แล้วจู่ๆ คำพูดของนายท่านเดโชเมื่อสามปีก่อนก็แผดเข้ามาในหูของฉันเหมือนกับฝันร้ายที่ยังตามหลอกหลอนเรื่อยมา
‘สักวันฉันจะทำให้เธอต้องกลับมาที่บ้านหลังนี้อีก… วันนี้เธออาจจะหนีเงื้อมมือฉันไปได้ แต่เธอไม่อาจหนีชะตากรรมได้พ้น ชะตากรรมที่ฉันจะเป็ผู้กำหนดให้เธอเอง…’
ฉันนิ่งงันไปชั่วขณะ…
นิ่งราวกับถูกสะกดเพราะยังตกอยู่ในภวังค์คิดเื่คำพูดของนายท่านที่เคยประกาศเอาไว้
“เอ่อ… คุณโมรา คุณได้ยินผมใช่ไหมครับ”
ทนายไพศาลคงเห็นว่าฉันเงียบไปนานจึงรีบถาม
“ค่ะ… ได้ยินค่ะ… ”
ฉันสะดุ้ง รีบตอบอึกอัก
“ถ้างั้นเจอกันเช้าวันเสาร์ที่บ้านของนายท่านเดโชนะครับ… ”
ทนายไพศาลสรุป หลังจากได้พูดคุยกันต่อมาอีกครู่สั้น
“ค่ะ… ”
ฉันรับคำไม่เต็มปากนัก… บอกตรงๆ ว่าในใจนึกกลัวความคิดของนายท่าน
คิดแล้วอดหวั่นใจไม่ได้ เพราะฉันรู้ว่าจิตใจของนายท่านเดโชนั้นลุ่มลึกเกินจะคาดเดา
ฉันรู้ดีว่าเขาเหมือนคนป่วยที่ไม่มีวันจะยอมรับว่าตัวเองป่วย พฤติกรรมที่แผงเร้นอยู่ภายในจิตใจของเขาล้วนมืดดำกักขฬะเกินกว่าจะคาดเดาได้
และวันนี้ฉันจำต้องกลับไปที่คฤหาสน์หลังใหญ่… คฤหาสน์ที่ฉันเคยหนีออกมาเมื่อสามปีก่อน
ย้อนไปเมื่อสามปีที่แล้ว
เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเกิดครบรอบอายุห้าสิบปีของนายท่าน เขาจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ภายในห้องรับแขกที่มีเพียงแค่ฉันกับลุงคนสวนและคนขับรถในห้อง
“ทำไมหนูต้องแต่งตัวแบบนี้… ”
วันนี้อายุของฉันเกินสิบแปดปีแล้ว นายท่านเดโชขอตัวฉันมาจากบ้านเด็กกำพร้าเพื่ออุปการะั้แ่ตอนที่ฉันอายุสิบสามปี และวันนี้เขากำลังจะประกาศความเป็สามีฉันต่อหน้าทุกคนในบ้าน
“นี่หนูจะต้องเป็เมียนายท่านใช่ไหม”
ฉันถามป้าพรซึ่งเป็แม่ครัวและแม่บ้านทำงานรับใช้อยู่ในบ้านหลังนี้มาหลายปี
“ใช่จ้ะ… ”
ป้าพรตอบตามตรง…
ในวันที่ความจริงได้ถูกเฉลยออกมาแล้วว่านายท่านหวังอะไรในตัวฉัน
