หลี่จิ่งหนานวางกล่องไม้ในมือลงบนโต๊ะ เปิดออก เผยให้เห็นสบู่สามก้อนที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่ภายใน
“นี่คือ...” ไทเฮาที่ยังเยาว์เผยสีหน้าสงสัย
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าดูคล้ายขนมหวาน มีสีสันชวนมองและเนื้อเนียน แต่กลับไม่มีกลิ่นอายของอาหารอย่างที่ควรจะเป็
“นี่คือสบู่ก้อนที่ปรับปรุงใหม่ เหมาะสำหรับใช้ล้างหน้าและอาบน้ำ ไม่เพียงแต่จะล้างทำความสะอาดได้อย่างหมดจด แต่ยังช่วยบำรุงผิวอีกด้วย” ในดวงตาของหลี่จิ่งหนานฉายแววแห่งรอยยิ้มและความภาคภูมิใจ ราวกับว่าสบู่เหล่านี้เป็สิ่งที่ทำขึ้นมาเอง
เขายื่นสบู่น้ำผึ้งก้อนหนึ่งให้เจิ้งซูเหวิน “เสด็จแม่ลองใช้ก้อนนี้ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ฤดูร้อนใช้แล้วจะรู้สึกสดชื่นมาก”
เจิ้งซูเหวินรับมาไว้ในมือ เมื่อได้ััสบู่ทำมือทรงสี่เหลี่ยมเช่นนี้ ก็รู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก
นางถือมันขึ้นมาสูดดมเบาๆ ก็ได้กลิ่นหอมหวานจางๆ ของน้ำผึ้ง นี่ใส่น้ำผึ้งเข้าไปจริงๆ หรือ?
“ดูเผินๆ ก็นับว่าไม่เลว” แม้ยังไม่เคยใช้ แต่ในเมื่อเขาตั้งใจนำมามอบให้ จึงไม่อยากทำให้เขาเสียน้ำใจ
หลี่จิ่งหนานกล่าวกับนางกำนัลที่คอยรับใช้ว่า “ไปเอาอ่างน้ำมาให้ข้าทีสิ”
ผ่านไปไม่นานนางกำนัลก็ยกอ่างน้ำอันหนึ่งเข้ามา
อ่างนี้เป็อ่างไม้สนหอมประดับทองคำ น้ำในอ่างเป็น้ำจากน้ำพุูเาที่เย็นชื่น ทุกสิ่งทุกอย่างในวังหลวงล้วนเป็ของที่ดีที่สุด แม้แต่สิ่งเล็กน้อยก็ตาม
หลี่จิ่งหนานนำสบู่ไปชุบน้ำ ถูเบาๆ จนเกิดฟองสีขาวนวลละเอียด แล้วสาธิตวิธีการใช้งานรอบหนึ่ง
ความจริงแล้ววิธีใช้ก็ไม่ต่างจากสบู่ก้อนแบบเดิม เพียงแต่ฟองละเอียดกว่า อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกก็สวยงามน่าใช้ยิ่งนัก จึงทำให้ดูแตกต่างออกไป
เจิ้งซูเหวินมองแล้วก็ชอบใจ อารมณ์ของนางจึงดีขึ้นมาก
หลี่จิ่งหนานเช็ดมือที่ล้างเสร็จแล้วจนสะอาด ยื่นไปตรงหน้านาง “เสด็จแม่ดูสิ ขาวสะอาดขึ้นมากเลยใช่หรือไม่?”
เจิ้งซูเหวินแย้มพระสรวล “ขาวที่ไหนกัน ออกไปเล่นซนข้างนอกจนดำเหมือนลิงเปื้อนโคลน! จะล้างอย่างไรก็ดำอยู่ดีนั่นแหละ!”
หลี่จิ่งหนานหัวเราะตาม ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างมารดาและบุตรชายก็หายไปในพริบตา
หลังจากที่หลี่จิ่งหนานออกไปแล้ว นางกำนัลก็เข้ามาปลอบใจ “ฝ่าากตัญญู ทรงห่วงใยพระนางอยู่เสมอเพคะ”
เจิ้งซูเหวินพยักหน้าช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้ม “ออกไปข้างนอกครั้งนี้ กลับมาก็ดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมาก”
...
