บทที่3
ครั้งแรกของการพบกัน
“ปกติคุณแม่ไม่เคยมาหาเราสองคนระหว่างอาทิตย์แบบนี้ มาแบบไม่มีคุณพ่อด้วย มีอะไรใช่ไหมคะ” พราวรดาน้องเล็กของบ้านรู้สึกไม่สบายใจกับการมาของมารดา
“ใช่จ้ารดา ลูกเดาถูก ตอนนี้ที่บ้านของเรากำลังมีปัญหา คุณพ่อทำธุรกิจเื่ที่ดิน เพื่อนของคุณพ่อเล่นไม่ซื่อ สถานการณ์ทางการเงินของเรากำลังแย่ ถึงขั้นที่เราอาจต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่” เพ็ญแขเริ่มเล่าแบบรวบรัด
“พวกเราจะช่วยอะไรคุณพ่อได้บ้างคะ” พิมพกานต์เอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยบิดาผู้เป็ที่รักของเธอ
“ตอนนี้คุณพ่อมีทางเลือกสามทาง”
“อะไรบ้างคะคุณแม่” รดาเร่งเร้ามารดา
“ทางแรก คุณพ่อต้องยอมขายที่ดินที่โดนหลอกให้ซื้อ ขายให้เพื่อนที่หลอและพักพวกของมัน ในราคาที่ขาดทุน ซึ่งทางเลือกนี้คุณพ่อไม่อยากเลือกที่สุด แต่มันจะช่วยให้เราพอมีเงินมารักษากิจการของครอบครัวเราไว้”
“เท่ากับเราก็แพ้ไอ้เพื่อนขี้โกงของคุณพ่อสิคะ” รดาควันออกหู เธออยากจะจัดการเพื่อนขี้โกงแก้แค้นให้บิดาจัง
“ใจเย็นรดา ฟังคุณแม่พูดให้จบก่อน” พิมพกานต์คิดว่าทางเลือกที่สองและสามต้องดีกว่าทางเลือกแรกแน่ๆ
“ทางเลือกที่สอง คุณพ่อจะเอาที่ดินไปจำนำเพื่อน แต่เพื่อนคนนั้นให้ข้อเสนอว่า จะรับจำนำที่ดินแบบไม่คิดดอกเบี้ย แต่จะต้องให้ครอบครัวของเขากับเราเป็ดองกัน”
“อะไรนะ!” สองพี่น้องถามด้วยความใพร้อมกัน
“ลูกได้ยินถูกแล้ว ทางครอบครัวนั้นเสนอต่อว่าถ้าเขามีหลานเมื่อไร จะคืนที่ดินทั้งหมดให้พ่อ เพื่อเป็การรับขวัญหลาน โดยไม่เอาเงินคืนแหมแต่บาทเดียว”
“ทำไมเขาถึงอยาก... เป็ดองกับครอบครัวเราล่ะคะคุณแม่” พิมพกานต์คิดไม่ออกว่าครอบครัวนั้นจะมีเหตุผลอะไร เพราะว่าครอบครัวของเธอไม่ใช่ครอบครัวร่ำรวยอะไรมาก และกำลังอยู่ใน่ขาลงด้วยซ้ำ
“แม่กับคุณพ่อคิดว่ามันมีหลายเหตุผลด้วยกัน แต่เหตุผลที่สำคัญก็คงเป็เพราะครอบครัวเราเป็ตระกูลเก่า นามสกุลของเราน่าจะเป็ใบเบิกทางในธุรกิจ และเป็หน้าตาให้กับครอบครัวเขาได้”
“หวังแต่ประโยชน์กันทั้งนั้น” รดาเบ้ปากให้กับเื่ที่ฟัง
“ทางเลือกนี้คุณพ่อก็ไม่อยากเลือก แต่แม่บอกกับลูกๆตรงๆว่ามันน่าจะเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด ถ้าลูกเต็มใจ”
“แล้วคุณแม่จะให้ใครไปแต่งกับลูกชายเขาล่ะคะ หรือให้เขาเลือกเอาเลยว่าจะเอาใคร แบบชี้นิ้วเลือกตามใจชอบ” รดากอดอกแสดงอาการหัวฟัดหัวเวี่ยง
