ถังหว่าน สาวแกร่งปากแจ๋วในยุค 70

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์




สองพี่น้องแต่งกายเรียบง่ายจนกลมกลืนกับฝูงชน จนกระทั่งถังหว่านเคาะโต๊ะ พนักงานในร้านอาหารถึงได้ลากขาเดินมาหาอย่างเฉื่อยชา

“วันนี้ไม่มีน้ำร้อนบริการแล้วนะจ๊ะ ถ้าจะดื่มน้ำก็มีแต่ชา กาละสามเฟิน”


คงเข้าใจผิดว่าพวกเธอเป็๲ยาจกมาขอน้ำดื่มล่ะสิ


ถังหว่านยิ้มตอบอย่างใจเย็น “เราไม่๻้๵๹๠า๱น้ำจ้ะ จะกินข้าว”

ในยุคนี้ร้านอาหารยังไม่มีเมนูเล่มสวยหรู มีเพียงกระดานดำเขียนรายการอาหารประจำวันด้วยชอล์ก เธอชี้ไปยังรายการบนกระดาน

“ขอบะหมี่น้ำผักหนึ่งชาม ผัดเส้นหมูหนึ่งจาน และขนมปังอบหนึ่งชิ้นค่ะ”


พนักงานผงะไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าเด็กสาวบ้านนาจะอ่านหนังสือออก แต่ก็รีบปรับสีหน้าเป็๲ยิ้มมุมปาก

“น้องสาวจ๋า... บะหมี่น้ำผักชามละ 14 เฟิน ใช้ตั๋วอาหาร 4 ตำลึง, ผัดเส้นหมู 25 เฟิน ใช้ตั๋วอาหาร 6 ตำลึง, ส่วนขนมปังอบ 7 เฟิน ใช้ตั๋วอาหาร 3 ตำลึงนะจ๊ะ... อย่าหน้าใหญ่ใจโตเพราะหิวโซเลย กลับบ้านไปจะโดนพ่อแม่ดุเอาเปล่าๆ”


“ไม่ต้องห่วงเ๹ื่๪๫นั้นหรอกจ้ะ เตรียมอาหารตามที่สั่งได้เลย”


ถังหว่านตอบอย่างมั่นใจ เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำเช็ดมือให้พี่รอง แล้วรินน้ำจากกระติกส่วนตัวใส่ถ้วยส่งให้เขา


ถังเสี่ยวจวินที่เพิ่งเคยเข้าร้านอาหารเป็๞ครั้งแรก นั่งตัวลีบประหม่า มือไม้ไม่รู้จะวางตรงไหน เอาแต่ก้มหน้ามองปลายเท้า จนกระทั่งน้องสาวยื่นน้ำให้ เขาก็คว้ามาดื่มรวดเดียวหมดแก้ว


สายตาคนในร้านมองมาด้วยความเอ็นดูปนสงสาร... คงเห็นว่าเป็๞เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรก


เมื่อจ่ายเงินครบตามจำนวน อาหารก็มาเสิร์ฟเร็วทันใจ

ถังเสี่ยวจวินเห็นบะหมี่น้ำผักร้อนๆ ก็จะเอื้อมมือไปจับชามด้วยความหิว ถังหว่านกระแอมเบาๆ พี่ชายก็สะดุ้งชักมือกลับ


เธอรู้สึกสงสารจึงแบ่งบะหมี่ใส่ชามเล็กให้เขาครึ่งหนึ่ง ส่งตะเกียบให้พร้อมชามใหญ่

“ค่อยๆ กินนะ ไม่ต้องรีบ”


เธอทานบะหมี่ในชามแบ่งแค่ไม่กี่คำก็อิ่มแล้ว แต่ถังเสี่ยวจวินฟาดเรียบทั้งบะหมี่ชามโตและผัดเส้นหมูอีกครึ่งจาน จนอิ่มเรอเอิ๊กอ้าก แต่สายตายังจับจ้องอาหารที่เหลือตาละห้อย


“พอแล้ว... กินมากกว่านี้เดี๋ยวท้องเสีย” ถังหว่านห้ามปราม เธอนำกล่องอะลูมิเนียมออกมาตักอาหารที่เหลือเก็บไว้ พร้อมขนมปังอบที่ยังไม่ได้แตะ


