แสงตะวันสอดส่องผืนป่าจนร้อนระอุ ผู้ควบคุมิญญาสองคนกำลังมุ่งหน้าไปหาลู่เต้า
อยู่ๆ จางเฟิงพลันชะงักฝีเท้าด้วยสีหน้าแย่อย่างยิ่งยวด
“แย่แล้ว... หรือว่าอีกาที่ข้าส่งไปจะถูกเจอแล้ว” ในเวลาเดียวกัน จู้หลงที่ตามมาด้านหลังก็เอ่ยอย่างไม่พอใจ
“หยุดทำไม” น้ำเสียงเ็ากระทบหู “หรือว่าตามไม่ทันแล้ว”
จางเฟิงได้แต่ขมวดคิ้วหันกลับมาบอกความจริง “เอ่อ... คงเป็เพราะอีกาที่ข้าส่งไปถูกพบเข้าแล้ว”
“ข้าหวังว่า... ที่เ้าเคยพูดว่าเด็กหนุ่มที่มีศัสตราวุธิญญาจะเป็เื่จริง” จู้หลงควงขวดหยกขาว สีหน้าพลันมืดครึ้ม “ไม่เช่นนั้นข้าคงจะโกรธมากแน่”
“วางใจเถอะ ถึงอย่างไร เ้าก็ยังมีอสูรกระดูกขาวกลับไปด้วยอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น เคล็ดวิชาของข้าไม่มีทางทำอันตรายเ้าได้ เื่นี้เ้าเองก็รู้ดี” จางเฟิงพูดจาสมเพชตัวเอง
พลังล่องหนในความมืด “ม่านราตรี” กับ“ค่ายกลสังหาร”
เมื่อเทียบกันแล้ว เคล็ดวิชาของจางเฟิงด้อยกว่ามาก
จู้หลงรู้เื่นี้ดี เพราะเขานั้นแข็งแกร่งกว่าจางเฟิง จึงกล้าร่วมเดินทางมาตามหาลู่เต้า
“หึ เ้าบอกว่าเด็กนั่นวิ่งอยู่ในป่าโดยไม่สวมเสื้อผ้าใช่หรือไม่” จู้หลงถาม
“ใช่” จางเฟิงพยักหน้า
“งั้นก็ตามหาให้เจอ” จู้หลงก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ยกมือซ้ายขึ้นมาเป่าปาก เสียงแหลมเสียดแทงแก้วหูดังขึ้น ในชั่วพริบตา ค้างคาวหลายสิบตัวที่ห้อยหัวอยู่บนต้นไม้โดยรอบก็กระพือปีกพร้อมกัน
จู้หลงเปลี่ยนระดับเสียง เป่าปากเป็จังหวะ ค้างคาวทั้งหมดกระพือปีกบินขึ้นไปบนอากาศพร้อมกัน ก่อนจะกระจายตัวออกไปทุกทิศทุกทางเพื่อตามหาลู่เต้า
และตอนนี้ลู่เต้าที่อยู่ภายใต้การนำทางของไป๋เสียก็ออกจากป่าผีคร่ำครวญมาถึงเขายลดาบที่อยู่ติดกับเมืองัทมิฬแล้ว
ชื่อของูเาลูกนี้ตรงตามลักษณะของมัน รูปร่างเหมือนคมมีด พืชพรรณสีเขียวที่ขึ้นปกคลุมทำใหู้เาลูกนี้ดูเหมือนมีดเท่อทื่อที่ขึ้นสนิมเขียว
ลู่เต้าเดินลัดเลาะไปในป่าไผ่อย่างรวดเร็ว สุดท้ายเสียงน้ำไหลที่ดังแว่วมาก็นำทางพาเขามาถึงน้ำตกแห่งหนึ่ง
ในฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ลู่เต้าจึงไม่รีรอ ะโลงไปในแม่น้ำทันที น้ำเย็นยะเยียบจากูเาขับไล่ความร้อนออกจากร่างกายในชั่วพริบตา
