ตอนที่ 1 รอยปานเื
รัตติกาลแห่งเหมันตฤดูปีนี้ดูจะยาวนานและโหดร้ายกว่าปีใดๆ หิมะแรกที่โปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วพระราชวังหลวงมิได้นำมาซึ่งความงดงามบริสุทธิ์ดังเช่นบทกวีที่เหล่าบัณฑิตพร่ำเพ้อ แต่มันกลับเปรียบเสมือนผ้าห่อศพสีขาวโพลนผืนมหึมา ที่พยายามกดทับและปกปิดความเน่าเฟะ ความโสมม และคาวเืที่ซุกซ่อนอยู่เื้ักำแพงวังสีชาดสูงตระหง่าน
ณ มุมที่ลึกที่สุดและอับเฉาที่สุดของวังหลัง ตำหนักเย่ว์กวง (แสงจันทร์) ที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองด้วยเสียงดนตรีและกลิ่นหอมของดอกไม้เมืองหนาว บัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากสุสานร้างที่ไร้ป้ายิญญา กระเื้ัคาที่แตกหักปล่อยให้ลมหนาวหวีดหวิวลอดเข้ามาดั่งเสียงคร่ำครวญของิญญานางในที่ถูกลืมเลือน ผนังไม้ที่เคยลงรักปิดทองบัดนี้ลอกร่อนจนเห็นเนื้อไม้ผุพัง ราวกับิัของคนแก่ที่ใกล้ตาย
ภายในห้องนอนที่อับชื้นและเย็นจัดจนลมหายใจกลายเป็ไอหมอก ซูเฟยหลิน สตรีผู้ครองตำแหน่งพระสนมขั้นสี่ แต่กลับมีชีวิตความเป็อยู่รุ่งริ่งยิ่งกว่าขอทานข้างถนน กำลังนั่งคุดคู้กอดเข่าอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเก่าคร่ำคร่า บนโต๊ะนั้นมีเพียงกระจกเก่ากรอบทองเหลืองบานหนึ่งที่ฝ้าฟางจนแทบมองไม่เห็นเงาสะท้อน
นิ้วมือที่เคยเรียวยาวดุจลำเทียน บัดนี้กลับหยาบกร้าน แตกเป็แผลเล็กๆ จากการต้องซักล้างเสื้อผ้าด้วยน้ำเย็นจัดในฤดูหนาว นางค่อยๆ ยกมือที่สั่นเทานั้นขึ้นลูบไล้ใบหน้าซีกซ้ายของตนเอง... ััที่ปลายนิ้วรับรู้ได้คือความขรุขระ แข็งกระด้าง และร้อนผิดปกติ
ในเงาสลัวของกระจก รอยปานขนาดใหญ่สีม่วงปนดำพาดผ่านจากโหนกแก้มลงไปจรดลำคอระหง มันดูน่าสะพรึงกลัวราวกับรากไม้พิษที่ชอนไชอยู่ใต้ิั หรือซากศพที่เริ่มเน่าเปื่อยท่ามกลางผิวพรรณส่วนอื่นที่ยังขาวซีด รอยปานนี้คือตราบาป ที่เปลี่ยนชีวิตของนางจากนาง์ให้กลายเป็ตัวกาลกิณีในชั่วข้ามคืน
“พระสนม... ดื่มน้ำแกงสักนิดเถิดเพคะ หากร่างกายไม่อบอุ่น ท่านจะทนผ่านคืนนี้ไปไม่ได้นะเพคะ”
เสียงสั่นเครือของ อาชิง นางกำนัลคู่กายเพียงคนเดียวที่ยังภักดีดังขึ้น นางประคองชามดินเผาบิ่นๆ เข้ามาด้วยมือที่แดงก่ำเพราะความหนาว ในชามนั้นมีเพียงน้ำต้มเดือดใส่เกลือและเศษผักเหี่ยวเฉาไม่กี่ใบ ไร้ซึ่งเนื้อสัตว์หรือไขมันที่จะช่วยประทังความหนาวเหน็บ
เฟยหลินเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยที่เคยสุกใสและเปี่ยมด้วยความหวัง บัดนี้หม่นแสงลงราวกับถ่านที่มอดไหม้จนเหลือเพียงขี้เถ้า นางมองหน้านางกำนัลคนสนิทด้วยความเ็ปลึกสุดใจ
“อาชิง... เ้าเองก็หิวใช่หรือไม่? ข้าเป็นายที่ไร้ค่า... แม้แต่ข้าวสวยสักถ้วย ข้าก็ยังหาให้เ้าไม่ได้”
“ไม่เพคะ! อย่าตรัสเช่นนั้น สำหรับหม่อมฉัน พระสนมคือสตรีที่งดงามและจิตใจดีที่สุด...” อาชิงรีบปฏิเสธ น้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบแก้ม
ยังไม่ทันที่คำปลอบโยนจะจบประโยค เสียงฝีเท้าหนักแน่นของคนจำนวนมากก็ดังสนั่นขึ้นที่หน้าตำหนัก ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะหยันที่แหลมสูงบาดหู
ปัง!
