“ศิษย์พี่เยี่ย แย่แล้วๆ มีคนบุกเข้าไปในเรือนที่พักของจีชิงเสวี่ยแล้วคิดจะทำมิดีมิร้ายกับนาง”
เยี่ยเฉินเฟิงที่บ่มเพาะอยู่ในค่ายกลรวมิญญามาตลอดจนกระทั่งมาถึง่คอขวดของเขตแดน จู่ๆ ก็ถูกเสียงร้อนรนของใครบังคนรบกวนจนต้องตื่นขึ้นมา
“เ้าเป็ใคร?”
แสงสว่างจ้าแสบตาเปล่งกระกายออกมาจากดวงตาของเยี่ยเฉินเฟิง เขามองชายหนุ่มแปลกหน้าที่นำข่าวมาบอกพลางเอ่ยถามด้วยเสียงเ็า
“ข้า...ข้าเป็ศิษย์ในสำนักที่รู้สึกชื่นชมศิษย์พี่เยี่ย”
เมื่อสบตากับสายตาคมกริบดุจกระบี่ของเยี่ยเฉินเฟิง ชายคนนั้นก็เกิดอาการอึกอัก พูดจาติดๆ ขัดๆ ขึ้นมาทันที
“งั้นหรือ?” เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวถามเสียงต่ำ “งั้นบอกข้ามาสิ ว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่”
เพราะว่าบ่มเพาะอยู่ภายในค่ายกลรวมิญญาตลอดเวลา เยี่ยเฉินเฟิงจึงไม่รู้ว่ามีคนจากนิกายอัคคี์มาเยือน
“เพิ่งเกิดเื่ขึ้นเมื่อครู่นี้เอง มีคนผู้หนึ่งทำลายค่ายกลเรือนที่พักของศิษย์พี่จีโดยพลการแล้วบุกเข้าไปภายในเรือนป่าวประกาศให้ศิษย์พี่จีไปเป็ผู้หญิงของเขา” ชายคนดังกล่าวข่มความรู้สึกกลัวในใจเอาไว้แล้วพูดออกไปอย่างไม่ค่อยปะติดปะต่อนัก
“อืม...คนผู้นั้นเป็ใครกัน เขาไม่กลัวกฎของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์บ้างหรือไง?”
แม้เยี่ยเฉินเฟิงจะจับพิรุธจากชายที่แสดงสีหน้าตื่นใผู้นี้ได้เล็กน้อย แต่เขากลับไม่รู้สึกสงสัยในคำพูดของอีกฝ่าย
“ข้า...ข้าไม่ทราบ” ชายหนุ่มส่ายหัวเป็เชิงไม่รู้
“อย่าบอกนะว่าเป็คนจากตระกูลเซินถู?”
พอคิดว่าจีชิงเสวี่ยทำตัวสงบเสงี่ยมตลอดระยะเวลาที่อยู่ภายในสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ เช่นนั้นการที่มีคนจงใจไปหาเื่นางก็มีโอกาสสูงมากที่จะมีสาเหตุมาจากตัวเขา และคนผู้นั้นก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็ยอดฝีมือจากตระกูลเซินถู
“เฮ้อ ตอนนั้นไม่น่าตอบตกลงร่วมมือเล่นละครตบตากับจีชิงเสวี่ยเลยให้ตายสิ”
เยี่ยเฉินเฟิงแอบถอนหายใจเงียบๆ กับตัวเอง เป็เพราะละครตบตาในตอนนั้นแท้ๆ เลยทำให้จีชิงเสวี่ยต้องเจอกับอันตรายมากมายโดยใช่เหตุ แล้วก็สร้างเื่ลำบากให้ตัวเองมากมายอีกต่างหาก
“ฟุ่บ!”
