เพียงแค่วันเดียว คนแถวนี้ต่างก็รู้ว่าเมืองฟางกู้มีคนต่างถิ่นมาใหม่และประคองหญิงชราเดินข้ามถนนด้วย หลังจากที่ชายตัวใหญ่หลายคนประคองหญิงชราข้ามถนนแล้วพวกเขาก็เริ่มทำร้ายคน เล่ากันว่าวันนั้นคนที่ถูกซ้อมไปฟ้องร้องต่อศาลจากนั้นศาลจึงส่งคนมาหาอันเจิงที่บ้านและรออยู่หลายชั่วโมง ต่อมาจึงได้ยินว่าอันเจิงไปหน่วยทหารแล้วก็ไปสำนักวรยุทธ์ชางต่อแล้ว
คนของหน่วยฟางกู้รอทั้งหมดสี่ชั่วโมงแต่อันเจิงก็ยังไม่ได้กลับมาสุดท้ายพวกเขาจึงกลับไปตัวเปล่า และฝากคนแจ้งให้อันเจิงเข้าไปที่ศาล
อันเจิงต้องไปอย่างแน่นอนถึงแม้เขาจะไม่ค่อยชอบที่แบบนั้นก็ตาม
ว่ากันว่าคนของทางการที่อยู่ในเมืองจะหยิ่งผยองเื่นี้เป็เื่จริงทั้งหมด แล้วคนแบบไหนกันที่จะเข้ามาเป็คนของทางการในเมืองฟางกู้?แน่นอนว่าต้องเป็คนที่เอาตัวรอดเก่งอยู่แล้ว
ในตัวเมืองนี้มีทั้งหมดหกหน่วยด้วยกัน เ้าหน้าที่ระดับสี่และระดับห้าที่สวมเครื่องแบบสีแดงสามารถพบเจอได้ทั่วไปหากอยู่ในศาลแล้วไม่สามารถจัดการเื่พวกนี้ได้ก็คงเป็ผู้ดูแลหน่วยฟางกู้ไม่ได้เหมือนกันไม่ว่าจะตัดสินใจอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ และเอาตัวรอดกับเื่แบบนี้ให้ได้ฉะนั้นอย่าได้ดูถูกผู้ดูแลหน่วยฟางกู้เด็ดขาด เพราะการทำงานด้านนี้สามารถเลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็วไม่แน่ว่า วันดีคืนดีอาจกลายเป็คนสำคัญในราชสำนักก็ได้
ไม่ว่าอย่างไรชวีเจิ้งเซิงก็ถือว่าดวงซวยมากเพราะเขาเข้ามาใน่เวลาที่ไม่ดีสักเท่าไหร่
นับั้แ่อดีตาาแห่งแคว้นเยี่ยนสิ้นพระชนม์จากไปอำนาจทั้งหมดก็ตกไปอยู่ในมือของซูไทเฮาและตระกูลซูราชสำนักไม่มีพื้นที่หลงเหลือให้ชวีเจิ้งเซิงเลยแม้แต่ตำแหน่งเดียวฉะนั้นต่อให้เขาจะมีผลงานที่ดีมากเท่าไหร่ เขาก็ไม่สามารถเลื่อนขั้นได้ วันแรกที่เขาเข้ามารับราชการในเมืองฟางกู้ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะเขารู้ดีว่าหากสามารถสร้างผลงานได้ก็จะได้เลื่อนขั้นอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกจูเก๋อเหยียนอัครเสนาบดีฝ่ายขวาเป็ผู้ดูแลหน่วยฟางกู้มาก่อนใน่รุ่งโรจน์ของแคว้น จูเก๋อเหยียนมีอำนาจมากในราชสำนัก แต่เมื่อซูไทเฮาเข้ามาควบคุมอำนาจของเขาก็เริ่มถูกลิดรอนลงเรื่อย ๆ สุดท้ายอำนาจสำคัญในราชสำนักก็ตกไปเป็ของซูเม่าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายจนหมดซูเม่าเป็น้องชายของซูไทเฮา ตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายของเขาสามารถควบคุมขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งหมดและได้ยินมาว่าน้องชายอีกคนของพระนาง ซูโจ้งจะได้รับแต่งตั้งเป็แม่ทัพในเร็ว ๆนี้ เพื่อแบ่งแยกอำนาจในกองทัพของแม่ทัพฟางจือจี่ อย่างไรก็ตามสองคนนี้ไม่ใช่น้องชายแท้ๆ ของซูไทเฮา เพราะน้องชายแท้ ๆ ของนางเป็าาปกครองแคว้นจ้าวอยู่ในขณะนี้
ฟางจือจี่เป็ใครกัน?เขาเป็ถึงคนที่ถูกาาเชิญตัวเข้ามาทำงานด้วยตัวเองนั่นคือการยกย่องและให้เกียรติ ส่วนซูโจ้งคือใครกัน? ได้ยินมาว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการปกครองทหารต้องทำอย่างไร