“เขาบอกว่า้าสายเืของคุณพ่อ แม่ต้องขอโทษพิมพ์นะลูก ที่ต้องพูดแบบนี้” เพ็ญแขคว้ามือลูกสาวคนโตมาจับด้วยห่วงความรู้สึก
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะคุณแม่ พิมพ์ไม่คิดมากกับเื่แค่นี้แน่นอนค่ะ ตอนนี้ความทุกข์ของคุณพ่อสำคัญที่สุด”
“แต่รดาไม่แต่ง ให้ตายก็ไม่แต่ง ไม่ได้รักกันเสียหน่อย จะให้ไปอยู่ด้วยกันทั้งชีวิต มีหวังตายทั้งเป็ คุณแม่บอกทางเลือกที่สามหน่อยนะคะ เผื่อมันจะดูดีกว่าสองทางที่ไม่น่าเลือกเลย”
“ทางเลือกที่สาม เราคงต้องยอมกอดที่ดินไว้ แล้วค่อยๆปลดพนักงาน ยุบสาขา ชีวิตความเป็อยู่ เราก็คงต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น ซึ่งแม่รู้ว่าทางเลือกนี้จะสร้างความเ็ปให้คุณพ่อ คุณพ่อรักเต็นท์รถทุกสาขา ห่วงครอบครัวของพนักงานทุกคน ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับลูกนะ รดา”
“คุณแม่คะถ้ารดาไม่อยากแต่ง พอมีทางที่พิมพ์จะทำแทนน้องได้ไหมคะ” พิมพกานต์รู้อยู่เต็มอก ว่าน้องสาวของเธอมีคนรักอยู่แล้ว รดาคงเสียใจมาก ถ้าต้องเลิกรากับคนรักของเธอและไปแต่งงานกับใครก็ไม่รู้
“เื่พิมพ์นอกจากคนในครอบครัวเรา ก็ไม่มีใครรู้ แต่พ่อกับแม่ก็ไม่อยากไปโกหกเขา ถ้ารดาเต็มใจ แต่ถ้าพิมพ์เต็มใจจะช่วยคุณพ่อ ไม่น่าจะมีปัญหา”
“พี่พิมพ์...ทำไมพี่ถึงจะยอม” รดารู้สึกผิดและสงสารพี่สาว
“พี่โอเค ชีวิตพี่โตมาเป็คนได้ก็เพราะคุณพ่อ ทุกวันนี้พี่ก็ไม่ได้รู้สึกรักใครเป็พิเศษ อยู่ๆกันไปเดี๋ยวก็คงรักกันเอง ไม่ต้องคิดมากพี่เต็มใจ ดีจะตายอยู่ดีๆก็จะได้มีสามีไม่ต้องเสียเวลาหาเองเลย” พิมพกานต์ฝืนยิ้มเพื่อให้ทุกคนสบายใจแม้ภายในจะรู้สึกกลัวในสิ่งที่ตัวเองรับปากไป
“แน่ใจนะลูก แม่กับคุณพ่อยอมรับในการตัดสินใจของลูกนะ” เพ็ญแขอดเป็ห่วงความรู้สึกของลูกสาวคนโตไม่ได้ ถึงแม้การตัดสินใจของเธอจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี กว่าที่เป็อยู่ตอนนี้ก็ตาม
“แน่ใจค่ะ บอกข่าวดีคุณพ่อได้เลยค่ะ ฝากคุณแม่บอกคุณพ่อด้วย ว่าพิมพ์เต็มใจที่สุด คุณพ่อสบายใจได้ ความสุขของพิมพ์คือการเห็นครอบครัวของเรามีความสุข และพิมพ์จะไม่มีทางยอมให้ครอบครัวของเราต้องเสียความสุขนี้ไปแน่นอนค่ะ”
สามคนแม่ลูกจับมือกันอย่างเข้าใจ ในเวลานี้ความทุกข์ของหัวหน้าครอบครัว คือความทุกข์ของทุกคน ตัวพิมพกานต์เองก็ถือว่าครั้งนี้เป็โอกาสที่ดี ที่เธอจะได้ตอบแทนพระคุณความรักที่บิดามีให้เธอมาตลอดแม้เธอจะไม่ใช่สายเืของเขา
