หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยได้ยินก็เงยหน้าขึ้น มองไปยังทิศทางของเสียงโดยพร้อมกัน
ผู้ที่มามีทั้งหมดห้าคน ชายสองหญิงสาม สตรีสามนางนั้นหลิ่วเทียนฉีไม่แปลกหน้า นั่นคือผู้ฝึกตนหญิงสามนางที่ถูกพวกซิงจู๋เยว่ล้อมโจมตีเมื่อหลายวันก่อน ส่วนบุรุษสองคน คนหนึ่งสวมเสื้อสีน้ำเงิน หลิ่วเทียนฉีเคยเห็นมาก่อนในการแข่งขันจตุรแคว้น เขาคือเมิ่งเซวียน ผู้ควบคุมสัตว์อสูรขั้นสามที่คว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันมานั่นเอง
“ที่แท้เป็สหายผู้ฝึกตนเมิ่ง ไม่ทราบว่า สหายผู้ฝึกตนเมิ่งมาเยือน มีสิ่งใดอยากชี้แนะพวกเราหรือ?” หลิ่วเทียนฉีประสานมือถามอย่างเกรงใจ อันดับหนึ่งของผู้ควบคุมสัตว์อสูรในการแข่งขันจตุรแคว้น ควรต้องนอบน้อมอยู่บ้าง
ไม่รอให้เมิ่งเซวียนเอ่ยปาก เมิ่งฉานเอ๋อร์ก็ชิงเอ่ยก่อนไปก้าวหนึ่ง “หลิ่วเทียนฉี เ้าสารเลว เห็นคนจะตายกลับไม่คิดช่วย ทำให้พวกเราถูกพวกสารเลวซิงจู๋เยว่ทำร้ายจนาเ็หนัก หญ้าแสงม่วงก็ถูกพวกเขาแย่งชิงไป คราวนี้พี่ข้าจะแก้แค้นให้”
“ฮ่าๆๆ สหายผู้ฝึกตนเมิ่งพูดจาน่าขันเสียจริง คนที่ทำร้ายเ้าคือซิงจู๋เยว่ และคนที่ปล้นสมุนไพรทิพย์ของเ้าก็คือซิงจู๋เยว่ เ้าวางท่าดุร้ายวิ่งมาแก้แค้นพวกเราเช่นนี้ เอาอะไรมาพูดเล่า?” หลิ่วเทียนฉีพูดเหมือนเป็เื่ไม่ถูกต้อง
“เ้า...” ได้ยินคำนี้ เมิ่งฉานเอ๋อร์ถูกขัดจนพูดไม่ออก
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่ว วันนั้นพวกเราสัญญากับเ้า ขอเพียงเ้าช่วยพวกเรา พวกเราจะมอบหญ้าแสงม่วงให้ แต่เ้ากับสหายผู้ฝึกตนเฉียวกลับนิ่งดูดาย ทำให้พวกเราถูกคนกลุ่มนั้นทำร้ายจนาเ็หนัก ไม่เพียงถูกแย่งสมุนไพรทิพย์ ยังหวิดจะถูกพวกเขาย่ำยี ทำลายเรือนกายอันบริสุทธิ์นี้อีก มาวันนี้ เ้ายังจะพูดเองเออเองว่าตนไร้ความผิดอย่างนั้นหรือ?” สตรีชุดเขียวมองหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยพลางถามอย่างชิงชัง
หากไม่ใช่ศิษย์พี่เมิ่งกับศิษย์พี่เสิ่นมาได้ทันเวลา เช่นนั้นความบริสุทธิ์ของพวกนางคงถูกทำลายในมือสารเลวกลุ่มนั้นไปแล้วกระมัง? มาคิดดูตอนนี้ นางยังแอบรู้สึกหวาดกลัวตามหลัง
“เฮอะ ยัยหนู เ้านี่ป่วยไม่เบานะ? พวกเ้าเป็คนแคว้นหลันสุ่ย พวกเราเป็คนแคว้นจินอวี่ ทุกคนล้วนไม่คุ้นเคย อาศัยอะไรพวกเราถึงต้องช่วยเหลือพวกเ้า? อีกอย่าง พวกเ้าจะถูกคนอื่นข่มเหงหรือไม่ เกี่ยวอันใดกับพวกเราเล่า?” เห็นยัยหนูหน้าไม่อายนี่พูดไม่หยุด เฉียวรุ่ยก็โกรธจนใบหน้าน้อยบึ้งตึง โมโหจนดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง
หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักโกรธฮึดฮัดก็ยิ้มอ่อนโยน จับมือน้อยขึ้นมาอย่างรักใคร่ ยัดไม้เสียบเนื้อที่ย่างเสร็จเข้าไปในฝ่ามือเล็ก “กินเถอะ ไม่ต้องสนใจพวกเขา!”
