“แค่นี้ก็พอแล้ว” ติงเหว่ยยิ้มอย่างดีใจ เมื่อมีผู้ช่วยสี่คนนี้นางก็จะสบายขึ้นมาก “พวกเ้าก็เดินทางมาไกลแล้ว วันนี้ลงไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยกลับมาปรนนิบัติรับใช้ก็ไม่สาย”
เมื่อหญิงสาวได้ยินดังนั้นก็คลายความวิตกกังวลลงไปได้บ้าง อย่างไรเ้านายที่รู้จักเห็นอกเห็นใจลูกน้องก็คงจะไม่ใช่คนที่เข้มงวดและรับใช้ยากนัก พวกนางจึงทำความเคารพด้วยความนอบน้อมมากขึ้นอีกสามส่วนก่อนจะเดินออกจากกระโจมไป
ท่านผู้าุโเหว่ยที่มัวแต่เล่นกับหลานศิษย์ แต่หางตาของเขาก็ยังไม่เว้นว่างจากการสังเกตการณ์ ครั้นพอเห็นหญิงสาวทั้งสี่คนเดินออกไป เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “หญิงสาวสี่คนนี้เคลื่อนไหวเงียบเชียบ ลมหายใจยาวนาน ฝีมือคงไม่เบา ครั้งนี้เ้าหนุ่มกงจื้อคงลงแรงไปไม่น้อย มีพวกนางอยู่เคียงข้างเ้าและอันเกอเอ๋อร์ ข้าเองก็วางใจ”
ติงเหว่ยก็พอใจกับผู้ช่วยใหม่ทั้งสี่ที่รู้ระเบียบและเงียบสงบ นางจึงยิ้มพร้อมพูดว่า “ที่หายากก็คือพวกนางรู้หนังสือและทำบัญชีเป็ อีกทั้งยังมีอวิ๋นหยา ต่อไปข้าก็จะได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่”
“แสดงฝีมืออย่างเต็มที่?” ท่านผู้าุโเหว่ยสงสัย นึกถึงนิสัยศิษย์ที่ชอบทำอาหาร เขาจึงพูดด้วยแววตาสดใสว่า “แม่นางน้อย เ้าคงไม่ได้คิดจะเปิดร้านอาหารหรอกนะ?”
ติงเหว่ยยิ้มเ้าเล่ห์และไม่ยอมบอกอย่างตรงไปตรงมา เพียงแต่พูดว่า “ท่านอาจารย์ ภายหลังท่านจะรู้เอง ต่อให้ข้าจะไปปลูกต้นไม้บนดวงจันทร์ก็ยังคงเป็ศิษย์ของท่าน แน่นอนว่าจะต้องกตัญญูต่อท่านมากยิ่งขึ้น”
ท่านผู้าุโเหว่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจ แต่ปากก็ยังคงดุว่า “เ้าหาเื่ให้น้อยหน่อยก็ถือว่ากตัญญูต่อข้าแล้ว อีกอย่างห้ามปล่อยปละละเลยการเรียนแพทย์และฝึกศิลปะการต่อสู้เป็อันขาด แม้ว่าจะมีคนรับใช้ข้างกายมากเพียงใด ก็ไม่เท่ากับพึ่งพาตนเอง”
“ข้าทราบแล้ว ท่านอาจารย์”
“ตอนที่พี่ติงออกเดินทางไป เขาได้ฝากฝังให้ข้าสอนเ้าให้ดี หากเ้ามีอันเป็ไป ข้าก็ไม่รู้จะตอบพี่ติงว่ายังไง”
เมื่อท่านอาจารย์พูดถึงครอบครัว ติงเหว่ยก็อดคิดถึงไม่ได้ จึงพูดว่า “ไม่รู้ว่าพ่อแม่จะอยู่ที่ทางใต้ได้หรือเปล่า? จะถึงตรุษจีนแล้ว ที่บ้านคงจะครึกครื้นไม่น้อย”
เมื่อพูดถึงการส่งครอบครัวสกุลติงออกไป ท่านผู้าุโเหว่ยก็หรี่ตาและพูดขึ้นว่า “เ้าหนุ่มกงจื้อนี่น่าจะวางแผนเื่เ้ามานานแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ส่งพ่อแม่เ้าไปก่อน แล้วก็รั้งข้าไว้ข้างตัว ข้าที่เป็ฝ่ายออกล่ามาตลอดชีวิตกลับมาถูกจิ้งจอกน้อยตลบหลังเข้าจนได้ ช่างเ้าเล่ห์จริงๆ ฮึ่ม!”