เพราะฉะนั้นชวีเจิ้งเซิงจึงอารมณ์ขึ้น ๆลง ๆ มักจะรู้สึกว่าตัวเองต้องหาวิธีออกจากเมืองฟางกู้นี้ให้ได้ ไม่นานมานี้เขาเสียเงินไปไม่น้อยเพื่อให้คนในราชสำนักช่วยหาวิธีให้
ตอนนี้โกวจ่านหลียังสร้างปัญหามาให้เขาอีกเขาโมโหจนอยากจะฉีกตัวอันเจิงออกเป็ชิ้น ๆ เลยทีเดียว
ทว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้เพราะถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไปของอันเจิงเลยด้วยซ้ำเพราะอะไรหน่วยทหารถึงได้เห็นความสำคัญของเขาถึงเพียงนั้น่าหน่วยทหารมีอำนาจมากที่สุดฉะนั้นชวีเจิ้งเซิงจึงไม่กล้าที่จะเข้าข้างโกวจ่านหลี ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้โกวจ่านหลีถูกขังไว้ในคุกของหน่วยทหารเขาส่งคนไปขอตัวโกวจ่านหลีสองครั้งแล้ว ทว่าก็ไม่สามารถพากลับมาได้ เช้านี้ยังมาได้ยินว่าอันเจิงไล่ตะเพิดคนในต้าฟางจาชัวไปหมดอีกไม่เหลือใครเลยแม้แต่คนเดียว
หากอันเจิงไม่มีเื้ัคอยช่วยเหลือจริง ๆ หากเขาเป็แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มาจากต่างถิ่นจะเป็ไปได้อย่างไรที่จะใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้?
ฉะนั้นเมื่อมีคนบอกว่าอันเจิงมาถึงแล้ว ต่อให้ชวีเจิ้งเซิงจะไม่ชอบขี้หน้าเด็กคนนี้มากเท่าไหร่ทว่าเขาเองก็ต้องออกไปต้อนรับอยู่ดี
ในห้องโถงไม่โปร่งแสงและค่อนข้างอับมืด ดังนั้นชวีเจิ้งเซิงจึงจ้องมองอันเจิงอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งเขาได้ยินมาว่าอันเจิงอายุยังน้อย แต่คิดไม่ถึงว่าอายุจะน้อยมากขนาดนี้จากที่ดูแล้ว เขาน่าจะอายุราวสิบหกถึงสิบเจ็ดปี แต่ถึงอย่างนั้นอันเจิงก็ดูมีความเป็ผู้ใหญ่มาก เพราะในความเป็จริง เขาเพิ่งอายุเพียงแค่สิบห้าปีเท่านั้น
“คารวะท่านใต้เท้า”
อันเจิงโค้งตัวทำความเคารพ
ตัวเขาเองก็มีตำแหน่ง ถึงแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งที่เป็ทางการจากหน่วยทหารแต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ถือว่าเป็เ้าหน้าที่ระดับหกอยู่ดี และเมื่อเ้าหน้าที่ระดับห้ากับระดับหกเจอกันก็ไม่จำเป็ต้องทำความเคารพใหญ่โตอะไรมากนัก
“เป็เด็กที่มีพร์จริง ๆ”
ชวีเจิ้งเซิงเผยรอยยิ้มที่จริงใจออกมาแล้วรีบเดินไปพยุงไหล่ทั้งสองข้างของอันเจิง “ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น ที่เชิญเ้ามาก็เพื่อทำให้คดีกระจ่างเท่านั้นเอง”
“ท่านใต้เท้าเป็ผู้ดูแลราษฎรเมืองฟางกู้คงมีงานมากไม่น้อย ยังต้องหาเวลาออกมาต้อนรับข้าน้อยอีก ถือว่าข้าน้อยมีวาสนาจริงๆ”
ความรู้สึกที่ชวีเจิ้งเซิงมีต่ออันเจิงได้เปลี่ยนไปอย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าอันเจิงจะเป็คนที่หยิ่งทะนงและบ้าอำนาจเสียอีกเมื่อเจอหน้ากัน อันเจิงกลับดูถ่อมตัวและนอบน้อมเมื่อเห็นแบบนี้แล้วเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย
“ตำแหน่งนี้ก็มีเื่ที่ต้องจัดการมากพอสมควรฉะนั้นจึงปล่อยปละละเลยคนของตัวเองไปบ้าง...นอกจากโกวจ่านหลีแล้วข้าจะระมัดระวังและเข้มงวดกับคนอื่นๆ ให้มากขึ้น โชคดีที่เ้าสังเกตได้ว่าเื่นี้ผิดปกติ ไม่อย่างนั้นคงต้องมีคนถูกรังแกอีกไม่น้อย”