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยขานรับ รับไม้เสียบเนื้อมา ก้มหน้าเริ่มกินคำโตๆ
เมิ่งเซวียนเห็นพวกเขาไม่สนใจตนเอง ราวกับเขาไม่อยู่ในสายตาสักนิดก็หรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว จิตสังหารพุ่งขึ้นมา “หลิ่วเทียนฉี พวกเ้าถึงกับกล้าเมินข้าหรือ?”
“เมิ่งเซวียน พวกเราไม่เคยขัดแย้งกัน น้ำแยงซีไม่ยุ่งน้ำฮวงโห หากเ้าฉลาดก็พาพวกเขาไปจากที่นี่เสีย ข้าจะละเว้นไม่สังหารพวกเ้า ไม่เช่นนั้น อย่าโทษว่าพวกเราไม่เกรงใจ!” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายอย่างเ็า บนใบหน้าเขาไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยจิตสังหารทิ่มแทงกระดูก
“เ้า...” เมิ่งเซวียนััได้ถึงจิตสังหารอันเ็าในดวงตานั่นก็ขมวดคิ้วนิดๆ แม้พลังของอีกฝ่ายเพียงระดับสร้างรากฐาน่ปลาย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกว่าไอสังหารบนร่างนั้นช่างเย็นเยียบและแข็งแกร่งยิ่ง อำนาจบนร่างเหมือนจะแข็งกร้าวกว่าผู้ที่พลังขีดสุดระดับสร้างรากฐานอย่างตนมากมายนัก
“ละเว้นไม่สังหารพวกเรา? ฮ่าๆๆๆ หลิ่วเทียนฉี ข้าว่าเ้าพูดจาวางโตที่แคว้นจินอวี่จนชินกระมัง?” เสิ่นเหยียนมองหลิ่วเทียนฉีพลางหัวเราะเสียงดังอย่างดูแคลน
“ใช่ แค่ระดับสร้างรากฐาน่ปลายสองคน ยังกล้ามาพูดวาจาข่มพี่ชายข้ากับศิษย์พี่เสิ่น เ้ารู้หรือไม่ว่าพี่ชายข้ากับศิษย์พี่ล้วนเป็ผู้ควบคุมสัตว์อสูรที่ยอดเยี่ยมที่สุด สังหารเ้าที่เป็ผู้ฝึกยันต์มือไม่มีแรงจะจับไก่ได้โดยไม่เปลืองแรงเป่าฝุ่นสักนิด” เมิ่งฉานเอ๋อร์มองตัวตลกสองคนที่นั่งอยู่ด้านใน พูดขึ้นอย่างดูแคลน
ได้ยินอย่างนั้น ผู้ฝึกตนหญิงชุดเขียวก็ยกมุมปากเ็า เผยรอยยิ้มเหยียดหยาม
“หลิ่วเทียนฉี เ้าคงไม่คิดว่าแค่กระดูกสัตว์อสูรไม่กี่ชิ้นนั่นจะขวางศิษย์พี่สองคนได้หรอกนะ? หรือเ้าคิดว่าพวกเราถูกเ้าข่มขวัญอยู่งั้นหรือ?”