หลังจากที่หลี่จิ่งหนานกลับมา อุปนิสัยก็อ่อนโยนขึ้นมาก ไม่เหมือนกับตอนขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ เ้าอารมณ์และดื้อรั้น
เวลาหารือราชกิจกับเหล่าเสนาบดีในการประชุมเช้าที่ท้องพระโรง เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีเหมือนเด็กเอาแต่ใจเหมือนครั้งก่อนแม้แต่ขันทีและนางกำนัลที่เคยถูกลงโทษในวังหลวงก็ลดลงไปมาก
เจิ้งซูเหวินรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนักกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ คิดเสียว่า การที่หลี่จิ่งหนานได้ออกไปข้างนอกมาสักครา ทำให้ได้เปิดโลกทัศน์กว้างขวางมากขึ้น เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความโกรธเคืองที่มีต่อหลี่จิ่งหนานที่แอบออกไปข้างนอกโดยพลการก็จางหายไปบ้าง
เวลาผ่านไปอีกสองสามวัน ตอนที่การประชุมเช้ากำลังจะจบลง จู่ๆ หลี่จิ่งหนานก็บอกกับขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหลายว่า ตนเองได้พบสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง จึงอยากเชิญเหล่าเสนาบดีมาร่วมชื่นชม
เื่นี้เดิมทีก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร แต่สถานที่ชมสมบัตินั้นกลับอยู่นอกเมืองเซิ่งจิง อยู่ในที่รกร้างว่างเปล่าแห่งหนึ่ง ทั้งยังเป็ในเวลากลางคืนอีกด้วย
ไทเฮาที่เพิ่งวางใจไปหมาดๆ กลับต้องหวั่นวิตกขึ้นมาอีกครั้ง
นางไปหาหลี่จิ่งหนาน ถามถึงเจตนาของโอรส หลี่จิ่งหนานหัวเราะฮ่าฮ่าแล้วกล่าวว่า เป็เื่ที่ดี เื่ที่ดีมากๆ
เจิ้งซูเหวินรู้สึกงุนงง
หลี่จิ่งหนานสั่งให้สำนักหอดูดาวหลวงเลือกฤกษ์งามยามดี
ในค่ำคืนนั้น ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไม่มีลมไม่มีเมฆ
พื้นที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนั้น กลับเต็มไปด้วยทหารรักษาพระองค์ยืนเรียงรายกันเป็แถว ฮ่องเต้น้อยกับเหล่าเสนาบดีนั่งเรียงกันอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
เนื่องจากผู้ที่เดินทางมามีจำนวนมาก แถมยังเป็ขุนนางระดับสูง จึงสร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง
ชาวบ้านเ่าั้เกรงกลัวบารมีของทหารรักษาพระองค์ จึงไม่กล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ อยากรู้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่
ยิ่งดึกดื่น ท้องฟ้ายิ่งมืดมิด ยุงก็ยิ่งชุกชุม เหล่าเสนาบดีบางคนชักจะทนไม่ไหว จึงเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยถึงการกระทำแปลกประหลาดของฮ่องเต้น้อย
มีเพียงอัครมหาเสนาบดีจั่วและหนิงอ๋องที่ยังคงนั่งอย่างสงบนิ่ง ไม่แสดงอาการใดๆ
ต่อมาขันทีน้อยของฮ่องเต้ก็มาแจ้งว่า การเคลื่อนไหวของสมบัติล้ำค่านี้ค่อนข้างใหญ่โต หากผู้ใดมีร่างกายไม่แข็งแรงเกรงว่าจะได้รับความใเอาได้ สามารถกลับไปก่อนได้เลย ฝ่าาจะไม่ถือโทษแต่อย่างใด
เช่นนี้ยิ่งน่าแปลกขึ้นไปอีก
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ถูกกระตุ้นให้อยากรู้อยากเห็นขึ้นไปอีก! แม้แต่เหล่าเสนาบดีที่เพิ่งบ่นเื่ยุงก็ไม่อยากจากไปไหนแล้ว
หลี่จิ่งหนานกล่าวว่า “ข้างหน้าคือูเาอวี้ชิง สมบัติล้ำค่าอยู่บนูเานั้น”
ขณะนั้นเหล่าเสนาบดีมีสีหน้าแตกต่างกันไป
ที่รกร้างว่างเปล่าผืนนี้ ด้านหน้าเป็หินทรายที่เพาะปลูกไม่ได้ ป่าไม้รกเรื้อ ส่วนูเาอวี้ชิงนั้นก็คล้ายเหมือนสตรีนอนเอนกายอยู่ใต้ผืนฟ้า เส้นโค้งเว้าของูเานั้นอ่อนช้อยเผยให้เห็นเป็เงารางๆ ท่ามกลางความมืด
ูเาอวี้ชิงนั้นอยู่ด้านหน้าจริงๆ แต่คำว่า ‘ด้านหน้า’ นี้ จะไม่ดู...ไกลไปหน่อยหรือ?
