เล่มที่ 5 บทที่ 127 อสรพิษเกล็ดหิน
“รนหาที่ตายนักนะ!” อสุรกายกุ่ยเจี้ยงได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจัดจนเืขึ้นหน้า ชั่วขณะที่ทิ้งง่ามโลหะกระแทกลงกับพื้น หมอกควันดำมากมายก็พวยพุ่งออกมา จากนั้นไม่นานเหล่ามารปีศาจก็พากันคำรามกึกก้อง ง่ามโลหะกลายร่างเป็อสรพิษที่เต็มไปด้วยไออสูร บัดนี้มันกำลังพุ่งทะยานตรงไปที่หลินเฟยด้วยอย่างรวดเร็ว
หลินเฟยยกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะสะบั้นกระบี่หงส์คำรนจนเกิดเปลวไฟลุกโชน จากนั้นก็มีเสียงหวีดร้องของนกเฟิ่งหวงดังออกมา เพียงครู่เดียวก็ปรากฏเป็นกเฟิ่งหวงไฟที่กำลังพุ่งเข้าไปยังกลุ่มหมอกควันดำนั้น ขณะที่นกเฟิ่งหวงไฟกำลังเข้าประชิดตัวได้นั้น มันก็กัดเข้าไปที่จุดตายชีชุ่น*ของเ้าอสรพิษร้าย จากนั้นก็ฉีกกระชากเนื้อของมันออกมาทันที ทันใดนั้นทั้งลำแสงและเปลวไฟก็ะเิออกจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทุกทิศ...
(*ชีชุ่น หมายถึง จุดตายของงู)
มารปีศาจนับหมื่นที่เกิดจากง่ามโลหะถูกแผดเผาจนเป็เถ้าถ่านภายในพริบตา
เมื่ออสุรกายกุ่ยเจี้ยงเห็นดังนั้นก็รู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก จึงสำแดงร่างจริงของตนออกมาทันที พริบตานั้นเองก็ได้แปรสภาพเป็อสรพิษั์ยาวกว่าสิบจ้าง มองเผินๆดูละม้ายคล้ายกับเนินเขาขนาดย่อมก็ว่าได้ ทั่วทั้งตัวมีเกล็ดแวววาวปกคลุม บัดนี้มันกำลังแลบลิ้นแดงส่งเสียงขู่น่าสะพรึงกลัวออกมา
“วันนี้ข้าจะต้องกินเ้าให้ได้!” หลังจากสำแดงร่างจริงออกมาแล้ว อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็ะโกึกก้อง ก่อนจะอ้าปากอันมหึมาของมันออกมา กระทั่งพื้นที่ใกล้เคียงในรัศมีร้อยลี้ก็เกิดพายุโหมรุนแรงทันที ทุกสิ่งทุกอย่างปลิวว่อนไปทั่ว ทั้งต้นไม้ใบหญ้า หรือเศษหินทรายต่างๆก็ดี ล้วนถูกสูบเข้าไปในปากใหญ่ั์ของเ้าอสรพิษ แม้แต่เหล่าลูกสมุนของมันที่มาด้วยกันก็มิวายถูกสูบเข้าไปด้วย
เหล่าอสูรก็มักจะเข่นฆ่ากันเองเป็ปกติอยู่แล้ว ดังนั้นหลังจากที่อสุรกายกุ่ยเจี้ยงกลืนกินพวกพ้องตนเองลงไป ทำให้พลังของมันกล้าแกร่งกว่าเดิม พิษร้ายสาดกระจายออกมาจากปากอันใหญ่โตนั่น และกำลังพุ่งตรงไปที่หลินเฟยหมายจะสังหารอย่างบ้าคลั่ง หลินเฟยเห็นดังนั้นก็สะบั้นกระบี่ใส่ลำตัวเ้าอสรพิษจนเกิดเป็เสียงโลหะกระทบกัน ร่างกายของมันแข็งแร็งราวกับสะบั้นใส่กำแพงเหล็ก...
