บทที่ 4 : ปุจฉาวิสัชนาและคราบหมึกบนเสื้อขาว
ห้องเรียนวิชา 'อักษรศาสตร์และปรัชญา' ของสำนักศึกษาหลวงนั้นกว้างขวางและโอ่อ่า เสาไม้สักทองสลักลวดลายัค้ำยันเพดานสูงลิบ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ ดังเป็ระยะ
ถังอวี้หลาน นั่งตัวเกร็งอยู่แถวหน้าสุด... ใช่แล้ว แถวหน้าสุด!
ไม่ใช่เพราะนางขยันเรียนแต่อย่างใด แต่เป็เพราะ เซี่ยหยางจิน รูมเมทจอมเผด็จการของนางเดินดุ่มๆ มานั่งตรงตำแหน่งที่ดีที่สุด (หน้าอาจารย์) และด้วยกฎบ้าบอที่ว่า 'รูมเมทต้องนั่งคู่กันเพื่อส่งเสริมความสามัคคี' ทำให้นางจำใจต้องลากสังขารมานั่งข้างเขา
"ง่วงชะมัด..."
อวี้หลานบ่นในใจ เปลือกตาหนักอึ้งราวกับแขวนตุ้มเหล็กไว้ เมื่อคืนนางแทบไม่ได้นอนเพราะระแวงว่าความลับจะแตก บวกกับผ้าพันหน้าอกที่รัดแน่นจนหายใจไม่ทั่วท้อง ทำให้นางรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็ลม
อาจารย์ผู้สอนในวันนี้คือ 'อาจารย์าุโหลี่' ชายชราหนวดเครายาวเฟื้อย ผู้มีน้ำเสียงเนิบนาบชวนหลับเป็ที่สุด เขาเดินไปมาระหว่างโต๊ะเรียน พลางท่องบทกวีโบราณด้วยท่วงทำนองยานคาง
"ผู้รู้ย่อมไม่พูด ผู้พูดย่อมไม่รู้... มรรควิถีนั้นลึกล้ำ..."
อวี้หลานสัปหงก หัวทุยๆ ของนางเริ่มโยกไปมาเหมือนไก่จิกข้าวสาร หลายครั้งที่หน้าผากเกือบจะกระแทกกับแท่นฝนหมึก แต่นางก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ทันท่วงทีทุกครั้ง
ปึก!
พัดด้ามจิ้วกระแทกเบาๆ ที่ไหล่ของนาง อวี้หลานสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองคนข้างๆ
เซี่ยหยางจินไม่ได้หันมามองนาง สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่กระดานดำ แต่ปากขยับเอ่ยเสียงลอดไรฟัน "นั่งดีๆ อย่าทำท่าทางเหมือนไก่ป่วย มันน่ารำคาญ"
"ขะ... ขออภัยขอรับ" นางกระซิบตอบ พลางยืดตัวตรงพยายามถลึงตาให้ตื่น
"เอาล่ะ..." จู่ๆ อาจารย์หลี่ก็หยุดเดิน เขาหันมามองเหล่านักศึกษาด้วยสายตาคมกริบ "ข้าท่องบทกวี 'สรรเสริญความงามแห่งขุนเขา' จบไปแล้ว... มีใครบอกข้าได้บ้างว่า แก่นแท้ที่กวี้าสื่อคือสิ่งใด?"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องเรียนทันที เหล่าบัณฑิตต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา กลัวจะถูกเรียกชื่อ
"เงียบกันหมด... ไหนดูซิ ปีนี้มีใครน่าสนใจบ้าง" สายตาของอาจารย์กวาดมองไปทั่ว ก่อนจะมาหยุดที่...
"อ๋องน้อยลู่เหวิน... เชิญท่านแสดงทัศนะ"
ลู่เหวินที่นั่งอยู่ด้านหลังยิ้มกริ่มเขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นใจ สะบัดพัดในมือหนึ่งที "เรียนท่านอาจารย์ บทกวีนี้พรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เปรียบขุนเขาดั่งบุรุษผู้กล้าที่ยืนหยัดท้าทายลมฝน สื่อถึงความแข็งแกร่งและอำนาจที่ไม่สั่นคลอนขอรับ"
"อืม... เข้าใจได้ดี ตามขนบเดิม" อาจารย์หลี่พยักหน้าเล็กน้อย "มีใครเห็นต่างหรือไม่?"
