เล่มที่ 4 บทที่ 119 ขั้นเซียนเทียนและโฮ่วเทียน
เพียงครู่เดียวก็เกิดเสียงะเิดังกัมปนาทขึ้นมา เปลวไฟมากมายพวยพุ่งจนเกิดเป็สะเก็ดเปลวไฟจำนวนมากกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ แม้หลินเฟยจะมีพลังปราณคุ้มกาย แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนถูกดวงอาทิตย์ร้อนแรงดวงหนึ่งอัดกระแทกเข้าใส่อย่างเต็มแรง…
ต่อให้เตรียมใจมาก่อนก็ตาม พอเจอเหตุการณ์ตรงหน้าเข้าจริง ก็ยังอดที่จะตะลึงพรึงเพริดไม่ได้ เพราะเปลวไฟหลายสายที่พวยพุ่งออกมานั้นไม่ต่างอะไรกับัเพลิงบ้าคลั่งก็ว่าได้ เมื่อสิ้นเสียงะเิดังกัมปนาทลง ก็มีกลุ่มควันลอยตลบอบอวลไปทั่ว…
“บ้าจริง…”
หลินเฟยถึงกับต้องปล่อยปราณกระบี่สามสายออกมาถึงจะคุ้มกันเอาไว้ได้ ทุกจุดที่ถูกเปลวไฟพาดผ่าน ล้วนถูกเผาจนมอดไหม้ หลังจากถ่มเขม่าควันในปากออกมา เขาก็เงยหน้ามองเพดานถ้ำที่ถูกแรงอัดะเิเสียหายทันที ภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้นทำให้หลินเฟยตกตะลึงจนตาค้างเลยทีเดียว…
เป็อย่างที่คิดจริงๆ สิ่งที่อยู่ในอุกกาบาตนั่นจะต้องมีพลังไม่ธรรมดาแฝงอยู่…
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า…
จะรุนแรงขนาดนี้…
นี่แค่กะเทาะผิวเปลือกนอกเท่านั้น เปลวไฟก็รุนแรงถึงขนาดนี้แล้ว หากะเิออกมาจริงๆ เปลวไฟนั่นจะไม่ถล่มทุกอย่างจนพินาศไปเลยหรือ?
“ดูท่าจะมีโอกาสเก้าในสิบที่จะเป็แร่ขั้นเซียนเทียนเลยก็ว่าได้…” หลินเฟยยกมือเช็ดเขม่าควันบนใบหน้า ก่อนจะเริ่มบงการปราณกระบี่ทั้งสามสายเพื่อปิดล้อมเปลวไฟเอาไว้ให้แ่า ภายใต้เปลวไฟอันร้อนแรงนั้น สามารถมองเห็นเปลวไฟดวงน้อยขนาดเท่ากำปั้นกำลังเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างชัดเจน เมื่อปราณกระบี่เข้ามาใกล้ มันก็สั่นไหวตอบรับเล็กน้อยราวกับเต้าหู้ที่แสนอ่อนนุ่ม…
‘ดูเผินๆเหมือนจะไม่มีพิษสงอะไร แต่ใครจะคาดคิดว่ามันจะมีพลังน่ากลัวและรุนแรงถึงเพียงนี้?’
หลินเฟยค่อยๆบงการปราณกระบี่ให้เคลื่อนที่เข้าใกล้สิ่งนั้นช้าๆ เวลานี้เขาไม่กล้าบุ่มบ่ามแม้แต่น้อย เพราะหากรุนแรงเกินไป เกรงว่าเ้าสิ่งนี้จะใจนเตลิด และหากเกิดการปะทะซึ่งๆหน้าขึ้นมาละก็ หลินเฟยที่ในตอนนี้ไม่มีปราณกระบี่ทั้งสามคุ้มกายนั้น ก็คงไม่สามารถเอาชีวิตรอดไปได้ง่ายๆ... ภายใต้เคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูทำให้ปราณโลหะสีทองอันร้อนแรงถูกสูบออกมาทีละน้อย ก่อนจะไหลเข้าสู่ร่างกายหลินเฟยผ่านทวารทั้งห้า…
“หื้อ?”