แม่น้ำนั้นใสสะอาดจนมองเห็นกุ้งและปลาตัวเล็กๆ ที่แหวกว่ายอยู่ใต้น้ำได้อย่างชัดเจน
“ถ้ำลับที่ข้าสร้างไว้ก่อนตายอยู่หลังน้ำตกนั่น” ไป๋เสียบอกลู่เต้า “ว่ายน้ำลอดผ่านไป ระวังอย่าให้โดนกระแสน้ำพัดจนสลบไปก็แล้วกัน”
“ฮ่า!” ลู่เต้าโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำหอบหายใจเข้าเฮือกๆ
น้ำตกเบื้องหน้าสูงหลายสิบจั้ง มันไหลทะลักลงมาประดุจสายน้ำเชี่ยวกราก การยืนอยู่ใต้ผืนน้ำตกเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการยืนรับหมัดจากชายร่างั์ที่ออกแรงเต็มกำลังรัวๆ หากพลาดพลั้งไปย่อมไม่ใช่แค่กระดูกหัก แต่อาจถึงขั้นเอาชีวิตไม่รอดเลยทีเดียว
ถ้าเป็ลู่เต้าในอดีต เมื่อเห็นน้ำตกเช่นนี้คงถอยหนีไปแล้ว แต่ตอนนี้เขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว!
เขาสูดหายใจเข้าลึก แก้มทั้งสองข้างป่องออกราวกับกระรอกตุนอาหาร จากนั้นก็มุดหัวลงไปในน้ำแล้วว่ายเข้าไปใต้น้ำตก
แรงกระแทกของน้ำตกทำให้เกิดกระแสน้ำวนใต้น้ำ ลู่เต้าหลับตานึกถึงความรู้สึกตอนที่ต้านทานม่านหมอกพิษ
ในทะเลปราณค่อยๆ มีไออุ่นแผ่ออกมา ก่อนจะกระจายไปทั่วร่างกายก่อตัวเป็เกราะป้องกัน
ลู่เต้าเตะขาว่ายน้ำฝ่ากระแสน้ำวนเข้าไป แรงกระแทกที่หนักหน่วงราวกับหมัดของั์กลับเบาบางราวสายฝน มิอาจทำอันตรายเขาได้เลย
เขารู้สึกลิงโลดจนแหวกว่ายอย่างอิสระในกระแสน้ำเชี่ยวกรากดุจมัจฉาตัวหนึ่ง ไม่หวั่นเกรงแม้แรงกระแทก
“อย่ามัวแต่เล่นสนุก” ไป๋เสียเกรงว่าลู่เต้าจะลืมเื่สำคัญจึงเร่งเร้า “เรายังต้องไปเร่งผลไม้นั่นให้สุกอีก”
ลู่เต้าจึงจำใจลอดผ่านผืนน้ำตกไปเข้าไปในห้องหินอันมืดสลัว เขายกร่างอันเปียกโชกขึ้นไปบนฝั่ง แต่กลับพบว่าภายในถ้ำว่างเปล่า!
“แย่แล้ว หรือว่าจะมีคนมาเอาของไปก่อนแล้ว” ลู่เต้าตกตะลึง
“ข้าดูเป็คนประมาทเลินเล่อเช่นนั้นหรือ” น้ำเสียงของไป๋เสียฟังดูไม่ค่อยพอใจ ราวกับถูกคำพูดของลู่เต้าดูิ่
“แต่...” ลู่เต้ามองไปรอบๆ ยืนยันว่าภายในถ้ำไม่มีอะไรเลย ก่อนจะพูดอย่างจนใจ “ที่นี่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ!”
“หึ! เห็นกำแพงหินนั่นหรือไม่ ลองวางมือลงไปแล้วรวบรวมพลังิญญาดูสิ”
ลู่เต้าทำตามอย่างว่าง่าย เมื่อวางมือลงบนกำแพงหินเย็นเฉียบ เขากลับรู้สึกได้ว่ามือของเขาสามารถทะลุผ่านกำแพงเข้าไปได้!
