บทที่3 ปลาขยะ
“แต็ก... แต็ก... แต็ก...แต๊ก!”
เสียงเครื่องยนต์ดีเซลสูบเดียวของเรือประมงนับสิบลำดังระงมสอดประสานกันท่ามกลางม่านหมอกที่ยังคงโอบกอดอ่าวจินไห่ไว้ กลิ่นน้ำมันไหม้โชยมาปะทะกับกลิ่นไอเกลือเข้มข้นอันเป็เอกลักษณ์ของท้องทะเล แสงสีทองรำไรที่ขอบฟ้าเริ่มปัดเป่าความมืดออกไป เผยให้เห็นวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยการดิ้นรนของชาวประมงในหมู่บ้านบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้
ชาวบ้านร่างกำยำหลายสิบคนกำลังทยอยนำเรือเข้าเทียบท่า เสียงะโทักทายดังข้ามลำเรือเป็ระยะ
“เฮ้! เหล่าหวัง! วันนี้โชคเข้าข้างไหมพี่ ได้ติดอวนมาเยอะหรือเปล่า!” ชายคนหนึ่งะโถามจากเรือลำข้างๆ
“พอถูไถน่ะสิเหลยจื่อ!” ชายสูงวัยที่ถูกเรียกว่าเหล่าหวังะโตอบพลางเช็ดคราบน้ำมันบนมือที่หยาบกร้าน “ได้ปลาเก๋าตัวสวยๆ มาแค่ไม่กี่ตัว นอกนั้นก็มีแต่ปลาเล็กปลาน้อย... แล้วทางเ้าล่ะ?”
“อย่าพูดถึงเลยพี่ชาย!” เสียงตอบกลับเต็มไปด้วยความท้อแท้ “วันนี้ปลาใหญ่ไม่เข้าอวนเลย มีแต่ ปลาขยะ เต็มเข่งไปหมด แต้มแรงงานวันนี้คงจะน้อยจนน่าใจหาย”
คำว่า ปลาขยะ ถูกพ่นออกมาพร้อมกับความชิงชัง ชาวประมงคนอื่นๆ ต่างรีบแบกเข่งปลาขึ้นไปยังจุดคัดแยกของกองพลผลิต เสียงฝีเท้าหนักๆ บนไม้กระดานท่าเรือและเสียงถังไม้กระทบกัน คือท่วงทำนองแห่งความเหนื่อยล้าที่บรรเลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกเช้าวันใหม่
ภายในกระท่อมซอมซ่อ ไป๋เย่วหลี กำลังยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานเก่าที่ฝ้าฟางจนเห็นใบหน้าได้เพียงเลือนราง
เธออยู่ในชุดนักเรียนสีเทาซีดที่มีรอยปะชุนหนาเตอะตรงศอกและชายเสื้อ แม้มันจะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนเนื้อผ้าบางเฉียบ แต่มันกลับถูกซักจนสะอาดสะอ้านและรีดด้วยการพับไว้ใต้หมอนจนเรียบกริบราวกับจะประกาศว่า แม้ชีวิตจะยากจนแต่จิตใจของเธอยังคงมุ่งมั่น
เย่วหลีจ้องมองเงาตัวเองในกระจก เด็กสาววัยสิบห้าปีคนนี้มีดวงตากลมโตที่ส่องประกายฉลาดเฉลียว ผิวพรรณที่เคยซีดเหลืองเริ่มมีเืฝาด
"วันนี้ต้องไปโรงเรียน... โลกที่จื่อหลิงเป็ราชินีงั้นเหรอ?" เย่วหลีแค่นยิ้มที่มุมปากพลางรัดผมเปียสองข้างอย่างทะมัดทะแมง "แล้วเราจะได้เห็นกันว่าใครกันแน่ที่จะเป็เ้าของบัลลังก์ที่แท้จริง"
ไม่นานนัก เสียงเครื่องเรือก็ดับลงที่ท่าเรือท้ายหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าและบทสนทนาอันเหนื่อยอ่อนของพ่อกับแม่ที่กลับจากการออกเรือมาตลอดทั้งคืน
“อาเป่าๆ! ตื่นมาช่วยพ่อขนตะกร้าเร็วเข้า!” เสียงของ ไป๋เถี่ยซาน ะโเรียกอาเป่า เด็กน้อยที่นอนคุดคู้สูดขี้มูกอยู่บนแคร่เด้งตัวตื่นทันทีราวกับติดสปริง “ครับพ่อ! ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
เย่วหลีเดินตามน้องชายออกไปที่ลานหน้าบ้าน เห็นพ่อกับแม่ช่วยกันประคองตะกร้าไม้ไผ่ที่หนักอึ้งและเปียกโชกขึ้นมา ในตะกร้ามีปลาขนาดกลางอยู่หลายตัวซึ่งต้องส่งเข้ากองพลผลิตเพื่อแลกแต้มแรงงาน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเย่วหลีที่สุดกลับเป็ถังไม้ใบเล็กอีกใบ...