ชั่วขณะที่ปราณโลหะกำลังเข้าสู่ร่างกายนั้น หลินเฟยก็เกิดสะดุ้งขึ้นมา
“นี่ไม่ใช่แร่เซียนเทียนงั้นหรือ?”
หลังจากที่รู้ความจริง หลินเฟยก็เครียดลงทันที เสียแรงไปก็ไม่น้อยจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็แค่แร่ขั้นโฮ่วเทียนเท่านั้น
หลินเฟยรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาทันที…
แม้สิ่งนี้จะมีพลังรุนแรง แต่หลังจากที่มันสลายกลายเป็ปราณโลหะเข้าสู่ร่างกาย หลินเฟยก็รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ปราณโลหะสีทองของแร่เซียนเทียน เพราะแร่เซียนเทียนแท้จริงย่อมเกิดจากการบ่มเพาะของฟ้าดิน หรือเรียกได้ว่า เป็สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติ แต่ปราณโลหะที่เข้ามาในร่างของเขาตอนนี้ กลับไม่มีกลิ่นอายธรรมชาติแฝงอยู่แม้แต่น้อย
ซึ่งก็แปลว่านี่เป็แค่แร่ขั้นโฮ่วเทียนธรรมดาๆเท่านั้น
“สงสัยคงไม่อาจบรรลุขั้นมิ่งหุนได้…” หลินเฟยส่ายหัว รู้สึกเสียดายเล็กน้อย เพราะบัดนี้พลังในตัวของเขาสูงเกินกว่าขั้นย่างหยวนไปมากแล้ว แต่กลับไม่พบแร่ขั้นเซียนเทียนที่เป็หัวใจสำคัญในการบรรลุขั้นมิ่งหุนเสียที…
ในตอนแรกหินอุกกาบาตนี้มีความเป็ไปได้สูงว่าจะสามารถช่วยให้เขาบรรลุขั้นมิ่งหุนได้ แต่บัดนี้มันกลับเป็แค่แร่ขั้นโฮ่วเทียน…
‘คงต้องเสียเวลาอีกสักพักแล้วล่ะ’
“แต่ที่พลังรุนแรงได้ขนาดนี้ หรือเพราะมันจะเป็แร่โฮ่วเทียนขั้นแปดไม่ก็เก้ากันนะ?” หลินเฟยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก็รู้สึกได้ว่าพลังรุนแรงเช่นนี้หากไม่ใช่แร่เซียนเทียนละก็ อย่างน้อยก็จะต้องเป็แร่โฮ่วเทียนขั้นแปด หรือไม่ก็ขั้นเก้าเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่มีพลังรุนแรงเช่นนี้หรอก…
ถ้าเป็แร่โฮ่วเทียนขั้นแปดไม่ก็เก้าจริงๆละก็…
ทว่าตอนนี้หลินเฟยมีขั้นบำเพ็ญแค่ย่างหยวนเท่านั้น แล้วจะหลอมเอาปราณโลหะของมันออกมาได้อย่างไร?
“หรือว่าจะมีความลับซ่อนอยู่?”