ติงเหว่ยได้ยินก็หน้าแดง แต่ในใจก็มีความรู้สึกผิดเพิ่มไปด้วยหลายส่วน ท่านปู่แม้จะชอบศึกษาวิชาแพทย์ แต่การที่ต้องเดินทางกับกองทัพไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็คงเป็เพราะศิษย์ที่ไม่กตัญญูคนนี้
“ท่านอาจารย์ หากท่านรู้สึกอึดอัดก็ออกไปเดินเล่นสักหน่อยเถิด ที่นี่มีคนช่วยเพิ่มแล้ว จะไม่เกิดเื่ขึ้นอีกแล้ว”
ท่านาุโเหว่ยเห็นศิษย์เป็เช่นนั้นก็รีบโบกมือ “ข้าเดินทางมาทั้งชีวิต พอแก่แล้วก็หวังจะอยู่ข้างเ้าเพื่อใช้ชีวิตบั้นปลาย หรือเ้ารังเกียจข้าแล้วหรือยังไง?”
“ไม่ใช่อย่างแน่นอน” ติงเหว่ยยิ้มพร้อมพูดว่า “ข้าอยากจะเรียนรู้จากท่านอาจารย์อีกหลายๆ ปีเลยด้วยซ้ำ!”
อาจารย์กับศิษย์ทั้งสองพูดคุยกันไปสักพัก ฟ้าข้างนอกก็เริ่มมืดลง อวิ๋นอิ่งจุดเทียนขนาดเท่าแขนเด็กขึ้นมาอีกหลายแท่ง พร้อมกับแสงจากเตาผิง ทำให้กระโจมดูทั้งสว่างและอบอุ่น
อวิ๋นหยาและเฉิงเหนียงจื่อกำลังยุ่งอยู่กับการแขวนหม้อทองแดงขนาดใหญ่บนเตาผิง ข้างในหม้อเต็มไปด้วยน้ำแกงกระดูกที่เคี่ยวไว้อย่างดี บนผิวน้ำแกงมีน้ำมันพริกหนาลอยอยู่ เพียงดมกลิ่นห่างๆ ก็ทำให้แสบคอได้
ท่านผู้าุโเหว่ยกลับยิ้มแย้มอย่างมีความสุขแล้วพูดขึ้นว่า “ผู้าุโอวิ๋นซ่อนเหล้าชั้นดีไว้สองไห เดี๋ยวข้าจะไปแย่งมา ได้กินเหล้ากับหม้อไฟร้อนๆ แบบนี้ ไม่มีอะไรจะมีความสุขมากไปกว่านี้แล้ว!”
ติงเหว่ยที่ได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ ในขณะที่นางกำลังจะตอบแต่ผู้าุโอวิ๋นที่ร่างกายเต็มไปด้วยหิมะก็เดินเข้ามาจากนอกกระโจมพอดี เขามีไหเหล้าสองใบในมือพอดี อาจจะได้ยินคำพูดก่อนหน้านั้นจึงอดไม่ได้ที่จะเป่าหนวดและขมวดคิ้วพูดว่า “เ้าแก่ขี้แพ้ เหล้าชั้นดีหลายไหของข้าที่เคยหายไปเมื่อก่อนเป็เ้าขโมยไปใช่หรือเปล่า?”
ท่านผู้าุโเหว่ยที่ถูกจับได้ก็มีท่าทีประหม่า แต่ก็ยังคอตั้งตรงและพูดว่า “แล้วจะทำไมล่ะ? ในกระโจมทหาราเ็ขาดแคลนเหล้าแรงๆ ข้าก็ต้องหยิบไปใช้สิ!”
ลุงอวิ๋นโกรธจนะโ “ตอนนั้นยังอยู่ระหว่างการเดินทาง แล้วจะมีเหล่าทหาราเ็ได้ยังไง?”