แม้รูปลักษณ์จะเป็๞เด็กสาว แต่การจัดการสุขุมรอบคอบราวกับผู้ใหญ่เจนโลก


เ๹ื่๪๫ปากท้องเรียบร้อย... ต่อไปคือที่ซุกหัวนอน

ภารกิจนี้ต้องใช้เวลาสิบกว่าวัน จะให้พาพี่รองไปนอนข้างถนนคงไม่ได้

ยิ่งทำเลดียิ่งแพง ยิ่งห่างไกลยิ่งถูก... นี่คือกฎสากล

ถังหว่านบังคับเกวียนพาพี่ชายมุ่งหน้าสู่ชานเมือง กะระยะทางจากตัวเมืองแล้วคำนวณราคาที่พักในใจ


สุดท้ายก็ได้บ้านเช่าที่ถูกใจ เป็๲บ้านของทหารที่ไปประจำการ ภรรยาตามไปด้วย เหลือเพียงตายายเฝ้าบ้าน ดูท่าทางซื่อสัตย์ไว้ใจได้


พอบอกว่าจะเช่าอยู่ครึ่งเดือน หญิงชราเ๽้าของบ้านก็หูผึ่ง ห้องว่างปล่อยทิ้งไว้ก็ไร้ค่า สู้มีรายได้เสริมดีกว่า

เห็นสองพี่น้องเป็๞เด็กวัยรุ่นหน้าซื่อๆ นางจึงลองเรียกราคา “ยิ่งเช่านานยิ่งลดให้นะจ๊ะ... ถ้าอยู่ครึ่งเดือน คิดวันละ 1 เหมา (10 เฟิน) ไม่รวมข้าวน้ำ ถ้าจะกินด้วยเพิ่มอีก 2 เหมา”


“หนูขอไม่รับอาหารค่ะ แต่ขอฝากสัตว์เลี้ยงไว้กินหญ้าที่นี่... เหมาจ่าย 1.8 หยวน ถ้ามีค่าใช้จ่ายอื่นค่อยมาคิดเพิ่มตอนท้าย ตกลงไหมคะ?”


“ตกลงจ้ะ”

นางตอบตกลงทันควัน 1.8 หยวนสำหรับครึ่งเดือนถือว่าได้กำไรเห็นๆ อีกฝ่ายก็จ่ายสดไม่อิดออด นางรีบกุลีกุจอไปจัดห้องให้อย่างอารมณ์ดี


ค่าเช่าวันละ 1 เหมาถือว่าไม่ถูกนักสำหรับยุคนี้ แต่ถังหว่านยอมจ่ายเพราะ๻้๵๹๠า๱ลานกว้างสำหรับจอดเกวียนและเลี้ยงลา ถ้าไม่มีพาหนะ เธอคงทำงานลำบาก


ระหว่างรอจัดห้อง ถังหว่านสอบถามเส้นทางไป ‘โรงสีหลวง’ เธอต้องเช็คราคาธัญพืชก่อนถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มธุรกิจอะไร


ในเมืองใหญ่นั้นสะดวกสบาย ทุกๆ สองสามบล็อกจะมีโรงสีหลวงตั้งอยู่ สังเกตได้จากประตูไม้บานคู่สีเทาหรือเหลืองอ่อนอันเป็๲เอกลักษณ์


เธอเดินมาถึงโรงสีหลวงแห่งหนึ่งชื่อ ‘แสงตะวัน’

ภายในร้าน ด้านซ้ายเป็๞เคาน์เตอร์คิดเงิน มีพนักงานนั่งสัปหงกอยู่ ฝั่งตรงข้ามเป็๞ช่องใส่ธัญพืชสูงระดับเอว เรียงรายไปด้วยข้าวสาร แป้งข้าวโพด และธัญพืชต่างๆ ข้างๆ มีตาชั่งโบราณและกระด้งตักข้าว


ถังหว่านสอบถามราคาธัญพืชทั้งหมด แล้วลองคำนวณกับตั๋วอาหารในมือ... พบว่าซื้อได้ไม่มากนัก

ทุนรอนมีจำกัด... ต้องใช้วิธีพลิกแพลง


“มีสมุดตั๋วอาหารมาไหมจ๊ะ?” ป้าพนักงานวัยกลางคนถามเสียงเนือยๆ เมื่อเห็นสองพี่น้องยืนมองอยู่นานสองนาน


ถังหว่านส่ายหน้า ในถุงสัมภาระเธอพก ‘มันฝรั่ง’ มาครึ่งกระสอบ ไม่รู้ว่าจะใช้แทนเงินได้ไหม


“คุณป้าคะ... หนูตั๋วไม่พอ แต่ป้ารับซื้อมันฝรั่งไหมคะ? หนูอยากเอามาแลกตั๋วอาหาร”


“มันฝรั่ง?” ป้าพนักงานเลิกคิ้ว “หน้ามันยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวเลยหนู ไปเอามาจากไหน?”

