งานชุมนุมกวีในศาลาอวิ๋นหลินดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงพิณแ่เบาคลอเคล้าไปกับกลิ่นหอมของชาอ่อนๆ เหล่าบัณฑิตนั่งล้อมวงกันที่ล้านด้านหน้า ทุกคนยามนี้ล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อได้รับหัวข้อจากเ้าของงาน
หยวนโม่เจ๋อในชุดผ้าแพรสีงาช้างนั่งอยู่ตรงกลาง รอบด้านถูกรายล้อมโดยเหล่าสหายบัณฑิต หลายคนยังไม่เชื่อถือในความสามารถของเขา ทว่าไป๋มู่เฟิงนั้น...รู้ถึงความสามารถของสหายผู้นี้ดี
แววตาที่สงบนิ่งและเปี่ยมด้วยประกายเฉียบคม เมื่อถึงคราวแต่งบทกวีตามหัวข้อที่กำหนด เสียงอ่านของชายหนุ่มเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทุกถ้อยคำเปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้ง จนผู้ฟังลุกขึ้นปรบมือและสรรเสริญขึ้นพร้อมกัน
ไป๋มู่เฟิงที่นั่งอยู่ไม่ไกล มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งชื่นชม ทั้งเคารพ และแฝงความมุ่งมั่นในใจ เขาเองก็ได้แต่งบทกวีขึ้นเช่นกัน แม้จะยังไม่อาจเทียบหยวนโม่เจ๋อได้ แต่ถ้อยคำที่ร้อยเรียงออกมา กลับมีความมั่นคงและลึกซึ้งกว่าแต่ก่อน
นั่นเพราะตลอดหลายวันมานี้ เขาได้รับคำชี้แนะจากสหาย รวมถึงเื่การใช้ถ้อยคำ การวางจังหวะ และการสอดแทรกอารมณ์ในบทกวี ทุกคำสอนนั้นไม่เพียงทำให้เขาเข้าใจศิลป์แห่งอักษร แต่ยังทำให้ความคิดของเขาเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ
งานชุมนุมกวีในครั้งนั้น จึงกลายเป็งานเปิดตัวอย่างเป็ทางการของหยวนโม่เจ๋อ และกวีที่ชายหนุ่มแต่งขึ้น จะถูกกล่าวถึงไปอีกนาน
และในครั้งนี้ ที่งานชุมนุมกวีคึกคักกว่าทุกครั้ง เพราะนอกจากเหล่าบัณฑิตหนุ่มแล้ว ยังมีขุนนางผู้ใหญ่หลายท่านมาร่วมชมด้วย โดยเฉพาะใต้เท้าไป๋ เสนาบดีกรมพระคลัง ผู้มีอำนาจและชื่อเสียงในราชสำนัก
เมื่อได้เห็นบุตรชายคนเล็กอย่างไป๋มู่เฟิงแต่งบทกวีได้อย่างลื่นไหล และมีความหมายลึกซึ้งกว่าครั้งก่อน ชายชราก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปลื้มใจ
ภายในใจของขุนนางผู้ผ่านโลกมาเนิ่นนาน มีทั้งความภาคภูมิใจและความประหลาดใจ เพราะรู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นได้เพราะการชี้แนะของหยวนโม่เจ๋อ สายตาของใต้เท้าไป๋ มองชายหนุ่มผู้มีท่วงท่ามั่นคงและสงบนิ่ง สนิทสนมยิ่งกว่าเดิม
แม้จะได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ทว่าหยวนโม่เจ๋อกลับแสดงท่าทีไม่เย่อหยิ่งและอ่อนน้อมจนเกินไป หากแต่ท่าทีกลับดูเปี่ยมด้วยปัญญา ที่ยากจะหาใครเทียมได้ ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกชื่นชม
ภายในใจขุนนางชราเริ่มมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นอย่างเงียบงัน หากบุรุษผู้นี้ยินดีมาเป็อาจารย์ในจวนของตน เขาคงไม่ต้องกังวลเื่การศึกษาของเหล่าหลานชายอีกต่อไป
ความคิดนั้นค่อยๆ กลายเป็แผนการจริงจัง ใต้เท้าไป๋ตั้งใจว่า หลังงานชุมนุมสิ้นสุดลง ตนเองจะเชิญหยวนโม่เจ๋อมาพูดคุยเป็การส่วนตัว หวังว่าชายหนุ่มจะยอมรับข้อเสนอ และกลายเป็ผู้ชี้นำอนาคตของทายาทตระกูลไป๋ในวันข้างหน้า...