“ที่แท้ด้านหลังกำแพงหินนี่เป็ถ้ำลับที่แท้จริง!” ลู่เต้าเดินผ่านกำแพงเข้าไปอย่างตื่นเต้น
“ถึงแม้ข้าจะไม่สามารถทำลายมิติได้ แต่แค่เปิดพื้นที่เล็กๆ เก็บของ ก็หาใช่เื่ยากเย็นอะไร” ไป๋เสียยืดอกพูดอย่างภาคภูมิ
ทันทีที่ลู่เต้าก้าวเท้าเข้าไปในถ้ำลับ ตะเกียงน้ำมันที่อยู่ด้านในพลันสว่างขึ้นมาพร้อมกัน เปลวไฟสีเหลืองสลัวส่ายไหวไปมา
ภายในถ้ำลับถูกจัดเป็ห้องหนังสือ มีชั้นหนังสือหลายสิบชั้นวางเรียงราย บนชั้นเต็มไปด้วยหนังสือโบราณ ส่วนมุมห้องมีโต๊ะเขียนหนังสือและหีบไม้ใหญ่อย่างละหนึ่ง
“ถึงแล้ว” ไป๋เสียเข้าสิงลู่เต้าอีกครั้ง ก่อนจะผิวปากเสียงแหลม และเดินเข้าไปในถ้ำลับอย่างว่องไว
เสียงแหลมก้องกังวาน ไป๋เสียยืนรอคอยด้วยความคาดหวัง แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ต้องถอนหายใจอย่างผิดหวัง “ดูเหมือนว่ามันจะไม่อยู่แล้ว”
“เอ๋ เ้าหมายถึงสุนัขที่เ้าเลี้ยงเอาไว้หรือ” ลู่เต้าที่อยู่ด้านในเอ่ยถาม
“หึ มันคงวิ่งเล่นอยู่แถวๆ นี้ หลังจากจัดการเื่สำคัญเสร็จแล้ว ค่อยออกไปตามหามันก็ไม่สาย” ไป๋เสียพูดจบก็คืนร่างให้ลู่เต้า
ลู่เต้าเกาหัวอย่างจนใจ ‘ไป๋เสียถูกผนึกมานานตั้งสิบปี สุนัขตัวนั้นยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร'
เขากวาดตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ดูคล้ายโครงกระดูก สุดท้ายเขาก็ได้แต่ยักไหล่ทำตามคำสั่งของไป๋เสีย เดินไปหยิบผลไม้รูปร่างประหลาดที่วางอยู่บนชั้นวางไม้
ลู่เต้าหยิบผลไม้นั้นขึ้นมาเขย่า พบว่าภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ เขาจึงเปิดฝาออกเทลงบนฝ่ามือ เม็ดเล็กๆ สีเหลืองทองอร่ามกลิ้งออกมาหลายเม็ด
“นี่คือรวงผึ้งดาราที่มาจากน้ำผึ้งชั้นเลิศหลายชนิด มีสรรพคุณฟื้นฟูลมปราณและรักษาาแ” ไป๋เสียอธิบาย
ลู่เต้าหยิบรวงผึ้งดาราขึ้นมาหนึ่งเม็ด ส่องดูใต้แสงไฟ ก่อนเอ่ยถามอย่างสงสัย “คนอื่นเขาหลอมโอสถปรุงยา ทำไมเ้าถึงกลายเป็ทำขนมหวานไปได้”
ไป๋เสียตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าไม่ชอบรสขม”
“ก็ได้” ลู่เต้านำรวงผึ้งดาราสีเหลืองทองเข้าปาก รสชาติหวานละมุนละลายทันที จากนั้นก็รู้สึกได้ถึงไออุ่นที่ก่อตัวขึ้นในอก
“รีบหน่อย! นำไออุ่นนั่นไปที่จุดาเ็”
ลู่เต้าหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ค่อยๆ นำพาไออุ่นไปยังแขนและซี่โครง ไม่นานความเ็ปบริเวณาแก็บรรเทาลงด้วยพลังิญญา