เพ็ญแขกลับบ้านเพื่อบอกข่าวดีให้กับสามี โดยเธอยืนยันว่าทุกการตัดสินใจ พิมพกานต์เต็มใจ และยินดีอย่างยิ่งที่จะทำให้ครอบครัวพ้นจากความทุกข์นี้
ภาณุโทรศัพท์เพื่อตกลงในข้อเสนอที่นิรุตให้ โดยจะยอมให้ลูกสาวคนโตแต่งงานกับลูกชายของคนปลายสาย เพียงแต่อยากจะขอเวลา ให้พิมพกานต์เรียนจบก่อนซึ่งก็ไม่กี่เดือน และอยากให้เด็กทั้งสองได้รู้จักกันมากกว่านี้
“เย็นวันเสาร์ นายพาครอบครัวมากินมื้อเย็นที่บ้านเรา เ้าว่านลูกชายเรากับลูกสาวคนโตนายจะได้มีโอกาสได้เจอกัน”
นิรุตอยากให้ลูกชายได้เจอกับพิมพกานต์ เพราะตัวเขาเคยเห็นลูกสาวทั้งสองของเพื่อนแล้ว ต่างก็มีหน้าสวยงามเหมือนผู้เป็แม่ คนโตจะสวยกว่าคนน้องก็ตรงที่ขาวกว่า คนเล็กรับผิวของผู้เป็พ่อมาเต็มๆ
“ก็ดีเหมือนกัน เผื่อลูกชายนายเห็นลูกสาวเรา อาจจะไม่ถูกใจก็เป็ได้” ภาณุอยากให้เป็อย่างนั้น
“ไม่มีทาง ลูกเราต้องเชื่อในสิ่งที่พ่อแม่คิดว่าดี ส่วนเื่ที่ดินเอาไว้หลังจากวันนั้น เราค่อยคุยกันนอกรอบ ไม่อยากให้เด็กๆ รู้สึกเหมือนเป็สินค้าต่องรอง” นิรุตตั้งใจจะให้ราคาจำนำที่ดินมากกว่าที่ภาณุจะขายได้ เพราะจะได้พอกับการรักษาธุรกิจเต็นท์รถให้อยู่ได้ครบทุกสาขา
ภาณุรู้สึกดีใจที่หาทางแก้ปัญหาได้ โดยไม่ต้องทำร้ายพนักงาน ไม่ต้องยอมทำตามแผนวิชัย โดยการขายที่ดินในราคาที่ถูก แต่เขาก็อดสงสารลูกสาวคนโตไม่ได้ ได้แต่ภาวนาให้ว่านน้ำเห็นหน้าพิมพกานต์แล้วไม่พอใจ แต่มันก็เป็ไปได้อยาก เพราะเธอทั้งสวย น่ารัก กริยามารยาทก็ดี
เมื่อถึงเวลานัดหมาย เพ็ญแขจัดการแต่งเนื้อแต่งตัวให้พิมพกานต์อย่างสวยงามที่สุด แต่การไปครั้งนี้พลอยรดาขอตัว โดยแกล้งไม่สบาย เพราะไม่อยากเห็นหน้าเพื่อนที่ไม่ช่วยเหลือพ่อแบบไม่มีข้อแม้ เธอรู้ตัวว่าเป็คนเก็บอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ ถ้าไปกลัวจะไปทำให้ทุกอย่างแย่ลง
“สวัสดีค่ะคุณอานิรุต คุณอาสุชาดา” พิมพกานต์กระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม
“สวัสดีจ๊ะหนูพิมพกานต์ น่ารักกว่าตอนเด็กๆอีกนะ” นิรุตเคยเห็นเธอั้แ่ตอนเพิ่งเข้าโรงเรียนใหม่ๆ
“ขอบคุณค่ะคุณอา คุณอาเรียกพิมพ์เฉยๆก็ได้ค่ะ” คนชมส่งยิ้มหวานแบบมีมารยาทให้ผู้ใหญ่ทั้งสอง
“เอ้า!..และลูกชายนายล่ะ” ภาณุมองหาคนสำคัญของงานนี้อีกคน
“รออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้วค่ะ คงจะอายเลยไม่กล้ามาต้อนรับ” สุชาดาแก้ตัวแทนลูกชายที่ทำตัวดูไม่มีมารยาท
ทั้งห้าคนเดินผ่านประปูไม้สักลายั ที่สั่งทำจากประเทศจีนราคาหลายแสน มายังห้องอาหารของบ้านหรือจะเรียกว่าคฤหาสน์น่าจะถูกกว่า