ประตูตำหนักไม้ผุพังถูกผลักออกอย่างแรงจนบานพับส่งเสียงกรีดร้อง ลมหนาวกรรโชกพัดเกล็ดหิมะเข้ามาภายในห้อง หญิงสาวผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าเยื้องย่างราวกับนางพญา นางสวมชุดคลุมขนจิ้งจอกสีแดงเพลิงราคาแพงระยับ ตัดกับสภาพแวดล้อมที่ซอมซ่ออย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของนางจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แต่ดวงตากลับฉายแววอำมหิตราวกับอสรพิษ
สนมเฉิน... สตรีผู้ไต่เต้าขึ้นมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมและการประจบสอพลอ นางยกพัดจีบที่วาดลวดลายดอกโบตั๋นขึ้นปิดจมูก ทำท่าทางรังเกียจกลิ่นอับของตำหนักเย็นอย่างเปิดเผย
“งดงามอย่างนั้นหรือ? ฮ่ะๆๆ! อาชิงเอ๋ยอาชิง แม้แต่สุนัขรับใช้ในตำหนักข้า ยังตาแหลมคมกว่านางกำนัลโง่เง่าตาบอดอย่างเ้าเสียอีก!”
สนมเฉินเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ ข้ารับใช้โขยงใหญ่ที่ติดตามมายืนออกันเต็มหน้าประตู กีดขวางแสงสว่างอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่
“พี่หญิงเฟยหลิน... น้องสาวอุตส่าห์ฝ่าลมหนาว นำน้ำแกงบำรุงมาฝาก เห็นว่าฝ่าามีหมายกำหนดการจะเสด็จตรวจแถวสนมท้ายวัง ข้าเกรงว่าหากฝ่าาทอดพระเนตรเห็นหน้าผี... เอ๊ย! หน้าเ้าเข้า อาจจะทรงพระประชวรพระวาโย (เป็ลม) ไปเสียก่อน”
เฟยหลินค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะผอมบางจนแทบปลิวลม แต่ศักดิ์ศรีของตระกูลขุนนางเก่าแก่ยังทำให้นางเชิดหน้าขึ้น
“สนมเฉิน... เ้า้าอะไร? หากจะมาเพื่อเยาะเย้ยข้าคิดว่าเ้าคงเห็นจนพอใจแล้ว เชิญกลับไปได้”
สนมเฉินหุบพัดดังฉับ รอยยิ้มหวานหยดเลือนหายไป เหลือเพียงความเกลียดชังที่พุ่งพล่าน
“ข้า้าความสะอาดตาอย่างไรเล่า! กำแพงวังหลังอันศักดิ์สิทธิ์มิควรมีรอยเปื้อน และรอยปานบนหน้าอัปลักษณ์ของเ้านั่นแหละ คือรอยเปื้อนที่ขัดหูขัดตาข้าและท่านพี่เสิ่นหลานที่สุด!”