แม้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะไม่อยากเกี่ยวข้องกับจีชิงเสวี่ยให้ลึกซึ้งมากไปกว่านี้อีกแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้จีชิงเสวี่ยต้องมาถูกข่มเหงรังแกเพราะถูกหางเลขกับเขาด้วย ร่างของเขาสว่างวาบขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะแปรรูปลักษณ์เป็ร่างเงาสายหนึ่งและหายออกไปจากค่ายกลรวมิญญาอย่างไร้ร่องรอย
“น่า...น่ากลัวชะมัด”
แม้ว่าเมื่อครู่นี้เยี่ยเฉินเฟิงจะไม่ได้ปลดปล่อยพลังอำนาจอันแกร่งกล้าออกมา ทว่าเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าของเขา ชายหนุ่มที่มาส่งข่าวกลับรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล เหงื่อเย็นๆ ทั่วร่างไหลซึมออกมาจนชุดที่สวมใส่อยู่เปียกชุ่ม
จีชิงเสวี่ยที่กำลังบ่มเพาะพลังอยู่ภายในห้องของตนเอง จับััได้อย่างกะทันหันว่าค่ายกลภายในเรือนถูกคนทำลายทิ้ง จึงตื่นขึ้นมาจากการบ่มเพาะทันที
เมื่อนางเดินออกมาที่กลางเรือน ก็พบว่ามีชายหนุ่มสวมอาภรณ์ที่ทอขึ้นมาจากไหมทองคำ สีหน้าโอหังวางท่าอย่างชัดเจนและกำลังใช้สายตาร้อนแรงมองสำรวจมาทางตนเอง สายตาของเขากวาดขึ้นลงมองใบหน้าและรูปร่างงดงามของนางอย่างโจ่งแจ้ง
“เ้าเป็ใคร ทำไมถึงต้องทำลายค่ายกลของเรือนที่พักของข้าแล้วบุกรุกเข้ามาเช่นนี้ เ้าไม่กลัวกฎของสำนักบ้างรึไง?” จีชิงเสวี่ยรู้สึกขยะแขยงสายตาของโยวซานเสียนอย่างมาก จึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงรังเกียจ
“กฎสำนัก?” โยวซานเสียนเผยรอยยิ้มดูแคลนบนใบหน้า กล่าวว่า “ข้าไม่ใช่คนของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ กฎของสำนักไม่มีผลอะไรกับข้าหรอก อีกอย่างเ้าก็ไม่ต้องหวังว่าใครจะมาช่วยล่ะ เพราะต่อให้กานเต้าไป๋อยู่ตรงนี้ด้วย ข้าก็ยังไม่คิดจะไว้หน้าเขาเลย”
“เ้า...เ้าเป็ใครกันแน่?”
จีชิงเสวี่ยได้ยินคำพูดอวดดีของโยวซานเสียนแล้วความหวาดหวั่นในใจก็ยิ่งรุนแรงขึ้น แต่ยังแสร้งเอ่ยถามด้วยความสงบนิ่ง
“ข้าคือคนของตำหนักหยินหยางนิกายอัคคี์ ท่านปู่ของข้าคือผู้าุโของตำหนักหยินหยาง” โยวซานเสียนเอ่ยแนะนำฐานะและเื้ัของตนเองอย่างภาคภูมิใจ
“เ้าคือทูตจากนิกายอัคคี์ที่มาเยือนในวันนี้สินะ”
เมื่อรู้ฐานะของโยวซานเสียนแล้ว ใบหน้าของจีชิงเสวี่ยก็ซีดขาวหนักกว่าเดิม นางัักลิ่นอายอันตรายได้จากสายตาของอีกฝ่าย
“ถูกต้อง ที่ข้ามาหาเ้าในวันนี้ เพราะคิดจะหยิบยื่นวาสนาอันล้นฟ้าให้แก่เ้า” โยวซานเสียนคลี่ยิ้มบางๆ สายตาวาววับจ้องมองรูปร่างสัดส่วนงดงามของจีชิงเสวี่ยและย่างสามขุมเข้ามาใกล้
“ความหวังดีของคุณชายข้าขอรับไว้ด้วยใจ เพียงแต่ข้าอยากจะก้าวสู่เส้นทางการฝึกบำเพ็ญอย่างแท้จริง จึงไม่รู้สึกสนใจวาสนาที่คุณชายพูดถึง เชิญท่านกลับไปเถอะ” จีชิงเสวี่ยก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย นางกล่าวปฏิเสธอย่างรักษาน้ำใจ
“เฮ้อ ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็คงต้องใช้กำลังบังคับแล้วล่ะ”
เมื่อถูกจีชิงเสวี่ยปฏิเสธ รอยยิ้มบนใบหน้าของโยวซานเสียนก็เปลี่ยนเป็ความเ็าทันที พลังอำนาจอันแกร่งกล้าแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเขา ตรึงร่างของจีชิงเสวี่ยเอาไว้ไม่ให้ขยับ
“เ้า...เ้าคิดจะทำอะไร?”