“ฮ่าๆๆ เ้าสารเลว เห็นคนจะตายแต่ไม่คิดช่วย วันนี้ข้าจะให้เ้าตายอย่างไร้ที่ฝัง!” พูดถึงตรงนี้ ผู้ฝึกตนหญิงสวมชุดกระโปรงสีชมพูอีกคนที่อดกลั้นเพลิงโทสะในหัวใจไว้ไม่อยู่ก็ชักกระบี่คู่กายออกมา
“ยัยหนู เ้ารนหาที่ตายนัก!” เฉียวรุ่ยมองยัยหนูไม่รู้จักกลัวตายทั้งสาม เขากำหมัดแน่น เตรียมจะลงมือ
หลิ่วเทียนฉีกดกำปั้นน้อยของคนรักไว้ แกะนิ้วมือของเขาออก ส่งไม้เสียบเนื้อเข้าไปในมืออีก
“แค่ศึกเล็ก ไยต้องลำบากภรรยาลงมือเล่า ให้สามีจัดการก็พอ เ้ารีบกินเนื้อย่างเถอะ เนื้อเย็นย่อมไม่อร่อย” หลิ่วเทียนฉีบอกเสียงอ่อนโยน เช็ดมุมปากคนรักแ่เบา
“เทียนฉี สองคนนั้นเป็ผู้ควบคุมสัตว์อสูรนะ!” เฉียวรุ่ยพูดอย่างไม่วางใจเล็กน้อย
“ข้ารู้!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า เงาร่างไหววูบทีหนึ่ง ออกมาอยู่ด้านนอกรั้วป้องกัน
“เ้า...” พริบตาเดียว ทั้งห้าคนเห็นหลิ่วเทียนฉีมาอยู่ตรงหน้าจึงตะลึงไปเล็กน้อย
“พวกเ้าห้าคน เข้ามาพร้อมกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีเหลือบมองพวกเขาที่มีแววตามาดร้ายทีหนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“เฮอะ วาจาใหญ่โตจริงนะ!” เมิ่งฉานเอ๋อร์เบ้ปาก สีหน้าดูถูก คิดว่าอีกฝ่ายกำลังตบหน้าบวมแสร้งเป็อ้วน1
เผชิญหน้ากับท่าทางยิ่งยโสดั่งโลกหล้าไม่มีใครเทียมของหลิ่วเทียนฉี ผู้อื่นล้วนแสดงท่าทางดูแคลนและเยาะหยันอย่างสิ้นเชิง มีเพียงเมิ่งเซวียนที่ั้แ่ต้นจนจบมองอีกฝ่ายอย่างเ็าอยู่ตลอด ไม่ได้พูดสักคำ
เห็นผู้ฝึกตนหญิงทั้งสามต่างชักกระบี่วิเศษล้อมเข้ามา เสิ่นเหยียนกับเมิ่งเซวียนก็เอาอุปกรณ์อาคมออกมาเตรียมพร้อมรับศึก หลิ่วเทียนฉียกมุมปากนิดๆ เผยรอยยิ้มเย็นเยียบทิ่มแทงกระดูก จากนั้น ปลายนิ้วเขาหมุนวน ดีดลูกบอลวารีขนาดเท่าเมล็ดองุ่นห้าลูกออกมา
แม้ลูกบอลวารีห้าลูกนี้มีความใสแวววาว ขนาดเล็กกะทัดรัด แต่นี่เป็การโจมตีของผู้ฝึกตนระดับดวงปราณ พลังจึงไม่อ่อนแอสักนิด
เห็นหลิ่วเทียนฉีเป็ฝ่ายเริ่มโจมตี ทั้งห้าคนเอากระบี่คู่กายกับอุปกรณ์อาคมในมือขวางโดยสัญชาตญาณ
ผู้ฝึกตนหญิงสามคนควงข้อมือเป็บุปผากระบี่ สะบัดหนึ่งกระบี่ออกมาโดยเร็ว หวังฟันสลายลูกบอลวารีลูกนั้น ส่วนเสิ่นเหยียนกับเมิ่งเซวียนเรียกอุปกรณ์อาคมออกมาอยู่ในฝ่ามือ คิดสลายลูกบอลวารีเช่นกัน
“เปรี้ยง...”