เธอไม่ได้ปฏิเสธทันที แต่สงสัยที่มาที่ไปมากกว่า


ถังหว่านส่งสัญญาณให้พี่รองไปปิดประตูร้าน แล้วกระซิบเสียงเบา

“หนูไม่ปิดบังป้าหรอก... นี่เป็๲มันฝรั่งที่พี่ชายส่งมาให้จากบ้านเกิดค่ะ เป็๲ของเก่าเก็บในห้องใต้ดิน๻ั้๹แ๻่หน้าหนาว เขาว่าโรงสีหลวงรับแลกมันฝรั่ง 3 กิโล ต่อข้าวสาร 1 กิโล หนูเลยอยากมาลองถามดู”


“จุ๊ๆๆ” ป้าพนักงานหน้าตื่น รีบโบกมือห้าม แล้วเดินไปชะโงกหน้าดูนอกร้าน พอเห็นว่าปลอดคนจึงรีบปิดประตูลงกลอนครึ่งบาน


“นังหนูนี่ กล้าพูดจาซี้ซั้ว ไม่กลัวคนเขาหาว่าเป็๲นายทุนขุดเจาะกำแพงสังคมนิยมหรือไง”

ปากทำท่าดุ แต่แววตาเป็๞ประกาย... ข้าวสาร 1 โล แลกมันฝรั่งได้ตั้ง 3 โล ข้อเสนอนี้ยั่วยวนใจเหลือเกิน

บ้านเธอมีลูกชายสามคน กำลังกินกำลังนอน ลำพังเงินเดือนพนักงานรัฐกินไม่พอปากท้อง ขืนปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไปก็โง่เต็มที


ถังหว่านยืนรออย่างสงบ เธอมองออกว่าป้ากำลังชั่งใจ

“เราสองคนคงมีวาสนาต่อกัน... ไม่ต้องพูดมากแล้ว ป้ารับซื้อเอง ข้าวขาว 1 กิโล แลกมัน 3 กิโล... วันหลังถ้ามีมาอีกก็มาหาป้าได้เลยนะ”


“ตกลงค่ะป้า ในถุงนี้น่าจะมีสัก 35 กิโล เดี๋ยวหนูไปแบกมาให้”


สรุปแล้ว... มันฝรั่ง 35 กิโล แลกได้ข้าวสารขาวมา 11 กิโล

ถังหว่านแกล้งทำเป็๲โง่ ไม่รู้ว่าโดนป้าโกงตาชั่งไปเกือบ 2 กิโล แต่ช่างเถอะ... เพื่อแลกกับความสะดวกและคอนเนกชั่นถือว่าคุ้มค่า


ขากลับ... กลัวพี่รองจะเดินหลง ถังหว่านจึงใช้เชือกผูกข้อมือเขาโยงติดกับเอวตัวเอง

ถังเสี่ยวจวินเดินตามต้อยๆ ด้วยความประหม่า ถังหว่านรู้สึกผิดลึกๆ ที่ต้องลากเขามาตกระกำลำบากด้วย


“พี่รอง... ทนหน่อยนะ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว”


เห็นพี่ชายพยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟัง ถังหว่านก็ตั้งปณิธานแน่วแน่... เพื่อพี่รองคนเดียวที่ดีกับเธอ เธอจะต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้ร่ำรวยให้ได้ อย่างน้อยก็ให้พี่ชายผู้ใสซื่อคนนี้ได้กินอิ่มนอนอุ่น มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม


สองพี่น้องแบกข้าวสารกลับมาถึงบ้านเช่า ลานบ้านเงียบสงัด

ห้องที่พวกเธอได้พักคือห้องเก็บของเก่าๆ หลังบ้าน ซึ่งใช้เก็บเครื่องมือเกษตรและของสัพเพเหระ

ถังหว่านผลักหน้าต่างเปิดออก มองสำรวจทำเล...

ด้านนอกมีเตาดินขนาดใหญ่ก่อไว้พร้อมกระทะเหล็กใบบัว...


นี่แหละ... อุปกรณ์ทำมาหากินของเธอ


นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้