เมื่อรู้สึกถึงพลังอำนาจกดดันที่โยวซานเสียนปลดปล่อยออกมา จีชิงเสวี่ยก็รู้สึกหายใจลำบากขึ้นมาชั่วขณะ สีหน้าพลันซีดขาว ะโขึ้นเสียงดังลั่น
“เ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรล่ะ?” โยวซานเสียนจ้องมองจีชิงเสวี่ยที่งดงามไปทุกส่วนและเอ่ยขึ้นอย่างอวดดี “การที่ข้าสนใจเ้า นับเป็วาสนาของเ้าแล้ว ขอแค่เ้าปรนนิบัติรับใช้ให้ข้าพึงพอใจ ยอมติดตามอยู่ข้างกายของข้าแต่โดยดี ข้าก็จะบอกให้ท่านปู่ฉีกกฎยอมรับเ้าเข้าสู่ตำหนักหยินหยาง”
“แต่ถ้าเ้าไม่รู้จักกาลเทศะ ก็อย่าหาว่าข้าลงมือโเี้ก็แล้วกัน”
“เ้า...เ้าอย่าเข้ามานะ ถ้าเ้าเข้ามาใกล้กว่านี้ ข้าจะร้องะโให้คนมาช่วย”
จีชิงเสวี่ยไม่คิดว่าโยวสานเสียนจะอวดดีมากถึงเพียงนี้ ถึงขั้นจะใช้กำลังบีบบังคับตนเอง เสี้ยววินาทีนั้นนางรู้สึกราวกับตกลงไปในอุโมงค์น้ำแข็ง ร่างกายเย็นวาบั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า สั่นระริกทั้งตัวด้วยความหวาดกลัวจับใจ
“ฮ่าฮ่า เรียกคน? มาถึงขั้นนี้แล้วเ้ายังคิดว่าจะมีคนมาช่วยอีกหรือ?” โยวซานเสียนหัวเราะลั่น “จะบอกอะไรให้นะ วันนี้ไม่ว่าใครจะโผล่หัวมาก็ไร้ผล เ้าไม่มีทางดิ้นหลุดไปจากกำมือของข้าได้หรอก”
“คุณชายโยว ท่านไม่ได้กำลังพักผ่อนอยู่หรอกหรือ ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ”
ในตอนที่โยวซานเสียนคิดจะใช้กำลังบังคับอยู่นั้น น้ำเสียงมีอายุก็ดังขึ้นมาอย่างฉันพลัน ผู้าุโหลิวและผู้าุโถานที่มีสัมพันธ์อันดีต่อเยี่ยเฉินเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน
“ทำไม ข้าจะไปที่ไหนก็ต้องรายงานพวกเ้าด้วยงั้นหรือ?”