ลูกบอลวารีน้อยห้าลูกปะทะอุปกรณ์อาคมและปราณกระบี่ของทั้งห้าคน ฉับพลัน กระแสปราณรุนแรงสายหนึ่ง ไม่มีใครสักคนที่โชคดีหนีพ้น พวกเขาถูกพัดปลิวออกไปในทันที
“อ๊าก...”
ทุกคนร้องใ ปลิวถอยออกไปยี่สิบกว่าเมตรถึงร่วงตกลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง ปากกระอักเื ผู้ฝึกตนหญิงสามคนตายทันที ส่วนเมิ่งเซวียนกับเสิ่นเหยียนกระอักเื หมอบบนพื้นอยู่เนิ่นนานถึงลุกขึ้นมาได้
“ฉานเอ๋อร์ ฉานเอ๋อร์...” เมิ่งเซวียนกอดศพน้องสาว เศร้าสลดเป็อย่างยิ่ง เขาคำรามเสียงดังอยู่หลายครั้งหลายหนแต่ก็เรียกสาวน้อยร้ายกาจเอาแต่ใจกลับมาไม่ได้อีก
เห็นเมิ่งเซวียนกับเสิ่นเหยียนกระอักเืสองคำแต่ยังฝืนยืนขึ้นมาได้ หลิ่วเทียนฉีก็เลิกคิ้ว การโจมตีเมื่อครู่คล้ายว่าใช้ออกมาส่งๆ แต่ที่จริงเขาใช้กำลังไปทั้งหมด ระดับดวงปราณสังหารระดับสร้างรากฐาน หากใช้กำลังทั้งหมด หนึ่งกระบวนท่าย่อมเพียงพอ แต่ทำไมสองคนนี้กลับยังมีชีวิตรอดได้เล่า? ดูท่าคงเป็คุณชายของตระกูลใหญ่ ที่ร่างอาจมีความลับอะไรอยู่
“น่าชังนัก!” เสิ่นเหยียนก้มหน้า มองกำไลที่แตกร้าวบนข้อมือทีหนึ่ง เอ่ยสาปแช่งเสียงเบา กำไลนี่เป็ของที่ท่านปู่ให้เขาไว้รักษาชีวิต ในแดนลับเขาตัดใจใช้ไม่ลงมาตลอด คิดไม่ถึงว่าคราวนี้กลับไม่อาจปล่อยไปได้
เมิ่งเซวียนกดเกราะอ่อนที่ตนสวมไว้ด้านใน สีหน้าไม่น่ามองเช่นเดียวกัน เกราะอ่อนเป็ของที่บิดาเตรียมไว้ให้เขา อยู่ในแดนลับมายี่สิบเก้าปี เขาไม่เคยทำเสีย แต่วันนี้กลับถูกทำลาย!
“ดูไม่ออกเชียว ดวงพวกเ้านี่แข็งเอาการ!” หลิ่วเทียนฉียกมุมปากเย้ยหยัน ดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหารโเี้ รอบกายไอเย็นเยียบผุดขึ้นมา พลังที่เดิมระดับสร้างรากฐาน่ปลายจึงป่ายปีนขึ้นมา ยกระดับไปถึงระดับดวงปราณ แสงสีทองคุ้มกันร่างสายหนึ่งล้อมรอบร่างของเขาไว้อย่างรวดเร็ว
“เ้า เ้าเป็ เ้าเป็ระดับดวงปราณ...” เสิ่นเหยียนไม่อยากเชื่อ เขาเบิกตาโต ไม่กล้าเชื่อทุกสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า
“ที่แท้เป็เช่นนี้!” เห็นหลิ่วเทียนฉีเผยพลังวัตรระดับดวงปราณออกมา เมิ่งเซวียนกลับนิ่งสงบ มิน่า ก่อนหน้านี้เขาถึงรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ที่แท้อีกฝ่ายซ่อนพลังเอาไว้ อันที่จริง ชั่วพริบตาหนึ่งเขาเกิดลังเลขึ้นมา คิดอยากจากไป แต่เขารู้ ฉานเอ๋อร์ น้องสาวของเขาั้แ่เล็กถูกท่านปู่ตามใจจนเสียคน คราวนี้ หากไม่แก้แค้นให้ฉานเอ๋อร์ ฉานเอ๋อร์ไม่มีทางเลิกราโดยดีแน่ ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่ลังเล สมควรตายนัก เขาควรพาฉานเอ๋อร์จากไป หากไปล่ะก็ ฉานเอ๋อร์ต้องไม่ตายอยู่แล้ว! มาคิดเอาตอนนี้ เมิ่งเซวียนนึกเสียใจอยู่บ้าง!
