ทักษะการเล่นหมากของซูเฉียวเยว่ร้ายกาจยิ่งกว่าซูอิ้งเยว่จนได้รับบันทึกเป็สถิติใหม่ของสำนักศึกษาสตรี ประกอบกับมีเวลาฝึกฝนอีกหนึ่งปี นางย่อมจะรุดหน้ายิ่งกว่าเดิมไม่น้อย ให้นางมาลงแข่ง เห็นได้ชัดว่าเป็การตบหน้าฝ่ายตรงข้ามซ้ำอีกครา
ในเมื่อเฉียวเยว่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ของทางคณะทูตซีเหลียงได้ พวกเขาย่อมสามารถวิเคราะห์ฝ่ายของพวกนางได้เช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้จึงสร้างความกดดันให้แก่พวกเขาอย่างหนัก เพราะซูเฉียวเยว่แข็งแกร่งมาก แต่จะแกร่งถึงระดับใดพวกเขาหารู้ไม่
นี่คือผลลัพธ์ของการฝึกปรือและได้ฟังได้เห็นมาั้แ่เล็กแต่น้อย ต้องบอกว่าที่ซูเฉียวเยว่เก่งกล้าเช่นทุกวันนี้ได้ก็เพราะนางมีท่านตาผู้ปราดเปรื่องปรีชา ชื่อเสียงของอาจารย์ฉีไม่เพียงแต่โด่งดังในต้าฉี ยังเลื่องลือไปถึงซีเหลียง
เมื่อครั้งยังหนุ่มเขาเคยไปเป็ทูตไปซีเหลียง และทำลายค่ายกลฉีเหมินตุ้นจย่าของซีเหลียงจนชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว
ส่วนเฉียวเยว่ก็ติดตามข้างกายเขาั้แ่ยังเล็ก ร่วมออกท่องเที่ยวแสวงหาประสบการณ์ถึงสองปีกว่า ความสามารถของนางจะเก่งกล้าเพียงใดก็สุดที่จะคะเนได้
บัดนี้เฉียวเยว่นั่งอยู่หน้ากระดานหมาก เอ่ยถามเสียงเรียบ "เริ่มเลยหรือไม่?"
คุณชายวัยสิบแปดสิบเก้าปีนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของนาง ทั้งสองต่างไม่มีใครยอมใคร เริ่มการแข่งขันทันที
แม้ทุกคนจะรู้สึกว่าเฉียวเยว่ร้ายกาจมาก แต่เฉียวเยว่เองกลับมิกล้าชะล่าใจ ในโลกนี้เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน นางจะทะนงในความเก่งกล้าของตนเองไม่ได้เป็อันขาด
เฉียวเยว่เดินหมากอย่างระมัดระวัง ไม่ผ่อนคลายแม้แต่ก้าวเดียว
พูดด้วยใจเป็กลาง ฝ่ายตรงข้ามก็เป็ยอดฝีมือคนหนึ่ง ทั้งสองโต้ตอบกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร เพื่อเลี่ยงมิให้มีคนนอกชี้นำ นอกจากเ้าหน้าที่ของกรมพิธีการของทั้งสองแคว้น ก็ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้สนามแข่ง แต่มีจำลองการเดินหมากระหว่างเฉียวเยว่กับชายหนุ่มบนเวทีขนาดใหญ่ให้คนอื่นๆ ได้ชม
"ต้าฉี ชนะ"
มุมปากของเฉียวเยว่โค้งขึ้นเป็รอยยิ้มอ่อนจางแทบจะมองไม่เห็น นางลุกขึ้นค้อมกายคำนับ ก่อนจะกลับไปที่ของตนเองแล้วเช็ดเหงื่อ พูดตามตรง นางชนะมาได้อย่างหืดขึ้นคอ พลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียวจริงๆ
ดีที่ชนะ
ฮ่องเต้แย้มพระสรวลน้อยๆ มองไปยังคณะทูต "ชนะสามในห้าการแข่งขัน อันที่จริงก็ตัดสินผลแพ้ชนะได้แล้ว ไม่ทราบว่าแคว้นของท่านจะแข่งต่อหรือไม่"
แม้ว่าสามต่อศูนย์ก็แย่แล้ว แต่ยังดีกว่าห้าต่อศูนย์กระมัง?