หลินเฟยพินิจชั่วครู่ก็หยุดโคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูลง ขณะเดียวกันก็บงการให้ปราณกระบี่สามสายกลับมาคุ้มกันกายเนื้ออย่างแ่า หลังจากเดินฝ่าความร้อนเข้าใกล้เ้าสิ่งนั้นจนมีระยะห่างเพียงสามฉื่อ ครั้งนี้เอง หลินเฟยก็โคจรพลังปราณขุมหนึ่งเข้าไปสำรวจแทนที่จะใช้ตาเปล่าในการดู…
“ช่างเป็ดวงไฟที่ร้อนแรงจนน่ากลัว…” ชั่วขณะที่พลังปราณแทรกซึมเข้าไป หลินเฟยก็รู้สึกถึงความร้อนรุนแรงสายหนึ่งที่จู่โจมเข้ามา พริบตาเดียวก็เผาทำลายพลังปราณที่ส่งเข้าไปจนหมดสิ้น
แต่เพียงชั่วเวลาสั้นๆนี้ ก็เพียงพอที่จะให้หลินเฟยล่วงรู้อะไรบางอย่างขึ้นมาได้…
“น่าสนใจทีเดียว…” ชั่วขณะที่พลังปราณถูกเผาทำลาย หลินเฟยก็ชะงัก แต่ไม่นานเขาก็เผยรอยยิ้มออกมา หลังจากส่ายหัวน้อยๆ เขาก็เริ่มโคจรส่งพลังปราณเข้าไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้ส่งพลังปราณเข้าไปสายเดียวเท่านั้น แต่เขากลับส่งเข้าไปสายแล้วสายเล่าอย่างต่อเนื่อง
เพียงแค่ครึ่งชั่วยาม หลินเฟยก็ส่งพลังปราณเข้าไปหลายร้อยสาย แต่พลังส่วนมากที่เพิ่งจะแทรกซึมเข้าไปไม่นาน ก็ถูกเผาไหม้จนหมด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถหลบการสกัดกั้นของเปลวไฟจนล่วงล้ำเข้าไปข้างในได้…
จากนั้นรอยยิ้มของหลินเฟยก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ
พลังปราณสามสายที่ผ่านการขัดขวางของเปลวไฟจนล่วงล้ำเข้าไปได้นั้น บัดนี้พวกมันได้เจอเข้ากับพื้นที่กว้างขวางอันมืดมิด ไม่มีทั้งดวงจันทร์และดวงตะวัน ไม่มีทั้งแสงดาวและพลังหยินหยาง บริเวณนั้นว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดๆ หลินเฟยเห็นดังนั้นก็ตะลึงขึ้นมาทันที หากสร้างห้วงมิติแบบนี้ได้ ย่อมจะต้องเป็แร่ชั้นเซียนเทียนแน่นอน!
และก็เป็อย่างที่คิด เมื่อพลังปราณทั้งสามสายวนเวียนสำรวจไปทั่วทั้งบริเวณ ก็พบว่าบริเวณใจกลางของมิตินั้นมีขุมพลังสายหนึ่งปรากฏอยู่เลือนราง…
แต่เพราะพลังขุมนี้กำลังหลับใหลอยู่ แถมยังถูกเปลวไฟรุนแรงห้อมล้อมเอาไว้ ทำให้แม้แต่เคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูก็จับกลิ่นอายของมันไม่ได้
“ฮ่าๆ เป็อย่างนี้นี่เอง…”
หลังจากะเิหัวเราะเสียงดัง หลินเฟยก็โคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูอีกครั้ง เพื่อบงการให้ปราณกระบี่ทั้งสามสายกลายเป็เป็ปราณสีทอง โดยปราณสีทองที่เกิดจากปราณกระบี่อิ๋นเหวินทำหน้าที่เข้าต้านเปลวไฟอันร้อนแรง ส่วนปราณสีทองที่เกิดจากปราณกระบี่ทงโยนก็เข้าขวางกั้นแยกพลังหยินหยางออกจากกัน สุดท้ายปราณสีทองที่เกิดจากปราณกระบี่ไท่อี๋ก็ชนกระแทกห้วงมิติน้อยอย่างแรง ทันใดนั้นปราณสีทองเซียนเทียนที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติจากฟ้าดินก็เปิดประตูมิติน้อยนี้ออก ห้วงมิติที่เงียบสงบและมืดมิดไร้ซึ่งแสงใดๆ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที…
ขุมพลังที่หลับใหลก็ขยับเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นมาทันที…
ห้วงมิติน้อยเกิดปฏิกิริยาราวกับกับกำลังตื่นขึ้น
ขณะเดียวกันหลินเฟยก็เก็บปราณกระบี่ทั้งสามสายกลับมา ก่อนจะโคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูอีกครั้ง เพียงครู่เดียวปราณโลหะสีทองขั้นเซียนเทียนมากมายก็ไหลเข้าสู่ร่างของเขา…
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