“ในเมื่อไม่ยินดีไป ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้อง!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางโยนลูกบอลวารีใหญ่ออกมาสองลูก ขว้างเข้าใส่ทั้งสองคน
“อา!” เสิ่นเหยียนเผชิญหน้ากับการโจมตีของหลิ่วเทียนฉีก็สูดลมหายใจเฮือก รีบปล่อยสัตว์อสูรห้าตัวในถุงเลี้ยงอสูรออกมา ให้พวกมันเข้าไปขวางการโจมตี
เมิ่งเซวียนเอาลูกประคำเส้นหนึ่งออกมาโยนขวางการโจมตีครั้งนี้ไว้
“เอ๋งๆ...” หมาป่าเนตรครามตัวหนึ่งขวางการโจมตีให้เสิ่นเหยียน เขาถึงกับหอบหายใจ เมื่อได้สติกลับมา คิดอยากไปช่วยเมิ่งเซวียนโจมตีหลิ่วเทียนฉีด้วยกัน เฉียวรุ่ยกลับยืนอยู่ตรงหน้า
“จะสู้ก็สู้กับข้า สองคนรุมคนเดียวนับว่าสามารถอะไรเล่า?” เฉียวรุ่ยเช็ดคราบน้ำมันที่มุมปาก เท้าเอวพลางเหลือบมองอีกฝ่าย
“เฮอะ อย่างเ้าคิดสู้กับข้า?” เสิ่นเหยียนมองบนจรดล่าง ประเมินเฉียวรุ่ยรอบหนึ่งด้วยสีหน้าดูแคลน
“เดิมทีข้าไม่อยากสู้กับเ้า แต่เห็นเ้าพาของน่าอร่อยมามากปานนี้ ข้ากลัวว่าหากข้าไม่สู้ด้วย อีกเดี๋ยวเทียนฉีอัดอสูรเลี้ยงของเ้าเป็เช่นนี้เสียหมด มันน่าเสียดายเกินไป!” เฉียวรุ่ยมองหมาป่าเนตรครามที่ถูกอัดแขนขากระจาย กระทั่งศพยังอยู่ไม่ครบพื้นทีหนึ่ง นึกปวดใจอยู่บ้าง ในใจคิด ‘เทียนฉีใช้ชีวิตไม่เป็เกินไปแล้ว สัตว์อสูรในป่ามีน้อยปานนี้ ไม่ง่ายกว่าจะมีส่งมาถึงประตู ไม่รู้จักลงมือเบาๆ เสียเลย’
“เ้า เ้ารนหาที่ตาย!” ได้ยินคำพูดของเฉียวรุ่ย เสิ่นเหยียนก็ยิ่งโกรธ ใบหน้าดำครึ้ม ให้สัตว์อสูรสี่ตัวที่เหลือโจมตีเข้าใส่อีกฝ่ายทันที
สัตว์อสูรสี่ตัวที่เหลือมีหมาป่าลมกรดขั้นสาม หมีไร้หางขั้นสาม กระทิงขนขั้นสามและสุกรธนูขั้นสาม
หนึ่งต่อสี่ เฉียวรุ่ยรับศึกอย่างไร้แรงกดดัน เหวี่ยงกำปั้นเหล็กคู่ออกมาต่อยสัตว์อสูรดุร้ายในทันที
--------------------------------------------------------------
1 เป็สำนวน หมายถึง แสร้งทำเป็มีเงินหรือมีความสามารถ