ทุกคนต่างหันไปมองคณะทูต เหล่าคณาจารย์และลูกศิษย์จากซีเหลียงทุกคนล้วนหน้าแดง ยกเว้นแต่องค์ชายเก้าเพียงพระองค์เดียวที่ยังคงวางเฉย
"ไหนๆ ก็แพ้มาแล้วสามการแข่งขัน ไม่จำเป็ต้องนำพาอีกสองรายการที่เหลือ คิดเสียว่ามาเปิดหูเปิดตากับความเก่งกล้าสามารถของต้าฉีก็แล้วกัน" พูดมาถึงตรงนี้ก็อมยิ้ม "การแข่งขันถัดไปคงไม่ใช่คุณหนูสกุลซูทั้งสองท่านแล้วกระมัง จะว่าไปคุณหนูสกุลซูสองท่านนี้มีทั้งสติปัญญาและไหวพริบเป็เลิศโดยแท้"
เฉียวเยว่หยิกหรงฉางเกอที่อยู่ข้างกาย หรงฉางเกอเริ่มฉลาดขึ้นบ้างแล้ว นางแสดงให้เห็นว่าเข้าใจ "การแข่งขันต่อไปไม่ว่าจะเป็อะไร ข้าขอลงเอง"
นางเอ่ยวาจาฉาดฉานไม่เกรงใจแม้แต่น้อย "ตอนสอบเข้าสำนักศึกษาสตรีข้าสอบไม่ผ่าน พูดให้ง่ายก็คือเป็เด็กฝากเข้ามาเรียน แต่เมื่อพวกเ้าเลือกข้า ข้าก็จะไม่อ่อนข้อ และจะทำให้พวกเ้าเห็นว่าต้าฉีของเราต่อให้เป็นักเรียนหญิงที่สอบเข้าสำนักศึกษาสตรีไม่ผ่าน ก็ยังคงไม่ด้อยแม้แต่ส่วนเสี้ยว"
น่าประทับใจจริงๆ เฉียวเยว่ยังอยากปรบมือให้แก่นาง
แท้จริงแล้วที่นางหยิกหรงฉางเกอให้ออกไปก็เพื่อให้นางได้ลงแข่ง ภายใต้สถานการณ์ปรกติ การแข่งขันถัดไปจะต้องมีการเปลี่ยนสถานที่ เมื่อต้องไปที่สนามหญ้า ก็คงจะเป็รายการที่เป็จุดแข็งของหรงฉางเกอ
"เมื่อเป็เช่นนี้ ก็แข่งต่อเถิด" องค์ชายเก้าอมยิ้ม
"การแข่งขันที่สี่ ขี่ม้ายิงธนู"
ไม่ผิดจากที่คาดไว้ ต้องไปยังสนามประลอง
การแข่งขันนี้จะเริ่ม่บ่าย หรงฉางเกออาศัย่เที่ยงวันลากเฉียวเยว่มาถาม "เ้ารู้รายการที่จะแข่งต่อไปใช่หรือไม่ ถึงหยิกให้ข้าออกไป"
เฉียวเยว่ทอยิ้มอ่อนๆ "ข้าวิเคราะห์เอาน่ะ"
หรงฉางเกออึ้งเล็กน้อย "วิเคราะห์อันใด?"