อันเจิงถอนหายใจแล้วพูด “รู้หน้าไม่รู้ใจเื่แบบนี้ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ข้าน้อยเพิ่งมาถึงเมืองฟางกู้ก็หาภาระมาให้ท่านแล้วข้าน้อยรู้สึกไม่ดีจริง ๆ”
ชวีเจิ้งเซิงรีบพูดขึ้นทันที “ไม่เลย ๆเราต่างก็เป็คนของทางการ ไม่เห็นต้องเกรงใจเลย”
เขารีบดึงอันเจิงให้นั่งลงจากนั้นอันเจิงก็รับกล่องจากชายกำยำด้านหลังแล้วเอามาวางบนโต๊ะ “นี่เป็ของฝากเล็กๆ น้อย ๆ ที่ข้าน้อยนำมาจากชายแดนใต้ ไม่ได้เป็ของมีค่าอะไรมากนักแต่ในตัวเมืองก็ถือว่าหาได้ยาก”
ชวีเจิ้งเซิงยิ้มอย่างมีความสุข“ไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้ เมื่อเรารู้จักกันแล้ว ต่อไปก็ต้องไปมาหาสู่กันหากเกรงใจอย่างนี้จะดูห่างเหินมากเกินไป”
“ท่านใต้เท้าพูดถูก ต่อไปข้าน้อยจะไม่ทำแบบนี้อีก”
ชวีเจิ้งเซิงหัวเราะเสียงดัง “เช่นนั้นก็ดีในเมื่อของนี้เป็ของที่เอามาจากทางใต้ งั้นข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน ข้าสั่งให้คนจองร้านเตรียมเหล้าเอาไว้แล้วอีกประเดี๋ยวก็ออกไปด้วยกันเลย ข้าจะแนะนำคนอื่น ๆ ให้เ้ารู้จักต่อไปเมื่อสนิทกันแล้ว มีเื่อะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้”
แน่นอนว่าอันเจิงไม่มีทางแตกหักกับคนของหน่วยฟางกู้ตอนนี้เขาจะทำให้ทุกคนอ่านใจเขาไม่ได้ แล้วก็จะหลอกใช้คนผู้นี้ไปในตัวด้วย
“ท่านดูสิ ข้าน้อยเพิ่งออกจากหน่วยทหารและสำนักวรยุทธ์ชางแล้วก็เร่งมาที่นี่เลยยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อเลยด้วยซ้ำ เอาแบบนี้ดีกว่า ข้าน้อยขอกลับไปเปลี่ยนชุดก่อนจากนั้นค่อยตามท่านไป”
ชวีเจิ้งเซิงยิ้ม “เช่นนั้นก็ได้ถ้าเป็แบบนี้เ้าก็กลับไปก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวเราค่อยเจอกัน”
อันเจิงลุกขึ้นและขอตัวกลับเมื่อออกมาพ้นประตูแล้วจึงอดหัวเราะไม่ได้
แค่มอบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เท่านั้นเขาถึงกับไม่เอ่ยเื่ของโกวจ่านหลีเลยสักนิด จริง ๆ แล้วอันเจิงรู้ดีเขาหักแขนของโกวจ่านหลี ชวีเจิ้งเซิงต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน เมื่อเป็ถึงหัวหน้าองครักษ์หากไม่มีความสัมพันธ์กับชวีเจิ้งเซิงน่ะสิแปลก แต่ทว่าชวีเจิ้งเซิงก็ไม่ได้โง่เขารู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร อันเจิงไว้หน้าเขาแล้วไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องปล่อยให้เื่ไหลไปตามน้ำ
ความจริงั้แ่เข้าไปจนออกมาอันเจิงกับชวีเจิ้งเซิงคุยกันยังไม่ถึงสามสิบคำเลยด้วยซ้ำ แต่กระบวนการนี้สำคัญมาก
หลังจากอันเจิงออกมาแล้ว ชวีเจิ้งเซิงเปิดกล่องออกด้านในมีไข่มุกและสมุดหนึ่งเล่ม
ไข่มุกมีขนาดใหญ่ประมาณกำปั้นเด็กทารกของชิ้นนี้อย่างน้อยต้องมีราคาไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นตำลึงเลยทีเดียวอันเจิงมอบของขวัญให้เขาอย่างใจกว้างแบบนี้ ทำให้ชวีเจิ้งเซิงประทับใจเป็อย่างมากเมื่อเขาเปิดสมุดเล่มนั้นออกสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที ในสมุดจดบันทึกเงินที่เขาเอามาจากต้าฟางจาชัวทุกตำลึงทั้งวัน เวลาและจำนวนเงิน ทุกอย่างจดเอาไว้อย่างละเอียดมาก
“โกวจ่านหลีไอ้เฮงซวย ไอ้โง่เง่า!”