หรือว่าไม่ควรตั้งสถานที่พักชมที่ตีนเขาอวี้ชิง?
หลี่จิ่งหนานกลับดูเหมือนว่าจะพอใจกับสีหน้าของทุกคน จึงหันไปกล่าวกับเสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ข้างๆ ว่า “เริ่มได้แล้ว”
ขันทีน้อยเสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้าลงเดินไปด้านข้าง พูดอะไรบางอย่างกับทหารองครักษ์ ไม่นานนักทหารองครักษ์ผู้นั้นก็จุดคบเพลิง แล้วจุดกระถางไฟบนแท่นสูงที่อยู่ด้านหน้า
หลี่จิ่งหนานยิ้มแล้วเอ่ยเสียงดังว่า “ทุกท่านอย่าได้กะพริบตาเชียวนะ สมบัติล้ำค่านี้กำลังจะปรากฏออกมาแล้ว!”
ไม่กี่วินาทีหลังจากที่พูดจบ ก็เห็นแสงไฟปรากฏขึ้นด้านหน้า!
ตามมาด้วยเสียงดังสนั่น!
ตูมๆ! ตูม! ตูมตูมตูมตูมตูม
ูเาอวี้ชิงถูกฉาบไปด้วยแสงเพลิง ราวกับแผ่นดินกำลังสั่นะเื!
นี่มันอะไรกัน? สายฟ้า? แผ่นดินไหว?!
ทุกคนมีสีหน้าซีดเผือด มองภาพที่อยู่ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว รู้สึกเหมือนกับว่ามีพลังมหาศาลกำลังบีบเคล้นูเาทั้งลูกให้กลายเป็ผุยผง!
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
เสียงะเิดังต่อเนื่องติดกันเกือบสามสิบครั้ง ราวกับูเาทั้งลูกถูกะเิจนทะลุ!
หลังจากเสียงสงบลง ท่ามกลางความมืดมิดเส้นโค้งที่เคยงดงามนั้นกลับมีรอยแตกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น!
ตอนนี้เป็เวลากลางคืน หากเป็เวลากลางวัน หรือหากได้อยู่ใกล้กว่านี้ พวกเขามั่นใจว่าจะได้เห็นสภาพของูเาอวี้ชิงที่ถูกะเิจนดำไหม้เละเทะอย่างชัดเจน
เงียบสนิท
ถึงแม้เสียงะเิจะหยุดไปแล้ว ทุกคนก็ยังคงมองไปยังูเาที่อยู่ไกลๆ ด้วยความตกตะลึง
ในตอนนั้นเอง หลี่จิ่งหนานก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง
ในเสียงหัวเราะนั้นมีความเ็าและดุร้ายแฝงอยู่
“ถึงกองทัพเหลียวจะเก่งกาจเพียงใด ก็เป็แค่ก้อนเนื้อและกลุ่มเื จะสู้ความแข็งแกร่งของหินผาได้หรือ? เมื่อมีอาวุธเทพเช่นนี้แล้ว แคว้นต้าฉีของเรายังต้องกลัวสิ่งใดอีก?!”
จู่ๆ ประโยคสุดท้ายก็ถูกเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่สูงขึ้นอย่างกะทันหัน
เหล่าเสนาบดีคุกเข่าลง “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ! ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี!”
หลี่จิ่งหนานกวาดสายตาไปรอบๆ มองข้ามสีหน้าแปลกประหลาดของเสด็จอาไป ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ จากนั้นกล่าวอย่างสงบนิ่ง “ก่อนที่เสด็จพ่อจะต พระองค์เคยตรัสอะไรบางอย่างกับข้า”
เมื่อรำลึกถึงเื่ราวในอดีต น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็หนักแน่นขึ้น เผยให้เห็นถึงความเป็ผู้ใหญ่ที่โตเกินวัยไม่เหมาะกับวัยเยาว์
“เสด็จพ่อตรัสว่า ูเาพานหลงมีอาวุธประจำชาติซ่อนอยู่ หากไม่ได้ก็ต้องทำลายเสีย ห้ามให้อาวุธนี้ตกไปอยู่ในมือของชาวเหลียวเด็ดขาด” หลี่จิ่งหนานหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “เจิ้นปฏิบัติตามพระราชโองการของเสด็จพ่อ ไปทีู่เาพานหลงเพื่อตามหาอาวุธชิ้นนี้ กลับไม่พบสิ่งใด แต่ได้พบกับสตรีประหลาดผู้หนึ่ง สตรีผู้นี้ไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่ใช่ชาวฉี และไม่ใช่ชาวเหลียว ปรากฏตัวขึ้นบนูเาโดยไร้ที่มา นางได้ปรับปรุงดาบกระบี่หอกง้าวของแคว้นต้าฉีของเรา ทั้งยังปรับปรุงธนูหน้าไม้ ตอนนี้ยังสร้างอาวุธเทพเช่นนี้ขึ้นมาได้อีก เห็นได้ชัดว่าสตรีนางนี้เป็ผู้ที่มีความสามารถในการประดิษฐ์อาวุธ หากสามารถรั้งนางไว้ในแคว้นต้าฉีได้ ต่อไปแคว้นต้าฉีต้องมีความเจริญอย่างแน่นอน ทุกท่านคิดว่า ควรจะประทานอะไรให้เพื่อรั้งนางไว้?”