เฉียวเยว่เห็นนางทำสีหน้างุนงง พลันรู้สึกว่านางไม่น่าชังเหมือนในอดีตแล้ว แม้คนผู้นี้จะเคยทำร้ายตนเองมาก่อน แต่ด้วยเหตุผลแล้วก็เป็เื่ที่สามารถเข้าใจได้
"การแข่งขันในอุทยานทั้งสามอย่างล้วนแต่เป็การแข่งขันด้านบุ๋นไปแล้ว การแข่งขันต่อไปต้องเป็อย่างอื่นแน่นอน เมื่อมีสนามหญ้า ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่มีรายการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้นฝ่าาตรัสไว้ชัดเจนว่าไม่มีพระประสงค์จะเปลี่ยนสถานที่ ข้าก็ไม่แน่ใจว่าการแข่งขันต่อไปจะเป็ขี่ม้ายิงธนู แต่เมื่อไปที่สนามหญ้า ก็ต้องให้เ้าลงแข่งแน่นอน นอกจากนี้ข้าแข่งไปสองอย่างแล้ว ไม่อาจออกโรงได้อีก ตอนเ้าผลุนผลันออกไป สถานการณ์ของพวกเราก็มั่นคงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังชนะสามในห้า อย่างไรเสียพวกเราก็ชนะแล้ว ต่อให้เ้าแพ้ก็ไม่เป็ไร การแข่งขันต่อไปไม่ว่าจะแข่งอะไรก็ไม่สำคัญ"
ประโยคสุดท้ายเฉียวเยว่พูดแกมล้อเลียน แต่หรงฉางเกอกลับค้อนควักใส่นางอย่างแรง
"เ้ามันน่าชังนัก แพ้ก็ไม่เป็ไรคืออันใด หากขี่ม้ายิงธนูยังแพ้ ข้าก็งี่เง่าที่สุดในใต้หล้าแล้วล่ะ ต่อไปข้าจะไม่เป็ศัตรูกับเ้าอีกแล้ว จะหมั่นเพียรฝึกฝนทุกวันเลย" หรงฉางเกอแค่นเสียงฮึดฮัด หากไม่กลัวว่าจะมีผลกระทบต่องานใหญ่ นางคงต้องคุยกับเฉียวเยว่ให้รู้เื่
เฉียวเยว่กระดกมุมปาก "จริงหรือ เช่นนั้นก็ต้องพยายามเข้าล่ะ ข้าว่าเมื่อเช้าพวกเขาแพ้ไปสามรายการ หน้าตาศักดิ์ศรีไม่มีเหลือแล้ว คงต้องเอาคืนสักอย่างเป็แน่"
หรงฉางเกอ "หึๆ ั้แ่เล็กข้าทำอะไรไม่ได้เื่สักอย่าง มีแต่เื่นี้ที่ทำให้ข้าค้นพบตนเอง เ้าคิดว่าข้าไหวหรือเปล่าล่ะ?"
เฉียวเยว่ยกยิ้ม "แต่ข้าคิดว่าพวกเขาคงจะไม่ส่งบุรุษมาแข่งกับเ้า หนึ่งการทำเช่นนี้เป็การรังแกคนที่น่ารังเกียจ สองหากบุรุษพ่ายแพ้ ก็จะยิ่งเสียหน้าไปใหญ่ ด้วยเหตุนี้เป็สตรีจึงเหมาะสมกว่าอยู่แล้ว"
หรงฉางเกอยิ่งฮึกเหิมในชั่วพริบตา "ข้าต้องจัดการพวกเขาได้แน่"
แม้ว่าคนที่แข่งขันจะเป็แม่นางน้อยอายุไม่มาก แต่เมื่อเกี่ยวพันถึงศักดิ์ศรีของสองแคว้น ย่อมจะมีหลายอย่างที่แตกต่างกัน ในสนามรบชุดเกราะทหารส่องประกายเจิดจรัส ธงรบโบกสะบัด มองไปไกลสุดลูกหูลูกตา
เฉียวเยว่มองหรงฉางเกอชนะติดกันสองสามครา แล้วลอบมองฮ่องเต้อยู่เงียบๆ พระองค์ดูเหมือนจะอารมณ์ดี แม้พระพักตร์จะไม่ปรากฏรอยแย้มพระสรวลมากนัก ดูค่อนข้างจะนิ่งเฉย แต่ความอ่อนโยนที่หว่างพระขนงกับสายพระเนตรกลับบ่งบอกอย่างชัดเจน
ทว่าฝ่าาอารมณ์ดีก็มิได้หมายความว่าทุกคนจะอารมณ์ดีเหมือนกันหมด เมื่อมองไปทางซีเหลียง ทางนั้นแทบอยากจะกัดพวกเขาให้ตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด
พ่ายแพ้ต่อเนื่องกันถึงสี่การประลอง คนธรรมดาก็อัปยศแย่แล้ว นับประสาอันใดกับซีเหลียงทั้งแคว้น
องค์ชายสี่หน้าแดงเป็สีตับหมู ผู้ติดตามคนอื่นๆ ต่างเหงื่อตกกันเป็แถว เฉียวเยว่เห็นแล้วก็วิตกแทนพวกเขา
หากถามว่ามีใครที่สุขุมกว่าผู้อื่น ก็คงเป็องค์ชายเก้ามู่หรงจิ่ว สายตาของมู่หรงจิ่วแทบจะอยู่ที่หรงจ้านตลอดเวลา พูดตามตรง เฉียวเยว่ไม่ชอบสายตาของเขาเป็อย่างยิ่ง
แม้คนผู้นี้จะดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยความเอื้ออารี แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรเฉียวเยว่ก็รู้สึกว่าเขาเป็โรคจิตคนหนึ่ง
ความวิปริตของพี่จ้านแสดงออกมาให้เห็นภายนอก แต่คนผู้นี้วิปริตจากภายใน เขาซ่อนเร้นตัวตนได้อย่างดีเยี่ยม แต่ถึงจะเป็เช่นนั้นก็มิได้หมายความว่าผู้อื่นจะดูไม่ออก อย่างน้อยก็เฉียวเยว่คนหนึ่ง
จะว่าไปหากให้คนนอกมองออก ก็คงน่าขันแย่
หรงจ้านมองอย่างเฉยเมยราวกับมารร้ายที่ไม่แปดเปื้อนธุลีแห่งแดนโลกีย์ ส่วนมู่หรงจิ่วก็จดจ้องหรงจ้าน ราวกับกลัวว่าเขาจะมีปัญหาอันใด และขณะเดียวกันก็รอเป็ตั๊กแตนจับจักจั่นนกขมิ้นอยู่ข้างหลัง [1]
ดวงตาคู่ที่อยู่ด้านหลังของมู่หรงจิ่วก็คือซูเฉียวเยว่ ดวงหน้าน้อยถมึงทึงจดจ้องมู่หรงจิ่วอย่างหวาดระแวง
ผู้อื่นอาจไม่สังเกตเห็น แต่ฮ่องเต้ประทับอยู่บนที่สูง สามารถทอดพระเนตรเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
มุมพระโอษฐ์โค้งขึ้นเล็กน้อย ตรัสกับรัชทายาทที่อยู่ข้างพระวรกาย "น้องสาวของเ้าคนนี้เลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่งใช่หรือไม่?"
รัชทายาทมองไปตามสายพระเนตรของฮ่องเต้ พบว่าคนที่พระองค์ตรัสถึงคือเฉียวเยว่ ก็ยกยิ้มเอ่ยว่า "เสด็จพ่อทรงปรีชา เฉียวเยว่เลี้ยงสุนัขตัวหนึ่งจริง เป็ลูกของสุนัขทรงเลี้ยงของเสด็จย่า ชื่อว่าเสี่ยวไป๋ หลายปีก่อนที่เรือนสามสกุลซูออกเดินทางยังพามันไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
รัชทายาทเกิดความสงสัย "เหตุใดเสด็จพ่อถามถึงหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
ฮ่องเต้หัวเราะ เดิมทีพระองค์ก็เพียงแค่ถามเล่นไปอย่างนั้นเอง แต่ไม่นึกว่ารัชทายาทจะเล่าอย่างเอาจริงเอาจัง แต่พระองค์ก็ไม่คิดจะอธิบายใดๆ เพียงตรัสว่า "ไม่มีอันใด เพียงรู้สึกว่าพฤติกรรมของนางน่าขันดี"
รัชทายาทมองเฉียวเยว่อย่างอ่อนโยน "นางน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ั้แ่เล็ก"
ฮ่องเต้มองรัชทายาทอย่างมีความหมายซ่อนเร้น
รัชทายาทอมยิ้ม เอ่ยขึ้นทันควัน "ลูกหาได้มีความคิดเป็อื่น ลูกเห็นเฉียวเยว่เป็น้องสาวที่แสนดีคนหนึ่ง ชัดเจนโปร่งใส ชวนให้คนอยากจะปกป้องตลอดไป"
ฮ่องเต้เคาะเก้าอี้ัเบาๆ พระสุรเสียงเบามาก "ชัดเจนโปร่งใส?"