ลู่เหวินยังไม่ยอมนั่งลง เขากวาดตามองรอบห้อง ก่อนจะแสยะยิ้มเมื่อเห็นแผ่นหลังเล็กๆ ของอวี้หลาน
"ท่านอาจารย์ขอรับ... ข้าได้ยินมาว่าปีนี้มีทายาทสกุลถังผู้เลื่องลือสอบเข้ามาได้ สกุลถังขึ้นชื่อเื่ปัญญาเปรื่องปราชญ์ ข้าอยากฟังความเห็นของ ถังอวี้เฟิง ดูบ้าง ว่าเขาจะมีความคิดเห็นที่ลึกซึ้งเพียงใด?"
ทุกสายตาพุ่งตรงมาที่อวี้หลานทันที
อวี้หลานที่กำลังเคลิ้มๆ ถึงกับตาสว่าง นางลอบด่าลู่เหวินในใจ 'ไอ้เ้ากรรมนายเวร! จะจองเวรกันไปถึงไหน!'
นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ขาที่สั่นเทาภายใต้โต๊ะถูกบังไว้มิดชิด เซี่ยหยางจินวางพู่กันลง เหลือเลือบตามอง 'สุนัขรับใช้' ของตนด้วยหางตา ราวกับจะรอสมน้ำหน้าหากนางตอบไม่ได้
"เรียนท่านอาจารย์..." อวี้หลานสูดหายใจลึก "ศิษย์คิดว่าบทกวีนี้ มิได้สื่อถึงความแข็งแกร่งของบุรุษเพศเพียงอย่างเดียวขอรับ"
"โฮ่? อย่างนั้นรึ?" อาจารย์หลี่เลิกคิ้ว "ไหนลองอธิบาย"
"กวีท่านนี้ใช้คำว่า 'หมอกเมฆโอบกอดขุนเขา' ในวรรคที่สาม... ขุนเขานั้นแข็งแกร่งก็จริง แต่หากไร้ซึ่งสายหมอกและพรรณไม้ที่อ่อนโยนคอยประดับประดา ขุนเขานั้นก็เป็เพียงก้อนหินที่แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา..."
นางสบตากับอาจารย์ด้วยแววตามุ่งมั่น
"ดังนั้น แก่นแท้ของบทกวีนี้ คือ 'ดุลยภาพ' ขอรับ... ความแข็งแกร่งต้องคู่กับความอ่อนโยน หยางต้องคู่กับหยิน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปย่อมไม่อาจเรียกว่างดงามสมบูรณ์... เฉกเช่นแผ่นดินที่ต้องมีทั้งบู๊และบุ๋น จึงจะเจริญรุ่งเรืองได้ขอรับ"
สิ้นเสียงหวานใส ห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
ลู่เหวินหุบยิ้มฉับ หน้าตึงขึ้นมาทันที
"ดี! ดีมาก!" อาจารย์หลี่ปรบมือเสียงดัง หัวเราะชอบใจ "เป็การตีความที่ละเอียดอ่อนและมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม! สมแล้วที่เป็คนสกุลถัง นั่งลงได้!"
อวี้หลานถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง นางแอบเหลือบมองคนข้างๆ
เซี่ยหยางจินยังคงหน้านิ่ง แต่แววตาดูแคลนเมื่อครู่จางหายไปเล็กน้อย เขาหยิบพู่กันขึ้นมาจดบันทึกต่อ พลางเอ่ยลอยๆ
"ก็ไม่ได้มีดีแค่กินกับนอนสินะ"
อวี้หลานยิ้มมุมปาก 'ถือว่าเป็คำชมแล้วกันนะท่านอ๋อง'
แต่ทว่า... ความโล่งใจทำให้ความง่วงที่ถูกกดไว้ตีกลับรุนแรงกว่าเดิม
ขณะที่อาจารย์บรรยายต่อไป อวี้หลานก็เริ่มครองสติไม่อยู่ ศีรษะของนางเริ่มเอียง... เอียงไปทางขวา... ทางที่เซี่ยหยางจินนั่งอยู่
นางพยายามฝืนลืมตา แต่ภาพตรงหน้ามันเบลอไปหมด ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น นางเห็นไหล่กว้างๆ ที่ดูนุ่มน่านอนของคนข้างๆ ...