นางก้าวพรวดเดียวถึงตัวเฟยหลิน มือที่สวมปลอกเล็บทองคำกระชากปลายคางมนของเฟยหลินขึ้นมา บังคับให้หันไปมองกระจกที่วางอยู่
“ดูสิ! จงดูสารรูปของตัวเอง! กระจกยังแทบจะรับเงาเ้าไม่ได้ แล้วเ้าคิดว่าฝ่าาผู้สูงส่งจะรับเ้าได้อย่างไร? เ้ารู้ไหมว่าทำไมเ้าถึงอัปลักษณ์เช่นนี้? เพราะใจที่ใฝ่สูงของแม่เ้าอย่างไรเล่า! นางแย่งชิงวาสนาของผู้อื่น ผลกรรมจึงตกทอดมาลงที่หน้าเน่าๆ ของเ้า ให้เ้าอยู่อย่างตายทั้งเป็!”
“ไม่จริง...” เฟยหลินพยายามดิ้นรน เสียงของนางสั่นพร่าด้วยความโกรธแค้น
“ท่านแม่ของข้าเป็คนดี... พวกเ้าต่างหากที่จิตใจสกปรก!”
“หุบปาก นังแพศยา!”
เพี้ยะ!
ฝ่ามือของสนมเฉินฟาดลงบนใบหน้าซีกที่มีรอยปานของเฟยหลินอย่างเต็มแรง แรงตบนั้นหนักหน่วงจนร่างบางลอยกระเด็นไปกระแทกกับโต๊ะเครื่องแป้ง ข้าวของหล่นกระจาย ชามน้ำแกงในมืออาชิงร่วงแตกเสียงดังสนั่น
“พระสนม!” อาชิงหวีดร้องจะถลาเข้าไปช่วย แต่กลับถูกขันทีร่างั์สองคนล็อกแขนไว้แน่น
สนมเฉินมองดูเฟยหลินที่นอนกองอยู่กับพื้น เืสีสดไหลซึมออกมาจากมุมปาก ตัดกับรอยปานสีดำคล้ำอย่างน่าสยดสยอง นางหัวเราะอย่างสะใจ
“ในเมื่อเ้าไม่ยอมรับชะตากรรม วันนี้ข้าจะสงเคราะห์ช่วยเ้าเอง... ข้าจะช่วยล้างความอัปลักษณ์นี้ออกไปให้สิ้นซาก!”
นางหันไปสั่งข้ารับใช้เสียงเหี้ยมเกรียม
“ลากนางไปที่สระบัว! ในเมื่อหนังหน้านี้มันล้างไม่ออก ก็ให้มันไปเน่าเปื่อยเป็อาหารปลาอยู่ในน้ำเสียเถิด!”
“ปล่อยข้านะ! ปล่อย!” เฟยหลินกรีดร้อง ดิ้นรนสุดชีวิต แต่แรงสตรีผู้หิวโหยหรือจะสู้แรงขันทีร่างกายกำยำ นางถูกหิ้วปีกราวกับสัตว์ที่จะถูกนำไปเชือด ลากถูไปตามพื้นระเบียงไม้ที่เต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม ทิ้งรอยเืเป็ทางยาวไปจนถึงริมสระบัว
...
ณ ริมสระบัวหลวงท้ายตำหนัก
ลมพายุหิมะพัดกรรโชกแรงจนผิวน้ำในสระกระเพื่อมเป็คลื่นสีดำทะมึน แผ่นน้ำแข็งบางๆ จับตัวอยู่ที่ขอบสระ สะท้อนความหนาวเหน็บที่สามารถแช่แข็งิญญาได้ในพริบตา
เฟยหลินถูกกดให้นอนราบกับพื้นหินเย็นเฉียบ ใบหน้าของนางแนบชิดกับผิวน้ำที่ส่งไอเย็นขึ้นมากระทบ สนมเฉินเดินนวยนาดเข้ามา ย่อกายลงกระซิบที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงที่หวานหยดย้อยทว่าบาดลึกราวกับใบมีดอาบยาพิษ
“เ้าคงสงสัยสินะว่าทำไมข้าถึงเกลียดเ้านัก... ข้าจะบอกความลับให้เอาบุญก่อนตาย” สนมเฉินแสยะยิ้ม
“จำแป้งไข่มุกตลับนั้นที่เ้าได้รับพระราชทานจากพี่หญิงเสิ่นหลานได้หรือไม่? ข้าเป็คนปรุงสมุนไพรพิเศษ ผสมลงไปเองกับมือ! ตะกั่วขาว ผงกำมะถัน และยางไม้พิษ... ข้าเฝ้ามองดูเ้าประทินโฉมด้วยความสุขใจ รอวันที่หน้าสวยๆ ของเ้าจะค่อยๆ ไหม้เกรียมและเน่าเฟะ!”
ดวงตาของเฟยหลินเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก ความจริงที่ได้รับรู้เ็ปยิ่งกว่าความตาย
“เป็เ้า... เป็พวกเ้าที่วางยาข้า! สารเลว! พวกเ้ามันไม่ใช่คน!”
“ด่าไปเถอะ! เพราะอีกเดี๋ยวเ้าก็จะไม่มีปากไว้ด่าใครแล้ว” สนมเฉินลุกขึ้นยืนแล้วตวาดสั่ง
“กดหัวนางลงไป! เอาให้จมมิด!”
ตูม!
ศรีษะของเฟยหลินถูกกดกระแทกลงไปในน้ำเย็นจัด น้ำทะลักเข้าสู่โพรงจมูกและปาก ความหนาวเหน็บเสียดแทงเหมือนเข็มพันเล่มทิ่มแทงไปถึงสมอง นางพยายามกลั้นหายใจ ดิ้นรนตะเกียกตะกาย แต่สู้แรงกดจากมือแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กไม่ได้
ในความมืดมิดใต้ผิวน้ำ แสงสว่างจางหายไป ลมหายใจเฮือกสุดท้ายเริ่มหมดลง ปอดของนางแสบร้อนราวกับจะะเิ ความทรงจำทั้งชีวิตไหลย้อนกลับมา... ภาพความรักของแม่ ภาพรอยยิ้มของฝ่าาที่เคยมีให้นาง และภาพใบหน้าที่ค่อยๆ อัปลักษณ์ลงทุกวัน
ความแค้น... ความแค้นที่อัดแน่นจนแทบกระอักเื มันรุนแรงเสียยิ่งกว่าความกลัวตาย
‘หากชาติหน้ามีจริง... ข้าขอแลกิญญากับปิศาจตนใดก็ได้... ข้าขอเพียงโอกาสได้ทวงคืนความเ็ปนี้... ให้พวกมันได้รู้รสชาติของการถูกเหยียบย่ำ... ให้พวกมันได้เห็นว่าความงามที่พวกมันเทิดทูน... แท้จริงแล้วมันคือหน้ากากที่โชกไปด้วยเื!’
สติของซูเฟยหลินค่อยๆ ดับวูบลง พร้อมกับดวงจิตสุดท้ายที่กรีดร้องเรียกหาความยุติธรรม
...
วูบหนึ่ง... ท่ามกลางความเวิ้งว้างของมิติเวลา
ในห้วงอวกาศสีดำมืดที่กาลเวลาบิดเบี้ยว มีแสงสว่างสีขาวโพลนพุ่งแหวกผ่านความมืดมิด ิญญาดวงหนึ่งที่มีรูปลักษณ์คล้ายกัน แต่แต่งกายด้วยอาภรณ์ประหลาดจากโลกอนาคต กำลังถูกแรงดึงดูดมหาศาลกระชากเข้าสู่ร่างที่จมดิ่ง
หลินอ้าย บิวตี้บล็อกเกอร์สาวชื่อดังระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชสำอางและการแปลงโฉมที่หาตัวจับยาก กำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงสะท้อนดังก้องในหัวของเธอ
“เ้าคือข้า... ข้าคือเ้า... รับความแค้นของข้าไป... ทวงคืนให้ข้าด้วย!”
นั่นคือคำสั่งเสียสุดท้าย หรืออาจจะเป็คำเชื้อเชิญจากนรก?
ทันใดนั้น ความทรงจำมหาศาลก็ไหลบ่าเข้าสู่สมองของหลินอ้ายราวกับเขื่อนแตก ความเ็ปจากการถูกทรยศ ความอัปยศที่ถูกตบหน้า และความเคียดแค้นต่อสตรีชื่อเสิ่นหลานและเฉิน... ทั้งหมดกลายเป็หนึ่งเดียวกับจิติญญาของเธอ
...