รอยฟกช้ำบนแขนจางหายไป ซี่โครงที่หักก็เชื่อมต่อกัน เดิมทีเวลาหายใจเขามักจะรู้สึกเจ็บแปลบๆ แต่ในตอนนี้ลู่เต้ากลับมาหายใจได้อย่างสะดวกอีกครั้ง
สมกับเป็โอสถขั้นสูง หลังรักษาาแหายดีแล้วยังคงเหลือพลังิญญาอยู่อีกมาก ลู่เต้าหลับตาลงนำพลังิญญาไปยังทะเลปราณ
สำหรับคนทั่วไปที่ยังไม่ทะลวงจุดชีพจร การกินรวงผึ้งดาราหนึ่งเม็ดอาจต้องใช้เวลาสามเดือนในการดูดซับพลังิญญาทั้งหมด
แต่หากเทียบพลังิญญามากมายเช่นนี้กับต้นไม้ั์แล้ว ก็เปรียบเสมือนน้ำเพียงหยดเดียว ถูกดูดซับไปในพริบตา ผลไม้ที่กำลังสุกงอมบนต้นไม้ยังคงไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง
“ยังไม่พออีกหรือ” ไป๋เสียออกคำสั่ง “เ้าหนูกินต่อไป!”
ตอนแรกลู่เต้ายังคงค่อยๆ ทานทีละเม็ด ต่อมาอาจรู้สึกว่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงยกน้ำเต้าขึ้นเทรวงผึ้งดาราเข้าปาก!
พลังิญญาที่มาจากรวงผึ้งดาราถูกต้นไม้ั์ดูดซับไปจนหมด ลู่เต้าเพียงรู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนผลไม้นั้นก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
ต้นไม้ั์เป็ดั่งขุมนรกไร้ก้นบึ้งที่ดูดซับพลังิญญาเข้าไปอย่างไม่สิ้นสุด
ไม่รู้ตัวว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ผลไม้ยังไม่ทันสุกงอม รวงผึ้งดาราก็หมดลงเสียก่อน
“หมดแล้วหรือ” ไป๋เสียเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
ลู่เต้าเทน้ำเต้าลงแล้วเขย่าสองสามที ภายในว่างเปล่าไม่เหลือแม้แต่เศษน้ำตาล
ขณะที่ทั้งสองคิดว่าล้มเหลว ทันใดนั้นลู่เต้าก็รู้สึกถึงแรงสั่นะเืจากทะเลปราณอย่างรุนแรง ต้นไม้ั์ในร่างเปล่งประกายสีทองอร่าม บนท้องฟ้าเหนือทะเลปราณมีฟ้าผ่าดังสนั่น
“ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อโอสถหายากใกล้สุกงอม!” ไป๋เสียเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “แม้แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะสุกงอมเป็ผลอะไร!
เดิมทีเขาคิดจะให้ลู่เต้าคอยชี้นำพลังิญญาต่อไป แต่ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก ลู่เต้าก็นั่งสมาธินำพลังิญญาไปยังผลไม้นั้นอย่างเงียบงัน
พายุโหมกระหน่ำในทะเลปราณ ลู่เต้าหลับตาเพ่งสมาธิ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายบนหน้าผาก
ในที่สุดท้องฟ้าเหนือทะเลปราณก็มีอสุนีบาตสีทองฟาดเข้ากับผลไม้นั้น ลู่เต้าพลันหน้าซีดกุมท้องน้อยแน่น
ดวงตาที่ปิดสนิทลืมขึ้นทันใด ไม่นานนักบนฝ่ามือก็มีผลไม้สีทองเปล่งประกายศักดิ์สิทธิ์
ผล...ผลไม้สุกงอมแล้ว!