“เอ่อ” ท่านผู้าุโเหว่ยอึ้งไป ดวงตากลอกไปมาครู่หนึ่ง และไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรอีกต่อไป
โชคดีที่เขายังมีศิษย์ที่ดีอยู่ข้างๆ
ติงเหว่ยรีบพูดขึ้นมาเพื่อช่วยอาจารย์ของนาง “ลุงอวิ๋น ใน่ฤดูหนาวที่ผ่านมาท่านมักจะปวดขา ตอนนี้เป็ยังไงบ้าง? เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าทำกางเกงขนเป็ดอีกตัวไว้ ไว้ลุงอวิ๋นมาลองสวมดูสักหน่อย ถ้าใส่แล้วไม่พอดีข้าจะได้ปรับแก้ให้”
แน่นอนว่าลุงอวิ๋นได้ฟังแล้วก็ยิ้มกว้าง เขาถลึงตาใส่ผู้าุโเหว่ยและตอบกลับว่า “มันเป็ปัญหานานแล้วข้าไม่เป็ไร แต่เ้าตอนนี้ยังได้รับาเ็อยู่ อย่าไปทำอะไรที่ต้องใช้พลังงานมากเลย ยังไงก็ยังมีอวิ๋นอิ่งที่คอยช่วยเย็บเสื้อผ้าอยู่ หากข้าขาดเสื้อผ้ากางเกงถุงเท้ารองเท้าอะไร แค่บอกนางก็พอแล้ว”
ขณะที่พูดท่านผู้าุโอวิ๋นก็เข้าไปอุ้มอันเกอเอ๋อร์ขึ้นมา พอรู้สึกว่าเขาหนักขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ก็ยิ้มกว้างขึ้นไปอีก “ไอ๊หยา คุณชายน้อยของพวกเราน้ำหนักขึ้นอีกแล้ว! เมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนส่งของดีๆ มาอีกเพียบ ไว้ข้าจะอุ้มคุณชายน้อยไปเลือกของเล่นบ้าง!”
ไม่รู้ว่าอันเกอเอ๋อร์ฟังเข้าใจหรือเพราะไม่ได้เจอคุณปู่หนวดเคราขาวนานแล้ว อยู่ดีๆ เขาก็ยื่นปากน้อยๆ ไปจุ๊บที่แก้มของลุงอวิ๋นหนึ่งที แล้วะโด้วยเสียงใสๆ ออกมาว่า “เหยี่ยเหยี่ย!”
“ไอ๊หยา คุณชายน้อยเรียกเป็แล้ว!” ลุงอวิ๋นดีใจจนแทบจะบ้า เขาอุ้มอันเกอเอ๋อร์วิ่งไปรอบๆ
ผู้าุโเหว่ยเห็นดังนั้นก็อิจฉาอย่างแรง เขาอุ้มศิษย์หลานมาตั้งนาน ก็ไม่เห็นเ้าเด็กน้อยจะจุ๊บแก้มเขาและไม่เรียกว่าเหยี่ยเหยี่ยด้วย ตอนนี้กลับยังทำให้คู่แข่งคว้าชัยไปได้ก่อน ตอนนี้เขาก็ทนความอิจฉาไม่ไหวอีกต่อไป ใช้ความสามารถตนเองเข้าไปแย่งอันเกอเอ๋อร์มาแล้วบอกว่า “เ้าเด็กน้อยใจร้าย เ้าคงเหมือนพ่อเ้าแน่ๆ ไหนๆ มาเรียกข้าว่าเหยี่ยเหยี่ยบ้างสิ!”
ลุงอวิ๋นได้ฟังแล้วรู้ว่าเขาแขวะนายน้อยไปพร้อมกับคุณชายน้อย เขาจึงไม่ยอมแพ้ไปโดยปริยายรีบะโมาจะแย่งกันอุ้มอีกครั้ง สองคนแก่และหนึ่งเด็กก็เลยก่อความวุ่นวายชุลมุนกันอยู่ตรงนั้น ทำให้ติงเหว่ยไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
หากจะบอกว่าติงเหว่ยไม่โกรธลุงอวิ๋นเลยก็คงจะเป็การโกหก นางเป็เพียงหญิงสาวธรรมดา ไม่มีความคิดที่จะครองอำนาจ หากไม่มีการตัดสินใจของลุงอวิ๋นในการให้สกุลกงจื้อมีทายาทสืบทอด ชีวิตของนางในตอนนี้อาจจะสงบสุขมาก ได้ช่วยครอบครัวหาเงิน เตรียมสินเดิมให้ตนเอง หากเจอคนดีๆ ก็คงจะแต่งงานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
แต่ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้ว นางก็ไม่เสียใจ เมื่อมันเป็ชะตาที่นางไม่อาจเปลี่ยนได้ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะยืนหยัดและใช้ชีวิตอย่างสง่างาม!