เฮือก!!!
ร่างที่จมแน่นิ่งอยู่ใต้น้ำดีดตัวขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์! แรงเฮือกสุดท้ายจากการผสานสองิญญาทำให้หลินอ้ายในร่างของเฟยหลินสะบัดตัวหลุดจากพันธนาการ นางทะลึ่งพรวดขึ้นจากผิวน้ำ สูดอากาศเฮือกใหญ่เข้าปอด สำลักน้ำออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน
พวกขันทีและนางกำนัลที่กดนางอยู่ต่างผงะถอยหลังด้วยความใ พวกมันคิดว่านางตายไปแล้ว!
“ผี! ผีหลอก!” ขันทีคนหนึ่งร้องเสียงหลงแล้ววิ่งหนีไป สนมเฉินที่ยืนดูอยู่บนฝั่งหน้าซีดเผือด รีบถอยหลังกรูด
“นางยังไม่ตาย! จะหนีทำไม! ไปจับมันกดน้ำอีกรอบสิ!” สนมเฉินะโสั่งเสียงหลง แต่ไม่มีใครกล้าขยับ เพราะแววตาของสตรีที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำนั้น... มันไม่ใช่แววตาของซูเฟยหลินคนเดิม
มันคือดวงตาของนักล่า... ดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความอาฆาต และความมั่นใจที่น่าเกรงขาม
อาชิงที่ถูกกันตัวไว้ รีบสะบัดหลุดแล้ววิ่งเข้ามากอดร่างเปียกโชกของนายหญิง
“พระสนม! พระสนมยังไม่ตาย! ขอบพระคุณ์!”
หลินอ้ายไม่ได้ขานรับทันที นางไอโขลกขลาก ไล่น้ำออกจากปอด ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ผมเผ้าที่เปียกลู่แนบใบหน้ายิ่งขับเน้นรอยปานสีดำให้ดูโดดเด่นและน่ากลัวขึ้นไปอีก นางยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง ััถึงความขรุขระของรอยแผลเป็... รอยไหม้จากสารเคมี สมองของบิวตี้บล็อกเกอร์ประมวลผลทันที มันไม่ใช่ปานแต่กำเนิด! แต่มันคือปฏิกิริยาของิัชั้นในที่ถูกทำลายด้วยโลหะหนักและสารกัดกร่อนรุนแรง!
ความรู้ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตในโลกเดิมบอกเธอชัดเจน รอยดำคล้ำนี้เกิดจากการสะสมของสารปรอทและกำมะถันที่ซึมลึกทำลายเม็ดสีผิวและเซลล์เนื้อเยื่อ มันคือการถูกวางยาพิษอย่างเืเย็นที่สุด! ความโกรธแค้นของซูเฟยหลินผนวกเข้ากับความเกลียดชังความอยุติธรรมของหลินอ้าย จนกลายเป็พลังงานความร้อนที่แผดเผาอยู่ภายใน ร่างกายที่หนาวเหน็บกลับรู้สึกร้อนรุ่มไปด้วยไฟแค้น
หลินอ้ายแสยะยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ดูวิปลาสและงดงามอย่างน่าขนลุก ท่ามกลางบรรยากาศวังเวงริมสระน้ำ
“พวกเ้า... กลัวอะไรงั้นหรือ?”
เสียงของนางแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของกระดาษทราย แต่มันก้องกังวานไปในโสตประสาทของทุกคน หลินอ้ายค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนบนก้อนหินริมสระ ร่างกายเปียกโชกยืนตระหง่าน น้ำหยดติ๋งๆ ลงจากชายชุดขาดวิ่น แสงจันทร์ที่เพิ่งโผล่พ้นเมฆสาดส่องลงมาที่ใบหน้าซีกซ้าย เผยให้เห็นรอยปานดำทมิฬที่ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม
“ฆ่ามัน! ไอ้พวกโง่ ยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบผลักมันลงไปเดี๋ยวนี้!” สนมเฉินหวีดร้องเสียงหลง ชี้นิ้วสั่นระริกมาที่หลินอ้าย แต่นางเองกลับถอยหลังกรูดไปหลบหลังนางกำนัล
หลินอ้ายก้าวเท้าเดินเข้าไปหาพวกมันอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวหนักแน่นและมั่นคง ดวงตาจ้องเขม็งไปที่สนมเฉินไม่วางตา
“ข้าเพิ่งไปเยือนประตูนรกมา...” หลินอ้ายเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
“แต่ท่านพยายมบอกว่า บัญชีแค้นของข้ายังชำระไม่หมด นรกจึงถีบส่งข้ากลับมา... กลับมาเพื่อลากคนชั่วช้าเยี่ยงเ้าลงไปแทน!”