“สหาย ครานี้เ้าโด่งดังใหญ่แล้วนะ” ไป๋มู่เฟิงตบหัวไหล่สหายรักเบาๆ อย่างภาคภูมิใจ
“อะไรกัน...เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เท่านี้ยังไม่นับว่าเป็อันใด”
ชายหนุ่มตอบเรียบๆ
“เ้าเป็ใคร! ปล่อยสหายของข้าออกมานะ!” ไป๋มู่เฟิงเขย่าร่างสหายรักเบาๆ พร้อมทำสีหน้าจริงจัง ก่อนชายหนุ่มทั้งสองจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ท่านบัณฑิตหยวน ใต้เท้าของข้าน้อย้าเชิญท่านดื่มชาสักครู่ขอรับ” ข้ารับใช้วัยชรา เดินเข้าหาชายหนุ่มทั้งสองพร้อมเอ่ยอย่างนอบน้อม
“ลุงหลี่! ท่านอย่าบอกนะว่า ท่านพ่อ้าพบอาเจ๋อ”
“ท่านเสนาบดีก็้าพบคุณชายหกด้วยขอรับ เชิญทั้งสองท่านตามข้ารับใช้มา” พ่อบ้านหลี่เอ่ยกับนายน้อยของตน ก่อนจะพาชายหนุ่มทั้งสองไปยังห้องรับรองห้องหนึ่ง ภายในหออวิ๋นหลิน
เมื่อชายหนุ่มทั้งสองตามข้ารับใช้ไป เสนาบดีไป๋ที่นั่งรออยู่ด้านในก็เอ่ยทักทายขึ้นทันที
“วันนี้ เ้าสองคนทำได้ดีมาก” ชายชราหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เพราะหนึ่งในคนที่ได้รับคำชมจากไท่ซ่างหวง คือบุตรชายคนเล็กของตน
“เล็กน้อยเท่านั้นขอรับ ไม่มีสิ่งใดให้ต้องชื่นชม”
หยวนโม่เจ๋อเอ่ยอย่างถ่อมตน
“ข้ารู้ว่าบัณฑิตหยวนมีความสามารถ การสอบฮุ่ยซื่อครานี้คงไม่ต้องเดาให้ยาก ว่าใครจะได้เป็อันดับหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว...ข้าผู้เฒ่าจึงมีเื่อยากขอร้อง เ้าจะยอมไปเป็อาจารย์ให้เหล่าหลานชายของข้าหรือไม่”
หยวนโม่เจ๋อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเหลือบสายตาไปยังสหายที่นั่งอยู่ข้างกาย
“เ้าก็คิดเช่นนั้นหรือ” ไป๋มู่เฟิงพยักหน้าเบาๆ
“เื่นี้แม้ท่านพ่อไม่เอ่ยปาก ข้าก็คิดจะพูดกับเ้าอยู่เหมือนกัน ครั้งนี้...แม้ข้าจะสอบฮุ่ยซื่อไม่ผ่าน แต่ยังมีเหล่าหลานชายในจวน อีกสามปีข้าค่อยสอบใหม่ก็ได้”
น้ำเสียงของเขาแ่ลงเล็กน้อย แววตาแฝงความเศร้าสร้อยเอาไว้ สามปีก่อนไป๋มู่เฟิงเคยเข้าสอบมาแล้วแต่ไม่ติดอันดับ ครั้งนี้ความหวังทั้งหมดจึงฝากไว้กับหยวนโม่เจ๋อ สหายผู้มีพร์เหนือผู้คน
หยวนโม่เจ๋อแสร้งถอนหายใจยาว คล้ายกำลังชั่งใจ ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ได้ขอรับ อย่างไรอาเฟิงก็เป็สหายรักของข้า ครั้งนี้ข้าจะทุ่มเทความรู้ทั้งหมด เพื่อให้เขาสอบได้อันดับดีๆ” ทันทีที่คำตอบนั้นหลุดออกจากปากชายหนุ่ม ใต้เท้าไป๋และบุตรชายก็มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันที ความยินดีฉายชัดในแววตาทั้งคู่ ราวกับได้พบแสงแห่งความหวังใหม่ในตระกูล
ทว่า...พวกเขาหารู้ไม่ว่า การตอบรับของหยวนโม่เจ๋อในครั้งนี้ มิได้เกิดจากน้ำใจหรือมิตรภาพเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็ส่วนหนึ่งของแผนการที่เขาวางเอาไว้ล่วงหน้า แผนการที่จะพาเขาเข้าสู่ใจกลางตระกูลไป๋อย่างแเี...