โยวซานเสียนไม่คิดว่าผู้าุโทั้งสองจะโผล่ออกมาขัดความสุขของเขาเสียได้ สีหน้าจึงมืดครึ้มขึ้นมากะทันหัน เอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างเ็า
“คุณชายโยวกล่าวล้อเล่นแล้ว พวกเราย่อมไม่กล้าขัดขวางคุณชายอยู่แล้ว เพียงแต่จีชิงเสวี่ยเป็ศิษย์ที่ข้าค่อนข้างจะชื่นชอบ กำลังคิดอยากจะรับนางเข้าสาขาพอดี ขอคุณชายโยวโปรดเห็นแก่หน้าข้าสักครั้ง”
ผู้าุโหลิวเมินเฉยต่อความดุร้ายในแววตาของโยวซานเสียน เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
“ฮึ หากข้าไม่ให้อยากเห็นแก่หน้าเ้าล่ะ?” โยวซานเสียนแค่นเสียงเ็า กล่าวขึ้นอย่างไม่คิดจะเกรงใจใคร ความดุร้ายในดวงตาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
“คุณชายโยว แม้ว่าฐานะของพวกเราจะด้อยกว่าท่านมากก็จริง แต่ข้ากับผู้าุโถานก็พอจะมีความสัมพันธ์กับนิกายอัคคี์อยู่บ้าง หากนิกายอัคคี์ทราบว่าท่านข่มเหงรังแกศิษย์หญิงของสำนักอย่างไร้สำนึกล่ะก็ ข้าว่าคงเสียถึงหน้าของผู้าุโโยวอย่างแน่นอน” ผู้าุโหลิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ไสหัวไป...”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวเตือนของผู้าุโหลิว โทสะในใจของโยวซานเสียนก็ยิ่งลุกโชน สบถถ้อยคำออกมาด้วยเสียงกดต่ำ
“คุณชายโยว...”
“ข้าบอกให้พวกเ้าไสหัวออกไปไง ไม่ได้ยินหรือไงวะ?”
โยวซานเสียนไม่อาจข่มเพลิงโทสะที่อยู่ในใจได้อีกต่อไป ร่างเลือนลางของจิตอสูรแรดเกราะเหล็กปรากฏขึ้นทับซ้อนร่างกายของเขา กลุ่มก้อนพลังอำนาจพุ่งทะลักไปทางผู้าุโหลิวและผู้าุโถานราวกับคลื่นที่ซัดกระหน่ำ
แม้ว่าผู้าุโหลิวและผู้าุโถานจะเป็จอมพลอสูรโลการะดับสี่ แต่โยวซานเสียนที่สามารถหยิบใช้ทรัพยากรมหาศาลของนิกายอัคคี์ได้ ทำให้เขาทะลวงผ่านเขตแดนจอมพลอสูรโลการะดับห้าได้นานแล้ว พลังที่แท้จริงจึงอยู่เหนือกว่าพวกเขามาก
เมื่อถูกพลังอำนาจอันแข็งแกร่งของอีกฝ่ายโจมตี ผู้าุโทั้งสองก็ถูกกระแทกจนร่นถอยหลังไปอย่างต่อเนื่อง เืลมทั่วร่างปั่นป่วนอย่างรุนแรง
“ข้าจะเตือนพวกเ้าเป็ครั้งสุดท้าย รีบหายไปจากสายตาของข้าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นข้าจะไม่เกรงใจพวกเ้าอีกแล้ว” โยวซานเสียนคล้ายราชสีห์ที่ถูกทำให้โกรธ เอ่ยเตือนขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
จีชิงเสวี่ยที่เห็นว่าโยวซานเสียนไม่แม้แต่จะเกรงใจผู้าุโหลิวและผู้าุโถาน ดวงตากลมโตคู่สวยก็ฉายแววสิ้นหวังออกมาทันที
“ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน วันนี้ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าใครจะแตะต้องนางได้”
ในตอนที่ผู้าุโหลิวและผู้าุโถานกำลังสองจิตสองใจอยู่นั้น น้ำเสียงที่ราวกับฟ้ากัมปนาทก็ดังขึ้น เยี่ยเฉินเฟิงที่เหยียบย่างเคลื่อนย้ายเงาพรายพลันปรากฏกายขึ้นมาทัน่เวลาคับขันพอดี
