆ นั้นแหละ
“แล้วตกลงเขาสองคนพ่อลูกปลุกปล้ำคุณได้ป่ะ?”
“นี่นาย!!!”
“พอโกรธแล้วสรรพนามเปลี่ยนทันทีเลยวุ้ย^_^” เขาทำท่าล้อเลียนฉัน ฉันก็มองค้อนเขาและยกแขนขึ้นมากอดอก
“มาทำอะไรที่นี้อ่ะ?” อยู่ดีๆ เขาก็เอ่ยถามฉัน
“แล้วนายล่ะมาทำอะไร?”
“ผมถามคุณก่อนนะคุณก็ต้องตอบผมก่อนดิ”
“พ่อฉันมารับตำแหน่งที่นี้”
“รับตำแหน่ง?” เขาทวนคำตอบฉันพลางขมวดคิ้วอย่างงุนงง
“ก็พ่อฉันเป็ท่านนายกรัฐมนตรีน่ะสิ!” ฉันกระแทกเสียงใส่เขาไป เขาก็หน้าเหวอมองหน้าฉันด้วยความใ
“ทำไม พ่อฉันเป็หนึ่งในศัตรูของนายรึไง?” ฉันถามเขาไป เขาก็จ้องมองหน้าฉันตาไม่กระพริบ ฉันก็มองหน้าเขาพลางขมวดคิ้วอย่างงุนงง
“เธอชื่อซาโยโกะจังอย่างงั้นเหรอ?”
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?” ฉันเอ่ยกวนเขาไป
“พ่อเธอชื่ออะไร?”
“เอ้าอีตานี่ถามแปลกๆ ก็พ่อฉันเพิ่งจะได้รับการเลือกตั้งขึ้นเป็นายกจะให้ชื่ออะไรล่ะย่ะ!” ฉันก็โวยใส่เขาและในจังหวะนั้นฉันเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่กำลังเดินมุ่งหน้ามาทางนี้
“หาตัวนังซาโยโกะให้เจอ มีคำสั่งให้จับเป็!” เสียงเหี้ยมเกรียมะโดังลั่นทำให้ฉันหันไปชะเง้อคอมองหาต้นเสียงเพราะรู้สึกเหมือนเขาจะเรียกชื่อฉันไม่ใช่เหรอไง แต่ร่างของฉันก็โดนกระชากลงไปบนร่างของผู้ชายคนนั้นอย่างไว
พรึบ
“ทำอะอื้อออ” ฉันเบิกตาโพรงขึ้นด้วยความใเมื่อริมฝีปากของฉันถูกอีตาบ้านี่บดขยี้อย่างรุนแรงมือทั้งสองข้างของฉันก็ทุบตีลงไปบนแผ่นหลังของเขาหลายตุบยิ่งฉันทุบเขาแรงมากขึ้นเท่าไหร่อีตาบ้านี่ก็ยิ่งบดขยี้ริมฝีปากฉันแรงมากขึ้นเท่านั้น ฉันจะหายใจไม่ออกอยู่แล้วเนี่ย!
“เห้ยอะไรของเด็กสมัยนี้ว่ะ ไม่รู้จักอายกันบ้างเลย!” เสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ฉันกำลังจะหันหน้าไปขอความช่วยเหลือ
“อื้อออออออ่ยโอออ”
“จ๊วฟฟฟ จ๊วฟฟฟฟ” อีตาบ้านี่มันดูดริมฝีปากฉันแรงขึ้นแถมยังส่งลิ้นสากๆ ของเขาเข้ามาในโพรงปากฉันด้วยอีกน่ะ ต้นฝนจะบ้าตาย
ตุ๊บๆๆๆ
“รุนแรงจริงๆ เว้ยฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะชอบใจของคนปริศนาพวกนั้นเอ่ยขึ้นหลังจากที่ฉันทุบกำปั้นลงไปบนแผ่นหลังของอีตาบ้านี่หนักขึ้น
“ไปเว้ย! เดี๋ยวนายจะด่าเอา!”
“เอ่อใช่ๆๆ!”
“นี่เป็โอกาสทองเลยน่ะเว้ยที่เราจะได้ตัวนังคุณหนูนั้น!”
ตึกๆๆๆๆ
เสียงพูดคุยหายลงพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งไปทางอื่น
“อ่ออยย!!” คราวนี้ฉันดึงกลุ่มผมนิ่มๆ ของอีตาบ้านี่อย่างแรงและออกแรงกระชากให้เขาปล่อยริมฝีปากฉัน
พรึบ
“เพลี้ยย!”
“ตบผมทำไมเนี่ย?” เขาหันหน้ากลับมาเอ่ยถามฉันพร้อมกับยื่นมือมาจับแก้มตัวเองที่โดนฉันตบหลังจากที่เขาปล่อยริมฝีปากฉันให้เป็อิสละ
“จูบแรกของฉันนนนนนนนนนนนนนนนนนนน!!!”
“จะแหกปากทำไมเดี๋ยวพวกมันก็มาหรอก!! จูบแรกของคุณคนเดียวซะเมื่อไหร่กัน” เขาพูดดุฉันเสียงดังแต่ประโยคหลังฉันได้ยินไม่ค่อยชัดว่าเขาพูดว่าอะไร
“เห้ย! นั้นมันอยู่นั้น!!”
“นั้นไง ซวยแล้วไหมล่ะ!!”
“ก็ใครใช้ให้นายจูบฉันเล่า!!”
“ผมช่วยคุณน่ะ!”
“ช่วยอะไร!!”
“จับมัน!!”
“หนีเร็ว!!” เขาพูดเสร็จก็คว้ามือฉันออกวิ่งอย่างไว ฉันก็มองแผ่นหลังกว้างที่วิ่งนำฉันอยู่ ทำไมฉันรู้สึกปลอดภัยเวลาหลบอยู่ข้างหลังแผ่นหลังกว้างๆ นี่น่ะ น่าจะอบอุ่นน่าดู^_^