“สวัสดีครับคุณลุงและคุณป้า” ว่านน้ำลุกจากเก้าอี้ทักทายสวัสดีแขกผู้ใหญ่ทั้งสองคน โดยที่ไม่ทันได้สังเกตว่าทุกสายตากำลังจับจ้องเขา ที่เอาแต่มองพิมพกานต์ไม่วางตา
“เอิ่ม ๆ ...” นิรุตกระแอมในคอ เพื่อให้ลูกชายละสายตาจากหญิงสาวเสียที
“สวัสดีค่ะ” พิมพกานต์ยกมือไหว้ว่านน้ำเพราะเธออายุน้อยกว่า
เชิญนั่งกันได้เลยจ๊ะ ไม่รู้ว่าชอบกินอะไรกันบ้าง บ้านเราทำธุรกิจเกี่ยวกับทะเล ก็จะมีอาหารทะเลเยอะหน่อย มีใครแพ้อาหารทะเลไหมจ๊ะ สุชาดาพยายามชวนคุย
“ไม่มีใครแพ้ มีแต่คนชอบมากค่ะ พิมพ์เขาชอบปูกับกุ้งเป็ที่สุดเลย ต้องพากันไปกินเกือบทุกอาทิตย์ ” เพ็ญแข ตอบตามความจริง ลูกสาวคนโตของเธอชอบกินปูทุกชนิดทุกเมนู ถ้าได้เป็สะใภ้บ้านนี้จริงๆ คงกินจนสาแก่ใจเลย
“พี่ชื่อว่านน้ำ เรียกพี่ว่านเฉยๆก็ได้” ว่านน้ำแนะนำตัวให้หญิงสาวที่นั่งข้างๆ รู้จักด้วยสีหน้าเหมือนกำลังจะทำให้หญิงสาวละลายไปทั้งตัว
“ ค่ะ ค่ะพี่ว่าน เอ่อ..ชื่อพิมพกานต์เรียกพิมพ์เฉยๆก็ได้ค่ะ”
น้ำเสียงตะกุกตะกักแสดงถึงความเขินอายของคนพูด จะไม่ให้อายได้อย่างไรกัน ในเมื่ออีกฝ่ายหน้าตาดีขนาดนั้น ตัวพิมพกานต์เองก็ไม่ได้คุ้นชินกับการคุยกับผู้ชายแปลกหน้าเสียเท่าไหร่ แถมเขายังมองเธอด้วยสายตาทอดสะพานขนาดนั้น
“พี่ว่านเขาเพิ่งเรียนจบเกี่ยวกับธุรกิจทางประมงมาจากเมืองนอก ่นี้ก็ยังให้พักผ่อนอยู่ อีกสักพักอาก็จะให้ช่วยดูแลเื่การส่งออก เพราะที่บริษัทกำลังเร่งทำสินค้าอาหารทะเลแปรรูปส่งขาย” สุชาดาแนะนำลูกชาย
“พิมพ์ก็กำลังจะจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะเรียนต่อที่ไหน ว่านมีอะไรก็แนะนำน้องบ้างนะ” เพ็ญแขพยายามเปิดทางให้ทั้งคู่ได้สนิทสนมกัน
“ได้เลยครับคุณป้า แต่ความจริงแล้ว ผู้หญิงส่วนมากก็ไม่ได้สนใจเื่เรียนกันสักเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายก็ต้องมีสามี หาสามีฐานะดีๆ การงานมั่นคงก็เลี้ยงได้ทั้งชีวิตแล้วครับ” คำพูดดูสุภาพแต่ทุกถ้อยคำแสนจะดูถูกผู้หญิงที่นั่งข้างๆยิ่งนัก
“จริงค่ะพี่ว่าน พิมพ์ก็คิดแบบนั้น หาสามีดีๆ รวยๆสักคน ก็ไม่ลำบากแล้วค่ะ” จากเคยเป็ยอมๆ ครั้งนี้พิมพกานต์สวนกลับไปอย่างสุภาพเหยือกเย็น จนคนกวนอารมณ์เถียงต่อไม่ถูก
“กินข้าวกันดีกว่าค่ะ อาหารเย็นหมดแล้วเดี๋ยวจะไม่อร่อย” สุชาดาเห็นสถานการณ์เริ่มตึงเครียดจึงเปลี่ยนเป็ชวนทุกคนให้กินอาหารที่ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะอย่างสวยงาม