เหล่าเสนาบดีต่างนิ่งเงียบ
ทุกคนรู้ดีว่าหลี่จิ่งหนานกำลังเอาคืน...
ครั้งที่แล้วที่ฟู่ถิงเย่ทูลขอพระราชทานรางวัลให้แก่หวาชิงเสวี่ย หลี่จิ่งหนานอยากจะประทานบรรดาศักดิ์ให้ แถมยังอยากให้นางเข้ารับตำแหน่งในกรมสรรพาวุธ แต่กลับถูกเหล่าเสนาบดีคัดค้าน ฮ่องเต้จึงกริ้วและเสด็จออกจากท้องพระโรงไป
ั้แ่สมัยโบราณมา มีอย่างที่ไหนให้สตรีได้เข้ารับราชการ! แม้แต่เื่การมอบบรรดาศักดิ์ให้ ก็ยังดูเป็เื่เหลวไหลเกินไปด้วย
ฉะนั้นในตอนนี้...
ทุกคนจึงพากันลังเล ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
เพราะเสียงะเิเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในใจ ไม่สามารถลบเลือนไปได้
หาก้ารั้งหวาชิงเสวี่ยไว้ เพียงแค่เงินทองไข่มุกและอัญมณี เกรงว่าจะไม่เพียงพอ
ความหมายของฮ่องเต้น้อยนั้นชัดเจน หวาชิงเสวี่ยไม่ใช่คนของแคว้นฉี และไม่ใช่คนของแคว้นเหลียว ดังนั้น...ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถซื้อตัวนางได้ และยิ่งไปกว่านั้น แคว้นเหลียวใน่ไม่กี่ปีมานี้เอาแต่สู้รบกวาดล้างศัตรู มีรัฐใต้การปกครองคอยส่งบรรณาการให้ ย่อมต้องร่ำรวยกว่าแคว้นต้าฉีแน่นอน
แคว้นต้าฉี จะมีอะไรควรค่าให้หวาชิงเสวี่ยอยู่ต่อกันล่ะ?
คนเหล่านี้ไม่้าให้สตรีทำงานราชการ เพราะั้แ่สมัยโบราณมาไม่เคยมีมาก่อน แต่พวกเขาก็ไม่ยอมให้ผู้ใดมาแย่งชิงคนของตนไปเช่นกัน
หลี่จิ่งหนานเห็นว่าไม่มีใครพูดอะไร จึงไม่ได้สนใจ สายตาของเขาจับจ้องไปยังหนิงอ๋องที่อยู่ด้านข้าง
“เสด็จอา มีข้อเสนอใดหรือไม่?”