มันเต็มไปด้วยปลาไส้ตันตัวจิ๋วที่เกล็ดสีเงินวาววับสะท้อนแสงไฟสลัว
“วันนี้ก็ได้แต่ปลาพวกนี้มาอีกแล้ว...” หลินซิ่ว บ่นพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก “แต้มแรงงานวันนี้คงได้ไม่กี่แต้ม ข้าวสารที่บ้านก็จวนจะหมดลงทุกที”
เย่วหลีไม่รอช้า เธอคุกเข่าลงข้างถังปลาไส้ตันทันที มือเรียวบางหยิบปลาขึ้นมาดมกลิ่นและสำรวจความสดอย่างละเอียด สัญชาตญาณ QC มือหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมาในมโนสำนึก
"ปลาสดมาก! เนื้อยังแน่น กลิ่นคาวตามธรรมชาติยังไม่เปลี่ยนเป็กลิ่นแอมโมเนีย ถ้าหมักตอนนี้จะได้น้ำปลาเกรดพรีเมียมที่สุด... น้ำปลาจะต้องเป็สีอำพันแน่ๆเลย!"
“พ่อคะ ปลาพวกนี้... พ่อจะทิ้งอีกไหมคะ?” เย่วหลีเงยหน้าถามเถี่ยซาน
ผู้เป็พ่อหัวเราะเบาๆ ในลำคอพลางส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู “ทิ้งสิลูก ใครเขาจะกินปลาขยะพวกนี้กัน ก้างก็เยอะ รสชาติก็ขม... ลูกยังจะเอาไปทำน้ำปลาอะไรนั่นจริงๆ หรืออาหลี?”
“จริงค่ะพ่อ” เย่วหลีตอบเสียงหนักแน่นจนเถี่ยซานต้องชะงัก “เย็นนี้กลับจากโรงเรียน หนูจะเริ่มจัดการกับพวกมัน พ่ออย่าเพิ่งเอาไปโยนทิ้งทำปุ๋ยอีกนะคะ เก็บไว้ในที่ร่มหน่อยอย่าให้โดนแดดจัดเด็ดขาด”
หลินซิ่วเดินมาลูบไหล่ลูกสาวเบาๆ “ไปโรงเรียนเถอะลูก เื่นี้เอาไว้ค่อยว่ากัน เดินระวังๆ ล่ะ... อย่าไปใกล้เพื่อนที่นิสัยไม่ดีพวกนั้นอีกนะ”
เย่วหลีพยักหน้ารับคำแม่ เธอหยิบกระเป๋าผ้าใบเก่าที่มีรอยขาดสะพายขึ้นบ่า ก่อนจะก้าวเดินออกจากตัวหมู่บ้านที่ถูกโอบล้อมด้วยน้ำเค็ม หมู่บ้านจินไห่ตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยช่องแคบเล็กๆ โดยมีสะพานไม้เก่าทอดยาวเป็เส้นเืใหญ่เชื่อมต่อไปยังแผ่นดินใหญ่
สะพานแห่งนี้... ที่ซึ่งเธอเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อวันก่อน
ระหว่างที่เดินข้ามสะพานที่ส่งเสียง เอี๊ยด... อ๊าด... ตามจังหวะก้าวเดิน ลมทะเลปะทะใบหน้าพาเอาความทรงจำอันเ็ปกลับมาวูบหนึ่ง แต่เย่วหลีเพียงแค่กำสายกระเป๋าแน่นขึ้น ดวงตาของเธอไม่ได้มองหาความแค้น แต่มองตรงไปยังตัวเมืองที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
ในหัวของเธอไม่ได้มีแค่บทเรียน แต่กำลังคำวณสูตรเคมี อัตราส่วนความเข้มข้นของเกลือ การตกตะกอน และเทคนิคการกรองน้ำปลาให้ใสบริสุทธิ์ด้วยทรัพยากรที่คนบนเกาะเรียกมันว่า ขยะ
แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องแรงขึ้น เงาของเด็กสาวเกาะชาวประมงในชุดปะชุนทอดยาวไปบนพื้นสะพานอย่างมั่นคง ไป๋เย่วหลีกำลังมุ่งหน้าสู่สมรภูมิแห่งแรกของเธอในปี 1975... ที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนบนเกาะนี้เห็นว่า ขยะในมือคนฉลาด คือขุมทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้!