“กริ๊ดดด! ผี! นางเป็ผี!”
เหล่าข้ารับใช้ที่ขวัญอ่อนต่างพากันสติแตก เมื่อเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของพระสนมผู้เคยอ่อนแอ พวกมันทิ้งไม้ทิ้งมือแล้ววิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง เหลือเพียงสนมเฉินที่ยืนขาแข็ง ก้าวไม่ออกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
หลินอ้ายเดินเข้าไปประชิดตัวสนมเฉิน นางยื่นใบหน้าที่เปียกชื้นและน่ากลัวเข้าไปใกล้ จนสนมเฉินได้กลิ่นคาวเืจางๆ จากมุมปากของนาง
“จำไว้นะน้องหญิงเฉิน...” หลินอ้ายกระซิบแ่เบาแต่ชัดเจน
“น้ำในสระนี้เย็นนัก... วันหน้าข้าสัญญาว่าเ้าจะได้รับโอกาสลงไปััมันด้วยตัวเ้าเอง”
“อย่า... อย่าเข้ามา!” สนมเฉินผลักหลินอ้ายสุดแรง แรงผลักของคนกลัวตายนั้นมหาศาล ร่างที่อ่อนระโหยโรยแรงของหลินอ้ายเซถลาล้มลงกระแทกพื้นหินแข็งๆ อีกครั้ง ความเ็ปแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลัง แต่แทนที่นางจะร้องครวญคราง หลินอ้ายกลับเงยหน้าขึ้นแล้วส่งเสียงหัวเราะในลำคอ... หึ... หึ... หึ...
เสียงหัวเราะนั้นฟังดูเย็นเยียบเสียดแทงยิ่งกว่าลมหนาว มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ที่กำลังเ็ป แต่เป็เสียงของปีศาจที่กำลังสนุกสนานกับเหยื่อที่กำลังสั่นกลัว
"ไปให้พ้น! นังปีศาจ! กลับตำหนัก! ใครก็ได้พาข้ากลับตำหนักเดี๋ยวนี้!"
สนมเฉินกรีดร้องอย่างเสียสติ นางสะบัดชายกระโปรงหรูหรา วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปทางประตูวังชั้นในโดยไม่คิดจะหันกลับมามอง ทิ้งภาพลักษณ์ผู้สูงศักดิ์ไว้เื้ั เหลือเพียงความขลาดเขลาที่ถูกเปิดโปง ข้ารับใช้ที่เหลือต่างรีบวิ่งตามนายไปอย่างทุลักทุเล ทิ้งให้ความเงียบสงบกลับคืนสู่ริมสระบัวอีกครั้ง
"พระสนม..." อาชิงรีบคลานเข้ามาพยุงหลินอ้าย น้ำตายังคงนองหน้า
"พวกมันไปแล้วเพคะ... พวกมันไปแล้ว"
หลินอ้ายยันกายลุกขึ้นยืนด้วยขาสองข้างที่สั่นเทา ความหนาวเหน็บเริ่มกัดกินร่างกายจนปากซีดเขียว แต่ั์ตาคู่นั้นกลับทอประกายกล้าแข็งอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"ใช่... พวกมันไปแล้ว อาชิง" หลินอ้ายเอ่ยเสียงเรียบ
"แต่พวกมันจะกลับมาอีก และครั้งหน้า ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันเดินกลับไปอย่างสบายใจเช่นนี้อีกแล้ว... พยุงข้ากลับตำหนักที"