ทางด้านเนี่ยนเมี่ยวชิง หลังหลบออกจากหออวิ๋นหลินได้สำเร็จ นางก็รีบเดินเลี่ยงไปตามตรอกแคบด้านข้าง ก่อนจะสลัดคราบบ่าวรับใช้ตัวน้อยที่ปลอมตัวเข้าไปในงานออกอย่างรวดเร็ว
เส้นผมที่เคยถูกรวบขึ้นอย่างเรียบง่ายถูกปล่อยลงมา เสื้อผ้าธรรมดาถูกเปลี่ยนเป็ชุดแพรบางสีอ่อน ที่เผยให้เห็นความงดงามอ่อนหวานตามแบบสตรีชนชั้นสูง
เมื่อขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ไม่ไกล สีหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความสุข ริมฝีปากยกยิ้มบางอย่างพึงพอใจ ดวงตาเปล่งประกายราวกับได้สิ่งที่้าสมใจแล้ว
ด้านหลังหออวิ๋นหลิน เถาเถาและอาหม่านที่รออยู่นาน ถึงกับถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากันด้วยแววตาผ่อนคลาย เมื่อเห็นนายของตนปลอดภัยดี
“ข้านึกว่าจะถูกจับได้เสียแล้ว” เถาเถาพึมพำออกมา สองมือยังคงจับชายเสื้อแน่น
อาหม่านพยักหน้า
“หากฮูหยินน้อยถูกพบเข้าในสภาพเช่นนั้น เกรงว่าคงไม่พ้นถูกลงโทษแน่” เมื่อหญิงสาวก้าวขึ้นสู่รถม้า รถม้าได้ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากตรอกด้านหลัง
เสียงล้อบดกับพื้นหินดังแ่เบา เนี่ยนเมี่ยวชิงแง้มผ้าม่าน มองกลับไปยังหออวิ๋นหลินที่ห่างออกไปเรื่อยๆ แววตาของนางฉายแววพึงพอใจขึ้นชั่วขณะ ก่อนริมฝีปากอวบอิ่มจะคลี่ยิ้มอีกครั้ง
“ข้าจะรอวันที่ได้พบท่านอีก” หญิงสาวพึมพำเสียงเบา
ทว่า...เมื่อกลับถึงจวนตระกูลไป๋ เนี่ยนเมี่ยวชิงก็ได้พบกับความประหลาดใจอีกครั้ง เพราะยามนี้...บุรุษตรงหน้าของนางคือหยวนโม่เจ๋อ อีกทั้ง...ยามนี้ บิดาของสามียังยกย่องเขาไม่ขาดปาก
“นี่! ท่านบัณฑิตหยวนจะมาอาศัยอยู่ที่จวนของเราหรือเ้าคะ”
หญิงสาวถามออกไปด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ใช่แล้ว ชิงเอ๋อ อย่างไรน้องก็เคยพบอาเจ๋อมาแล้ว ต่อไปนี้เขาจะมาเป็อาจารย์ของบุตรชายเรา และเหล่าหลานๆ รวมถึง...ข้าก็ด้วย”
ชายหนุ่มเอ่ยอย่างอายๆ
“อาจารย์อันใดกัน ข้ารับไม่ไหว...เราสองคนคือพี่น้องและเพื่อนรัก เื่ไหนช่วยได้ข้าหรือจะยอมนิ่งดูดาย” ชายหนุ่มเอ่ยเรียบๆ พร้อมยกชาขึ้นจิบ เพื่อปกปิดสายตาโลมเลียที่เผยออกมา
“อ๋อ...เช่นนั้นก็เป็เื่ดี ตอนนี้ท่านพี่ให้คนเตรียมเรือนให้บัณฑิตหยวนหรือยังเ้าคะ” หญิงสาวลอบสอบถามอย่างแเี
“เป็เรือนที่ติดกับเรือนของเรา อย่างไรก็ต้องหารือเื่การสอบ อยู่ใกล้กันย่อมเป็เื่ดี” ไป๋มู่เฟิงตอบซื่อๆ โดยที่ไม่รู้ความนัย
เนี่ยนเมี่ยวชิงเหลือบมองหยวนโม่เจ๋อเล็กน้อย ทว่าด้านล่างโต๊ะที่พวกเขานั่ง เท้าของหญิงสาวกลับกำลังลูบไล้อยู่ที่หว่างขาของชายหนุ่ม
ร่างสูงครางฮือในลำคอ รีบยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อบดบังใบหน้าที่หื่นกระหายของตน
“แล้ว…ท่านบัณฑิตหยวนจะย้ายเข้ามาเมื่อใดหรือเ้าคะ” หญิงสาวเหลือบมองอีกฝ่าย พร้อมกับใช้ลิ้นเลียริมฝีปากของตนอย่างยั่วยวน
“น่าจะอีกสองสามวัน รอให้ข้ารับใช้ทำความสะอาดเรือนให้เรียบร้อยก่อน”
“เช่นนั้น...วันนี้ชิงเอ๋อจะเข้าครัวด้วยตนเอง เพื่อทำอาหารต้อนรับสหายของท่านพี่” เท้าน้อยๆ บดขยี้ แท่งร้อนที่แข็งขืนเต็มที่ของหยวนโม่เจ๋อย่างเมามัน
“เป็น้องหญิงที่เข้าใจข้าที่สุด” ไป๋มู่เฟิงจับมือของเนี่ยนเมี่ยวชิงเพื่อขอบคุณ
“เพื่อท่านพี่แล้ว ชิงเอ๋อล้วนเต็มใจ” แม้ปากจะเอ่ยกับสามี ทว่าสายตาหยาดเยิ้มและยั่วยวน กลับมองไปยังหยวนโม่เจ๋ออย่างแเี