“ฮ่าๆ รู้ซึ้งถึงฤทธิ์ที่แท้จริงของข้าหรือยัง ชาติก่อนข้าเป็ถึงอสรพิษเกล็ดหิน ฉะนั้นเกล็ดทั้งหนึ่งแสนแปดพันชิ้นของข้าล้วนแข็งแกร่งชนิดฟันแทงไม่เข้า หลังจากตายไปแล้ว ก็โชคดีที่ได้ท่านอสุรกายกุ่ยหวังช่วยเหลือเอาไว้ โดยการบำเพ็ญไออสูรนับพันปี แน่นอนว่าอาวุธธรรมดาเช่นนั้นทำอะไรข้าไม่ได้หรอก!”
“จริงอยู่ ที่เกล็ดเ้านั้นแข็งแกร่ง...” หลินเฟยพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีแม้แต่ความตื่นตระหนกปรากฏออกมา ก่อนเ้าตัวจะดีดร่างของตนเองเหาะขึ้นไปตามลำตัวของเ้าอสรพิษั์ตรงหน้า
ใช้เวลาเพียงครู่เดียว หลินเฟยก็สะบั้นกระบี่ออกไปกว่าร้อยครั้งแล้ว
เสียงโลหะกระทบกันอย่างต่อเนื่องเสมือนเสียงของช่างตีเหล็กที่เอาแต่ใช้กระบี่หงส์คำรนเคาะตีเกล็ดแข็งไปเรื่อยๆ
เ้าอสรพิษมีความยาวั้แ่หางถึงหัวเพียงร้อยกว่าจ้างเท่านั้น แต่ด้วยระยะทางแค่นี้กลับทำให้หลินเฟยกลับสะบั้นกระบี่ออกไปนับพันครั้งแล้ว เมื่ออสรพิษั์อ้าปากมหึมาอีกครั้ง หลินเฟยจึงต้องะโถอยออกมาเพื่อหลบหลีกพิษที่สาดกระจายจากปากของมัน ก่อนจะลอยตัวยืนอยู่บนหัวใหญ่ั์ของมัน
หลังจากกัดหลินเฟยไม่สำเร็จ เ้าอสรพิษก็สะบัดหัวรุนแรงก่อนจะพุ่งกายไปที่เนินขนาดย่อม โดยหมายจะพุ่งชนหลินเฟยให้ตายไปเสียตรงนั้น...
ไม่นานก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเกิดขึ้นอีกครั้ง เนินเขาขนาดย่อมสูงประมาณสิบกว่าจ้างถูกพุ่งชนจนแทบพังถล่มลงมา เศษหินรวมทั้งฝุ่นดินก็ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ
ความจริงแล้ว...
อสุรกายกุ่ยเจี้ยงในชาติที่แล้วถือว่าเป็สิ่งมีชีวิตที่พิเศษเลยทีเดียว มันมีเกล็ดอันแข็งแกร่งที่ฟันแทงไม่เข้า นอกจากนี้ยังบำเพ็ญด้วยไออสูรมานับพันปี ทำให้มีเกล็ดของมันแข็งแกร่งเทียบเท่าแร่โฮ่วเทียนได้เลยทีเดียว มันจึงสามารถพุ่งชนทำลายเนินเขานั้นได้อย่างง่ายดาย
ทว่าครั้งนี้กลับต่างไปจากเดิม...
หลังจากชนกระแทกเข้าไปเต็มแรง มันก็ส่งเสียงร้องโอดครวญด้วยความเ็ปออกมาทันที
บัดนี้หัวอันแข็งแกร่งของมันยุบลงไปถึงครึ่งซีก เืแดงสดไหลนองลงมาเปรอะเปื้อนบริเวณหัวอีกครึ่งหนึ่งของมัน ดูเป็ภาพที่น่าสยดสยองไม่น้อยเลย...
“เ้าทำอะไรข้า!” แต่ว่าเ้าอสุรกายกุ่ยเจี้ยงเองก็เคยฝ่าเคราะห์มาถึงสี่ด่านแล้ว ถือว่ามีโอกาสสูงที่จะได้บรรลุเป็กุ่ยหวัง ดังนั้นหลังจากที่ชนกระแทกจนหัวยุบไปครึ่งซีก มันจึงแค่คำรามด้วยความเจ็บออกมาเท่านั้น ทันใดนั้นก็มีไออสูรเข้มข้นพวยพุ่งขึ้น ใช้เวลาเพียงไม่นานหัวที่ยุบก็งอกเนื้อกลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
หางใหญ่โตของมันสะบัดฟาดเข้าไปที่หลินเฟยอย่างแรง
“ข้าเป็สิ่งมีชีวิตพิเศษ ไม่มีวันตาย!”