ชวีเจิ้งเซิงขว้างสมุดลงบนโต๊ะจากนั้นก็เดินร้อนรนอยู่ในห้องครู่หนึ่ง
แอ๊ด! เสียงเปิดประตูดังขึ้น หลิวสุยที่ปรึกษาของศาลเดินเข้ามาเมื่อเห็นท่าทางที่ร้อนรนของชวีเจิ้งเซิง เขาจึงรีบปิดประตูในทันที“เกิดเื่อะไรขึ้น?”
ชวีเจิ้งเซิงชี้สมุดที่วางอยู่บนโต๊ะหลิวสุยก้าวยาว ๆ ไปหยิบสมุดขึ้นมา เมื่อเปิดออกแล้วสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันทีและเมื่อเห็นไข่มุกนั่นเขาก็สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น “ของพวกนี้อันเจิงส่งคนมามอบให้รึ?”
“เขามอบให้ข้าเองกับมือ”
หลิวสุยถอนหายใจยาว “งั้นก็ยังดีแสดงว่าเด็กคนนี้รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร รู้จักช่วยคนอื่นจัดการปัญหาเมื่อเขาเอาสมุดบัญชีนี้มาให้เองกับมือ แล้วยังให้ไข่มุกมาด้วยทั้งหมดนี้ก็ชัดเจนมากแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้อยากมีเื่มีราวกับท่านฉะนั้นเื่นี้ หากจัดการโกวจ่านหลีก็จบแล้ว”
ชวีเจิ้งเซิงพูด“ข้าก็คิดแบบนี้เหมือนกัน อันเจิงมาที่นี่ด้วยตัวเอง ทั้งยังถ่อมตัวมาก ท่าทางเขาคงมีอำนาจไม่น้อยคาดว่าคงมีเื้ัคอยช่วยอยู่ หากสมุดเล่มนี้ไปถึงหน่วยทหารละก็หายนะก็คงถึงตัวข้าแน่ ซูไทเฮากำลังหาทางให้คนของตัวเองเข้ามาทำงานในราชสำนัก หากเื่นี้แดงออกไปไทเฮาต้องเข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน พระนางคงหาวิธีล้มข้าแล้วเปลี่ยนคนของตัวเองมาแทน”
“ฉะนั้น เด็กคนนี้คบได้”
หลิวสุยพูดต่อ “อันเจิงมีวิธีจัดการปัญหาที่สุขุมรอบคอบเกินอายุคาดว่าคงต้องเติบโตและได้รับการสั่งสอนมาอย่างดีแน่นอน ฉะนั้นข้าน้อยคิดว่าเราควรสร้างสัมพันธ์กับเขาไว้อย่างน้อยก็คบไว้เป็เพื่อน”
ชวีเจิ้งเซิงพยักหน้า“เ้าส่งคนไปที่ร้านอาหาร ก่อนหน้านี้ข้าสั่งเหล้าธรรมดาเอาไว้ เ้าให้เขาเปลี่ยนเป็เหล้าที่ดีที่สุด”
หลิวสุยลุกขึ้น“ข้าน้อยจะไปจัดการตอนนี้เลย”
เขาเดินออกไปสองก้าวแล้วหันหลังกลับมาอีกรอบ“เก็บโกวจ่านหลีไว้ไม่ได้...ให้ข้าน้อยไปหน่วยทหารดีหรือไม่ เอาเงินให้พวกเขาหน่อยจากนั้นก็จัดการมันในคุกไปเลย”
ชวีเจิ้งเซิงโบกมือ “เ้าจัดการเลยก็แล้วกันไอ้สารเลวลืมบุญคุณอย่างมัน...หากไม่มีข้าคอยช่วยเหลือ มันจะมีทุกวันนี้หรือ?ยังกล้าจดบันทึกเงินที่ให้ข้า คนอย่างมันเก็บไว้ไม่ได้แล้ว”
หลิวสุยพยักหน้า “ได้ ข้าน้อยจะรีบจัดการ”
บนถนน อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วเดินข้างกัน
“อันเจิงทำไมเ้าถึงเอาไข่มุกใหญ่ขนาดนั้นให้ชวีเจิ้งเซิงเล่า?เขาต้องไม่ใช่คนดีแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นจะเลี้ยงคนแบบโกวจ่านหลีไว้หรือ”ตู้โซ่วโซ่วถาม
อันเจิงหัวเราะแล้วตอบกลับ “คนของทางการแต่กลับอมเงินแบบนี้สมควรตายหรือไม่?”