ไม่ช้าน้ำแกงกระดูกในหม้อใหญ่ก็เริ่มเดือดปุดๆ มีกลิ่นหอมเป็พิเศษลอยออกมาจากประตูกระโจม แขกที่รอกินอยู่ก็เริ่มทยอยเข้ามา
อวี้ฉือหุ่ยเข้ามาก่อนด้วยรอยยิ้มกว้างและหัวเราะเบาๆ ส่วนฟางซิ่นที่ตามมาก็ดูมีท่าทีที่ซับซ้อนนิดหน่อย
กงจื้อิเป็คนที่มาช้าที่สุด เขาเข้ามาในขณะที่ที่นั่งรอบๆ กองไฟมีโต๊ะเล็กๆ วางเรียบร้อยแล้ว มีจานชามและอาหารวางอยู่บนนั้น และมีเบาะนั่งหนาๆ วางไว้ข้างหลัง
ติงเหว่ยกำลังจับแขนของอวิ๋นอิ่งและย้ายขาลงไปด้านข้างเตียง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นกงจื้อิเข้ามา นางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างออกมา
กงจื้อิก็ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เขาเดินเข้ามาขวางอวิ๋นอิ่งไว้และก้มตัวลงอุ้มนางขึ้นมาเอง
ติงเหว่ยใและหันไปมองคนอื่นๆ ในห้อง นางหน้าแดงเล็กน้อยแล้วบ่นเบาๆ “ข้าค่อยๆ พยุงอวิ๋นอิ่งเดินก็ได้แล้ว”
กงจื้อิกลับไม่สนใจ เขาอุ้มนางไปนั่งลงที่ข้างหน้าข้างๆ ตำแหน่งประธานโต๊ะอาหารก่อนจะพูดว่า “ระวังจะกระทบกระเทือนแผล”
พูดจบเขามองไปที่น้ำแกงสีแดงเข้มตรงหน้าแล้วขมวดคิ้ว “เ้าาเ็อยู่ ไม่ควรกินของเผ็ด”
ติงเหว่ยที่ได้ยินแล้วก็รู้สึกหวานชื่นในใจ นางรีบตอบว่า “อวิ๋นอิ่งเตรียมอาหารรสชาติอ่อนๆ ไว้ให้ข้าแล้ว”
ไม่ทันไรอวิ๋นอิ่งก็เข้ามาพร้อมกับกล่องอาหาร นางค่อยๆ ยกกับข้าวออกมาวางบนโต๊ะทีละอย่างๆ
อันเกอเอ๋อร์ถูกท่านผู้าุโเหว่ยแกล้งด้วยการทาน้ำมันพริกลงบนปากน้อยๆ เขากำลังโมโหจนเบะปาก พอเห็นว่าหน้าโต๊ะของแม่มีโจ๊กเนื้อที่เขากินบ่อยๆ ขาสั้นๆ อ้วนๆ ของเขาก็รีบวิ่งไปหาแม่ แต่ไม่ทันที่จะเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนแม่ก็ถูกพ่อของเขาคว้าไปเสียก่อน
ทุกคนก็นั่งล้อมวงรอบกองไฟอย่างอบอุ่น เริ่มทานอาหารร้อนๆ ติงเหว่ยมองไปรอบๆ ไม่เห็นฉู่ชีซี นางคิดไปคิดมาแล้วก็เลยสั่งการอะไรบางอย่างแก่อวิ๋นอิ่ง
อวิ๋นอิ่งพยักหน้ารับ หมุนตัวไปคว้าหม้อเล็กๆ และใส่อาหารลงไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย จากนั้นก็เอาส่งไปที่กระโจมของสกุลฉู่
ฉู่ชีซีกำลังเดินไปเดินมาในกระโจม จู่ๆ ก็เห็นทหารองครักษ์หญิงเข้ามาพร้อมหม้อไฟ นางก็รีบไปหย่อนก้นลงที่โต๊ะ และถามด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจว่า “พี่ติงให้คนเอามาให้สินะ?”