ตุบ.
ศีรษะทุยๆ ของอวี้หลานร่วงผล็อยลงซบกับไหล่ของท่านอ๋องเข้าอย่างจัง!
เซี่ยหยางจินตัวแข็งทื่อ พู่กันในมือชะงักค้าง ขนลุกชันไปทั้งตัวด้วยความรังเกียจที่มีสิ่งแปลกปลอมมาััร่างกาย
แต่หายนะที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่ม
ด้วยความใที่หัวกระแทกไหล่เขา อวี้หลานสะดุ้งตื่นสุดตัว นางรีบดีดตัวขึ้น พร้อมกับวาดมือออกไปข้างหน้าเพื่อทรงตัว
"เฮ้ย!"
เคร้ง! ซ่า!
มือเรียวของนางปัดไปโดนแท่นฝนหมึกหินสลักลายัที่วางอยู่บนโต๊ะของเซี่ยหยางจินเต็มแรง น้ำหมึกสีดำสนิทที่เพิ่งฝนใหม่ๆ สาดกระจายเป็วงกว้าง...
และเป้าหมายของมันคือ ชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ ของท่านอ๋อง!
เวลาราวกับหยุดหมุน
ทุกคนในห้องอ้าปากค้าง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความสยดสยอง บนหน้าอกเสื้อและแขนเสื้อสีขาวสะอาดตาของเซี่ยหยางจิน บัดนี้ถูกย้อมไปด้วยคราบหมึกสีดำดวงเบ้อเริ่มหยดติ๋งๆ ลงบนตักของเขา
เซี่ยหยางจินก้มลงมองคราบสกปรกบนเสื้อตัวเองช้าๆ มือที่กำพู่กันสั่นระริก จนพู่กันหักดัง เป๊าะ! คามือ
บรรยากาศในห้องเย็นะเืลงจนติดลบ ไอสังหารรุนแรงแผ่พุ่งออกมาจากร่างของแม่ทัพหนุ่ม จนจางเหว่ยที่นั่งอยู่ด้านหลังถึงกับยกมือไหว้พระ
อวี้หลานหน้าซีดจนไม่เหลือสีเื นางมองผลงานศิลปะบนเสื้อของเขา แล้วมองหน้าเขาที่ตอนนี้มืดครึ้มยิ่งกว่าก้นหม้อ
"ขะ... ข้า..." เสียงของนางสั่นพร่า เหมือนคนกำลังจะร้องไห้ "ท่านอ๋อง... ข้าไม่ได้ตั้ง..."
เซี่ยหยางจินเงยหน้าขึ้นมองนางช้าๆ ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขากัดฟันกรอด เอ่ยเสียงเย็นเยียบที่ทำให้ขนหัวลุกชัน
"ถัง... อวี้... เฟิง!!"
"ข้าจะซักให้! ข้าจะซักให้เดี๋ยวนี้เลยขอรับ!"
อวี้หลานรีบคว้าชายเสื้อของเขามาเช็ด (ซึ่งยิ่งทำให้เลอะไปกันใหญ่)
"เอามือสกปรกของเ้าออกไป!" เขาคำรามลั่น ปัดมือนางออกอย่างแรงจนนางเซเกือบตกเก้าอี้
"ออกไป..." เขาชี้ไปที่ประตูห้องเรียนด้วยนิ้วที่สั่นเทา "ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้า... เดี๋ยวนี้!"
อวี้หลานไม่ต้องรอให้พูดซ้ำ นางรีบคว้าตำรา วิ่งหนีตายออกจากห้องเรียนทันที ท่ามกลางสายตาเวทนาของเพื่อนร่วมรุ่น
จบกันชีวิตอันสงบสุข... งานนี้ไม่ใช่แค่ถูกเกลียดขี้หน้าแล้ว แต่นางอาจจะโดนสั่งปะาเจ็ดชั่วโคตรฐานทำชุดท่านอ๋องเปื้อน!