“สมควรตาย!”
“แต่ตอนนี้ยังฆ่าไม่ได้เพราะถ้าฆ่าเขาแล้วพวกเราต้องโดนลากเข้าไปเกี่ยวพันด้วยแน่นอน เ้ากับข้าเห็นชวีเจิ้งเซิงเป็ศัตรูแต่เพราะไข่มุกกับสมุดบันทึกนั่น ชวีเจิ้งเซิงไม่ได้มองว่าเราเป็ศัตรูอีกต่อไป”
“การทำให้ศัตรูมองเราเป็เพื่อนใช้เพียงแค่ไข่มุกเม็ดเดียวเท่านั้น พวกเดียวกันต่างก็มีนิสัยเหมือนกันทั้งนั้นคนที่สนิทกับชวีเจิ้งเซิงมากกว่าครึ่งก็เป็พวกอมเงินราชสำนักทั้งนั้นแหละแต่กลับกัน คนของหน่วยทหารทุกคนเป็ชายอกสามศอก เมื่อมีชวีเจิ้งเซิงที่คอยคาบข่าวในเมืองฟางกู้มาบอกเราแล้วพวกเราก็จะรู้เื่ภายในเยอะขึ้น ไข่มุกหนึ่งเม็ดแลกกับการได้สายลับเพิ่มขึ้นหนึ่งคนมันคุ้มค่ามากสำหรับข้า”
ตู้โซ่วโซ่วถามต่อ“ยังมีสมุดบันทึกอีกหนึ่งเล่มไม่ใช่รึ นั่นเป็ตัวชี้ชะตาของชวีเจิ้งเซิงเลยนะ”
“ของปลอม”
อันเจิงหัวเราะ“สมุดบันทึกเล่มนั้นชวีเฟิงจื่อเป็คนเขียนขึ้นมา”
“์ เ้าไม่กลัวพวกเขาจะดูออกหรือ!”
“เ้าคิดว่าชวีเจิ้งเซิงจะจำได้หรือว่าตัวเองเอาเงินมาวันไหนเมื่อไหร่ และครั้งละเท่าไหร่?”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ตบบ่าของอันเจิง “ให้ตายเถอะ...เ้ามันจิ้งจอกชัด ๆ”
อันเจิงหัวเราะพลางพูดขึ้น “เ้าชมเกินไปแล้วหากโกวจ่านหลีไม่ตาย โลกนี้ก็คงไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว ให้ชวีเจิ้งเซิงไปฆ่าโกวจ่านหลีจะแเีกว่าที่เราลงมือเอง”
“ทำไมเมื่อก่อนข้าถึงดูไม่ออกนะ ว่าเ้าร้ายกาจขนาดนี้”
อันเจิงยิ้มแล้วพูด “เื่แบบนี้ใครจะให้ดูออกง่ายๆ กัน ครั้งก่อนที่เ้าเข้าห้องน้ำแล้วมีคนโยนก้อนหินลงไป ข้าก็ไม่เอาไปพูดมั่ว ๆ เสียหน่อย”
“อืม ก็จริง...ให้ตายเถอะ เ้าคือคนที่โยนก้อนหินลงไปรึ!”