เ้าอสรพิษั์โกรธจัดจนเสียสติไปแล้ว ลำตัวยาวนับร้อยจ้างบิดสะบัดไปมา ทำให้เกิดฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วรัศมีร้อยลี้ พิษจากปากมหึมาก็สาดกระเซ็นไปทั่ว หากััโดนแม้แต่นิดเดียว ก็จะถูกกัดกร่อนจนสลายเป็ผุยผงก็ว่าได้ เ้าอสรพิษร้ายเอาแต่โอ้อวดตนว่ามีเกล็ดอันแข็งแกร่ง จึงพุ่งชนไปทั่วอย่างไม่เกรงกลัว...
“ไม่ตายอย่างนั้นหรือ?” หลินเฟยแค่นหัวเราะเ็าออกมา ก่อนจะสะบั้นกระบี่หงส์คำรนในมือที่มีเปลวไฟพวยพุ่งอยู่ จากนั้นก็เกิดเป็ลำแสงกระบี่นับสิบจ้างะเิออกมา ลำแสงกระบี่นั้นพุ่งเข้าใส่เกล็ดหินอันแข็งแกร่งของมันจนเกิดสะเก็ดไฟกระจายไปทั่ว
“ฮ่าๆ บอกแล้วว่าเกล็ดข้า...”
ขณะที่อสรพิษกำลังจะกล่าวอย่างทะนงตนออกมาอีกครั้ง จู่ๆมันก็หยุดชะงักลงไป ก่อนจะพ่นเืแดงฉานออกมากองใหญ่...
ลำตัวที่บิดส่ายไปมาหยุดการเคลื่อนไหวลงราวกับถูกตรึงไว้กับที่ มันคำรามกึกก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว เพียงครู่เดียวจากโทสะนั้นก็ถูกความกลัวเข้าแทรกแทน...
สุดท้ายลำตัวอันใหญ่โตของมันก็ร่วงกระแทกพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังกัมปนาท...
เกล็ดหินมากมายก็ปลิวว่อนออกไป...
จากการถูกหลินเฟยลอกออกมาสดๆทีละแผ่น
บัดนี้อสรพิษั์แปลงกายกลับเป็อสุรกายกุ่ยเจี้ยงเช่นเดิม มันกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ทั่วทั้งตัวไม่มีเกล็ดปกคลุมอีกต่อไป มีเพียงแผลยาวเป็ทางั้แ่บนลงล่างราวกับแผลผ่าแยกออกเป็สองซีก...
“เป็ไปไม่ได้ เกล็ดข้า...”
หลินเฟยค่อยๆลอยลงสู่พื้น เขากำลังยิ้มน้อยๆ เดินมายังกุ่ยเจี้ยงพร้อมกระบี่หงส์คำรนในมือ
“ในอดีตแม้แต่อสรพิษเกล็ดทองที่เป็บรรพบุรุษเ้ายังถูกข้าขอดเกล็ดไปสิบกว่าตัว แล้วนับประสาอะไรกับเกล็ดหินของเ้า...” เมื่อพูดจบหลินเฟยก็สะบัดแขนส่งสัญญาณให้เทียนกุ่ยคายดินิถู่ออกมาใส่อสุรกายกุ่ยเจี้ยงบนพื้น
“เ้าๆๆ จะทำอะไรน่ะ!” ดินิถู่มากมายโถมทับลงมา แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เมื่อเ้าอสุรกายเห็นสิ่งนั้นแล้วกลับก็อดที่จะหวาดกลัวจนตัวตายไม่ได้ แม้แต่ร่างที่สั่นเทานั้นก็ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป
“นี่คือดินิถู่...” หลินเฟยโคจรพลังให้เทียนกุ่ยปล่อยดินิถู่ออกมาอย่างเต็มพิกัด ก่อนจะค่อยๆอธิบายต่อไปอย่างใจเย็น
“แต่มันยังอ่อนแออยู่ เพราะพลังไม่มั่นคงเพียงพอ ไม่มีทั้งนทีและสายธาร ไม่มีทั้งดวงเดือนและดวงตะวัน ข้าจึง้าอสุรกายเช่นเ้า มาเป็สายธารและนทีให้ดินิถู่ของข้า...”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