หนิงอ๋อง หลี่เชียน เป็น้องชายร่วมมารดาของอดีตฮ่องเต้ เป็อาของหลี่จิ่งหนาน เขายังหนุ่มแน่น ทั้งยังมีใบหน้าคล้ายกับอดีตฮ่องเต้ถึงห้าส่วน มีคิ้วและดวงตาแจ่มใส ท่าทางสง่างาม มุมปากยกยิ้มน้อยๆ ทำให้รอยยิ้มของเขาดูอ่อนโยน
“ผู้มีพร์เช่นนี้ หากออกจากแคว้นต้าฉีไป ก็จะเป็ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่แคว้นต้าฉีไม่อาจแก้ไขได้” หนิงอ๋องดวงตาดูโค้งลงเล็กน้อย แย้มยิ้มพลางหันไปมองอัครมหาเสนาบดีจั่ว โยนปัญหาไปให้คนอื่น “อัครมหาเสนาบดีจั่วมีประสบการณ์มากมาย ย่อมต้องมีแผนการที่สมบูรณ์แบบเป็แน่”
ตอนที่หลี่จิ่งหนานติดอยู่ในเมืองเหรินชิว หนิงอ๋องก็เป็ทายาทที่ถูกต้องตามลำดับราชวงศ์ จึงวางแผนจะแย่งชิงราชบัลลังก์ แต่แล้วแผนการนี้ก็ต้องล้มเหลวไปเนื่องจากหลี่จิ่งหนานถูกฟู่ถิงเย่พาตัวกลับมา
เมื่อเทียบหนิงอ๋องกับฮ่องเต้ที่ยังเยาว์แล้ว องค์ชายมีอำนาจที่หยั่งรากลึกมากกว่า หลี่จิ่งหนานไม่อาจโค่นล้มพระองค์ได้ ส่วนองค์ชายก็พลาดโอกาสที่จะโค่นล้มหลี่จิ่งหนานเช่นกัน ทั้งสองจึงรักษาสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะสงบแต่กลับแฝงไปด้วยความผิดปกติ
อัครมหาเสนาบดีจั่วอายุห้าสิบกว่าปี เป็ชายชราผมขาว แต่กลับไม่ได้ดูใจดีเหมือนผู้เฒ่าทั่วไป เขามีใบหน้าเคร่งขรึม ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ดูเข้าถึงยาก
เมื่อได้ยินคำพูดของหนิงอ๋องใบหน้าก็สงบนิ่ง ไม่แสดงสีหน้าใดๆ หันไปทำความเคารพหลี่จิ่งหนานพร้อมกล่าวว่า “กราบทูลฝ่าา กระหม่อมคิดว่าสิ่งที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนตรัสไว้นั้นถูกต้องแล้ว ผู้ที่มีพร์น่าทึ่งเช่นนี้ หากตกไปอยู่ในมือของชาวเหลียว แคว้นต้าฉีก็จะไม่มีวันสงบสุข!”
ดวงตาของหลี่จิ่งหนานสั่นไหวเล็กน้อย เอนกายเข้าไปถามว่า “ความหมายของท่านอัครมหาเสนาบดีคือ...”
อัครมหาเสนาบดีจั่วกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ประทานสมรสพระราชทานให้แม่นางหวาพ่ะย่ะค่ะ! จากนั้นก็ประกาศให้ทั้งใต้หล้ารู้ว่า เมื่อแต่งงานเข้าแคว้นต้าฉี ก็คือคนของแคว้นต้าฉีแล้ว ควรที่จะรับใช้แคว้นต้าฉี แม้ว่าชาวเหลียวอยากจะใช้เงินทองมาซื้อตัวนางไป ก็ต้องเกรงใจกันบ้าง!”
หลี่จิ่งหนานตกตะลึงไปในทันที ใมากจนถึงกับไอออกมา!
ตาแก่นี่ หน้าด้านขึ้นทุกวันแล้ว!
ทว่าวิธีนี้กลับง่าย ตรงไปตรงมาและมีเหตุผลสมควรทุกประการ!
แต่นี่ไม่ใช่ความตั้งใจเดิมของเขาเสียหน่อย...
ฮ่องเต้น้อยมุมปากกระตุก พยายามทำเป็สงบนิ่ง แล้วถามว่า “ตามความเห็นของท่านอัครมหาเสนาบดี ควรหาตระกูลใดให้แม่นางหวา?”
อัครมหาเสนาบดีจั่วมีท่าทางครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะตอบกลับว่า “หาก้าขัดขวางความคิดชาวเหลียว บุคคลผู้นี้ต้องเป็ผู้ที่ไม่สามารถถูกชาวเหลียวชักจูงไปเป็พวกได้ง่ายๆ บุคคลที่ดีที่สุดจึงเป็...เชื้อพระวงศ์พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเอ่ยจบ สายตาของเขาจับจ้องไปยังหนิงอ๋องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม!
หลี่จิ่งหนานใกับคำพูดของอัครมหาเสนาบดีเฒ่าจนอ้าปากกว้าง!
หนิงอ๋องยิ้มเ็า “ไร้สาระ”
อัครมหาเสนาบดีจั่วก็ไม่โกรธเคือง ยังเอ่ยต่อไปว่า “แน่นอนว่าต้องเป็ไปตามความ้าของแม่นางหวาด้วย การแต่งงานที่งดงามสมบูรณ์เท่านั้นถึงจะสร้างสัมพันธ์อันดีได้ มิฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดความแค้นเคืองพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเอ่ยจบ สายตาของเขาก็มองไปทางหนิงอ๋องราวกับกำลังสงสัยว่าเสน่ห์ของหนิงอ๋องนั้นคงไม่มากพอที่จะทำให้แม่นางหวาพึงพอใจ!
สีหน้าของหนิงอ๋องนั้นก็ยิ่งดูย่ำแย่มากขึ้น