ทหารหญิงคนนั้นเห็นนายของตนเองที่ถึงแม้จะเบะปาก แต่ตากลับไม่ละไปจากหม้อไฟ ก็พยายามกลั้นหัวเราะไปและใส่เนื้อลงในหม้อไปด้วยพร้อมตอบว่า “ใช่แล้วเ้าค่ะ แม่นางติงกลัวว่าหลังจากนี้ท่านจะบ่นและน้อยใจเอาได้เลยตั้งใจให้คนเอามาให้ท่านโดยเฉพาะ”
ฉู่ชีซีที่ดูเหมือน “ไม่เต็มใจ” ใช้ตะเกียบคีบอาหารขึ้นมา นางพูดเบาๆ ว่า “อย่าคิดว่าเอาอาหารมาให้ข้ากินแล้ว ข้าจะให้อภัยนางนะ ฮึ่ม พี่เทียนเป่าเป็ของข้า!”
ทหารหญิงกำลังจะพูดอะไรต่อ แต่จู่ๆ พี่สามสกุลฉู่ก็เดินตามกลิ่นหอมเข้ามา
“น้องสาว เ้ากินอะไรอยู่ ทำไมกลิ่นหอมขนาดนี้? ไหน มาให้ข้าลองหน่อยสิ!”
หลังจากพูดจบเขาก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาคีบเนื้อแกะคำโตจากในหม้อใส่ปาก เขาพ่นควันร้อนๆ ออกมาพร้อมเอ่ยชมว่า “รสชาติดีจริงๆ กินเข้าไปแล้วรู้สึกร้อนในท้องเลย!”
พูดเสร็จ เขาก็จะหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชีซีรีบห้ามเขาและร้องว่า “นี่เป็ของที่พี่ติงส่งมาให้ข้านะ ข้ายังกินไม่หนำใจเลย!”
สองพี่น้องก็เริ่มแย่งกันกิน ทำให้โต๊ะอาหารเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
ในขณะที่อีกฝั่งที่มีการจัดเลี้ยงใหญ่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น น้ำแกงกระดูกรสหม่าล่า เนื้อชิ้นนุ่มๆ และเหล้ารสเลิศไหใหญ่ๆ ทุกคนกินกันจนหนำใจและก็เริ่มคุยกันอย่างเปิดอก
อวี้ฉือหุ่ยเป็คนเริ่มด้วยน้ำเสียงทุ้มหนา “คุณชายฟาง ท่านรู้ได้ยังไงว่าผู้เฒ่าเฝิงจะแอบบุกโจมตีตอนกลางคืน และวิธีซ่อนตัวด้วยผ้าสีเงินนั้นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!”
ฟางซิ่นที่ดูเหมือนจะใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาค่อยๆ กลืนเนื้อในปากลงไป ก่อนจะเงยหน้ามองกงจื้อิที่กำลังป้อนโจ๊กให้ลูกชายอย่างตั้งใจ แล้วพูดอย่างเรียบๆ ว่า “ข้าก็แค่หยิบยืมกลยุทธ์ของผู้อื่นเท่านั้น เป็ท่านแม่ทัพใหญ่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขาให้คนส่งข่าวการาเ็สาหัสของเขาไปยังฝ่ายศัตรู แม่ทัพาุโเฝิงจึงใช้อุบายปล่อยข่าวลือและโจมตีในยามค่ำคืน โดยไม่คาดคิดว่าจะถูกพวกเราซุ่มโจมตีแทน”
กงจื้อิเช็ดปากให้ลูกชาย แล้วเงยหน้าขึ้นพูดด้วยรอยยิ้มว่า “การรบครั้งนี้แม้ว่าทหารของเราจะกล้าหาญ และกลยุทธ์ของเหวินหลานจะเฉียบแหลม แต่ก็มาจากโชคชะตาเป็ส่วนใหญ่ ปีหน้าเกรงว่ายังจะมีการต่อสู้ที่ดุเดือดอีกมาก คราวนั้นคงต้องประลองด้วยกำลังกันจริงๆ แล้ว!”
อวี้ฉือหุ่ยที่ชอบการต่อสู้ที่สุด เมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตื่นเต้น เขาตบหน้าอกแรงๆ แล้วพูดว่า “ท่านแม่ทัพ ข้าขอออกรบเป็คนแรก!”
ทุกคนพากันหัวเราะออกมา ติงเหว่ยก็นึกถึงแผนการเ่าั้ของนาง จึงพูดกับกงจื้อิเบาๆ ว่า “ใน่นี้ข้ามีสิ่งที่กำลังลองคิดค้นอยู่ ถ้าสำเร็จแล้วน่าจะเป็ประโยชน์ในการช่วยรบของกองทัพได้บ้าง พอถึงตอนนั้นข้าจะเรียกท่านมาทดสอบดูนะ!”