รัชทายาทพยักหน้า "นางไร้เดียงสายิ่ง เป็เด็กน้อยที่น่ารัก"
ในสายตาของรัชทายาท ไม่ว่าเฉียวเยว่จะเติบโตแค่ไหน นางก็ยังคงเป็กระต่ายอ้วนตัวน้อยขวบสองขวบที่ฟันยังขึ้นไม่ครบที่เข้ามาจุมพิตเขา เป็น้องสาวที่น่ารักไร้เดียงสาและแสนดีที่สุด
"เรารู้สึกว่า... คนที่ไร้เดียงสาแท้จริงแล้วคือเ้ามากกว่า"
คำกล่าวที่เหลือไม่จำเป็ต้องพูดมาก
รัชทายาทมองเฉียวเยว่ เห็นดวงตาลุกวาวด้วยความจงเกลียดจงชังของนาง จดจ้องคณะทูตซีเหลียง โดยไม่นำพากฎเกณฑ์มารยาทใดๆ
"เสแสร้ง... หรือ?"
เขาเองยังไม่อยากเชื่อ
"นางไม่โง่ เ้าคะเนดู สายตาเช่นนี้ของนางหมายความว่าอะไร เ้าเห็นลักษณะเด่นของศิษย์หญิงของสำนักศึกษาสตรีวันนี้แล้ว ยังคิดไม่ออกอีกรึ?"
รัชทายาทเงียบลงไป
ฮ่องเต้ตรัสเสียงเบา "แม่นางน้อยสองคนของเรือนสามสกุลซูไม่ธรรมดาสักคน ซูเฉียวเยว่มากแผนการ ซูอิ้งเยว่ก็ไม่น้อยไปกว่าหรอก"
รัชทายาทมองฮ่องเต้อย่างงุนงง ฝ่าาไม่ตรัสคำใดอีก
"เ้าเชื่อสิ เด็กที่ราชครูฉีกับซานหลางอบรมสั่งสอน ต้องแตกต่างจากที่แสดงออกมาให้เห็นอยู่แล้ว"
รัชทายาททอยิ้มน้อยๆ "เสด็จพ่อตรัสถูกต้อง แต่หากอาจารย์ได้ยินเข้าอาจไม่พอใจ"
"พวกเขาไม่ถือสาหรอก"
หัวข้อสนทนายุติเพียงเท่านี้
เฉียวเยว่วิ่งไปข้างกายของหรงจ้านด้วยความเร็วอย่างที่คิดว่าผู้อื่นจะไม่เห็น แล้วฟ้องอย่างจริงจัง "พี่จ้านเ้าคะ เ้าวายร้ายผู้นั้นมองท่านอีกแล้ว"
หลังจากนั้นก็ขยับไปข้างหน้าขวางหรงจ้านเอาไว้ เพียงแต่เด็กตัวกะเปี๊ยกเช่นนางไหนเลยจะบังหรงจ้านมิด
ดูแล้วทั้งตลกทั้งน่าขันจริงๆ
เฉียวเยว่จ้องมู่หรงจิ่วอย่างเอาเป็เอาตาย แสดงท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์
"เฉียวเยว่จะปกป้องข้าหรือ?" หรงจ้านยิ้มน้อยๆ
"แน่นอน"
เฉียวเยว่ถลึงตาใส่มู่หรงจิ่ว
มุมปากของมู่หรงจิ่วโค้งขึ้นคล้ายกำลังยิ้ม แต่เฉียวเยว่อ่านรูปปากของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนกำลังพูดว่า... ปัญญาอ่อนเป็บ้า
เพ้ย คนสารเลว เ้าด่าใครฮึ!
...
[1] ตั๊กแตนจับจักจั่นนกขมิ้นอยู่ด้านหลัง มักใช้เป็ความเปรียบคนที่วิสัยทัศน์สั้นมองแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า โดยไม่ระวังภัย
ร้ายในระยะยาว หรือคนที่จ้องจะคิดบัญชีผู้อื่น แต่หลงลืมไปว่ายังมีคนที่จ้องคิดบัญชีตนเองอยู่เช่นกัน
